หลายคนคงได้ยินคำว่า “เด็กออทิสติก”บางคนได้ดู
ได้ยินจากรายการโทรทัศน์ แล้วมาถามผู้เขียนว่าสงสัยลูกหลานเป็นโรคพลาสติก
ผู้เขียนคิดสักครูแล้วถามว่า อาการเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่า ไม่พูด ไม่จ้องตา
ไม่ตอบสนอง ต่อคำสั่ง และซุกซนมาก จึงได้นึกถึงคำว่า ออทิสติก ซึ่งมาจากภาษากรีก
หมายถึง ตนเอง แยกตนเอง หมกมุ่นอยู่กับตนเอง สมัยก่อนเรียกว่าโรคจิตวัยเด็ก
เด็กกลุ่มนี้มีอารมณ์แปรปรวน พฤติกรรมเบี่ยงเบนผิดปกติ
ไม่สามารถสื่อความหมายกับบุคคลได้ อาจมีภาวะไม่อยู่นิ่ง
บกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย สาเหตุที่แน่นอนไม่สามารถอธิบายได้
แต่เชื่อว่าเกิดจากพัฒนาการที่ผิดปกติจากการผสมผสานการรับรู้ความรู้
และการเคลื่อนไหว
พฤติกรรมที่แสดงออกผิดปกติส่วนมาเกิดกับกลุ่มเด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนของสมอง
เช่น ภาวะหลังการชัก ไข้สมองอักเสบ (clark,Allen 1985)
พบประมาณ 5 คน ในทารกแรกเกิดที่มีชีวิตอยู่
10,000 คน เป็นเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 4
เท่า เกิดได้ทุกสภาพของครอบครัว เด็กออทิสติกที่มีอาการบ่งชัดเจนมักจะมีพ่อ
แม่ ที่มีสติปัญญาดีกว่า และมีการศึกษาสูงกว่าคนทั่ว ๆ ไป (รจนา,
2525)
เด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการปกติอยู่ระยะหนึ่ง หลังคลอดถึงขวบหรือสองขวบแรก พ่อ
แม่ ผู้ปกครองบางคนสังเกตไม่พบ
แต่หากซักถามจะพบว่าเด็กมีพฤติกรรมผิดปกติด้านพัฒนาการ
การไม่จ้องมองวัตถุสิ่งของ ไม่ตอบสนองต่อคำสั่ง แยกตนเอง
และไม่สามารถจะสื่อความหมายได้ อาจจะเป็นเพราะพ่อ -
แม่ ผู้ปกครองของเด็กไม่แน่ใจ
บางคนอาจจะเข้าข้างตนเอง โดยอ้างว่ามีญาติเป็นเช่นนี้แต่ตอนนี้ก็ดี
อีกหน่อยเด็กโตขึ้นจะพูดได้เอง รอให้โตก่อนเด็กออทิสติกมีสองประเภท
ประเภทแรกพบได้ชัดเจนว่าเด็กมีความผิดปกติตั้งแต่แรก เช่น พบพฤติกรรมอยู่ ๆ
เด็กจะร้องกรี๊ดทั้งกลางวันและกลางคืน ปลอบอุ้มก็ไม่หาย บางคนทำตัวแข็งทื่อ
ต่อต้านการอาบน้ำ แต่งกาย การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือประเภทสุดท้าย เด็กเงียบ
ไม่ร้อง อยู่นิ่ง เลี้ยงง่าย ไม่แสดงอาการหิว พ่อ แม่ชมว่าเลี้ยงง่าย ไม่กังวล
แต่พอช่วงระยะหนึ่ง พ่อ แม่ จะเริ่มวิตกกังวลต่อการเฉยเมยของเด็ก
แม่จะสังเกตเห็นว่า เด็กไม่เคยอ้าแขนให้อุ้ม เด็กทำท่าไม่มีความสุขขณะ พ่อ แม่
อุ้ม นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กบางคนมักทำอะไรซ้ำ ๆ เช่น นั่งโขกศีรษะตนเอง
นั่งโยกตนเอง นั่งจ้องมองดูหลอดไฟ พัดลม ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน
หากเด็กอายุมากขึ้นจะพบการเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติเพิ่มมากขึ้น
ดร.แอร์ส (Ayres,1989)
ซึ่งเป็นนักกิจกรรมบำบัดชาวอเมริกันได้อธิบายว่า เด็กออทิสติกเป็นเด็กที่มีความบกพร่อง
หรือสูญเสียขบวนการรับรู้ความรู้สึกโดยเริ่มจาก
1.
ขบวนการรับรู้ และส่งผ่านความรู้สึก
1.1 ตัวรับความรู้สึก
1.1.1
การได้ยิน
ซึ่งมีตัวรับรู้ความรู้สึกที่หูจะมีความสัมพันธ์กับทักษะพัฒนาการด้านการได้ยิน
ภาษา การสื่อความหมาย
1.1.2
ระบบเวสติบูล่า
ตัวรับรู้ความรู้สึกอยู่ที่หูชั้นใน มีผลต่อการจัดท่าทางต้านแรงดึงดูดของโลก
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การรักษาความสมดุลย์ของร่างกาย การจ้องมองวัตถุ
1.1.3
การรับรู้จากเอ็นและข้อ
ตัวรับความรู้สึกอยู่ที่เอ็นและข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
มีผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวส่วนของร่างกาย
1.1.4
การสัมผัส
การสัมผัสมีตัวรับความรู้สึกอยู่ที่ผิวหนัง มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรม อารมณ์
การแสดงออกของมนุษย์มาก
1.1.5
การมองเห็น
ประสาทรับความรู้สึกอยู่ที่ตา
ดร.แอร์สเชื่อว่าเด็กออทิสติกจะมีความสามารถของตัวรับความรู้สึกและกระบวนการนำความรู้สึกไปที่สมองผิดปกติ
อาจจะมาก หรือน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะการรับรู้ด้านการสัมผัส
ทั้งการสัมผัสที่ตื้นและลึก ดังนั้น จึงมักพบว่าเด็กมีภาวะหลีกหนีจากการสัมผัส
(tactile defensiveness)
นอกจากนั้นพบว่าเด็กมีปัญหาด้านเวสติบูล่า
เด็กกลุ่มนี้จึงมีการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า กลัวการหกล้ม
โดยเฉพาะการขึ้นที่สูง การโยก การกลิ้งตัว การกระโดด การหมุนตัว
หรือเด็กบางคนอาจจะชอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนี้เพราะเด็กต้องการเร่งเร้าตนเองเด็กบางคนจะอยู่นิ่งเฉย
ไม่เคลื่อนไหวส่วนของร่างกาย หรือเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้ามากจึงชี้ให้เห็นว่า
ระบบการรับรู้ ความรู้สึกจากเอ็นและข้อของเด็กบกพร่อง แต่อย่างไรก็ตามเด็กกลุ่มออทิสติกจะมีการรับรู้ความรู้สึกบกพร่องทุกด้าน
แต่ที่มีปัญหามากที่สุดเป็นด้านระบบเวสติบูล่า สัมผัส การรับรู้จากเอ็นและข้อ
(Ayres,1989, Fisher, 1995)
1.2
สิ่งเร้าที่เข้าสู่ร่างกายของเด็กเองมากหรือน้อยกว่าปกติ
ทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ
1.3
เด็กขาดการกระตุ้นเร้า
จากลักษณะของเด็กออทิสติค บางกลุ่มเฉยเมย ไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนของร่างกาย
อยู่นิ่ง หรือกลุ่มที่ชอบเล่นของซ้ำ ๆ พ่อ แม่ ผู้ปกครองขาดการสังเกต
การเอาใจใส่ดูแลลูก ปล่อยเด็ก จึงทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้สิ่งของใหม่ ๆ
2. ขบวนการจัดการข้อมูล
ข้อมูลหรือสิ่งที่เร้าผ่านเข้ามาที่สมองของเด็ก
เด็กจะไม่สามารถจัดระบบระเบียบของข้อมูลได้
นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กขาดความสามารถเด็กขาดความสามารถในการผสมผสาน
และการแปลผลของข้อมูลที่ผ่านเข้ามาที่สมองของเด็ก
3. การตอบสนองข้อมูลที่ผิดปกติ
เด็กอาจจะตอบสนองข้อมูลมากหรือน้อยเกินไป เช่น เด็ก โขกศีรษะตนเอง หาก พ่อ แม่
ผู้ปกครอง ร้องอย่า ๆ เด็กอาจจะชอบใจ คิดว่าพ่อ แม่ ผู้ปกครอง
ให้ความสนใจตนเองรักตนเอง ยิ่งกระทำพฤติกรรมมากขึ้น
นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กมีการตอบสนองที่ผิดหรือไม่ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเลย
(Ayres, 1989)
เนื่องจากการกระตุ้นระบบเวสติบูล่า เป็นการกระตุ้นระบบประสาท ดังนั้นผู้บำบัด
พ่อ แม่ผู้ปกครอง จะต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก ดร.แอร์ชี้ให้เห็นว่า
ผู้กระทำพฤติกรรมนี้ควรจะมีความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา เป็นพื้นฐาน
และเข้าใจผลของการกระตุ้นเร้า
ทั้งนี้เพราะเด็กควรได้รับการกระตุ้นเร้าที่พอเหมาะ
หากมากไปจะส่งผลให้เด็กมีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน หากน้อยไปจะเห็นผลช้า
ผู้เขียนเคยพาพ่อ แม่ ผู้ปกครองนำเด็กมากระตุ้นเองมากเกินไป ผลเด็กเกิดการกลัว
ผวา อาเจียน ไม่ยอมทำกิจกรรมนั้นเลย
รูปที่
1
แสดงการผสมผสานการรับรู้เด็กออทิสติค
การรักษาทางกิจกรรมบำบัด
1. เพิ่มการใช้พลังของเด็กเอง (Physical
Exertion)
เป็นการให้เด็กมีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย เช่น แขน ขา ของ เด็กเองก่อนการทำกิจกรรม
แต่นักกิจกรรมบำบัดจะเน้นการกระตุ้นเร้าระบบเวสติบูล่าเป็นส่วนมาก
จากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ตัวอย่างกิจกรรมที่ให้เด็ก
-
การโยกชิงช้า
-
การโยกตัวบนลูกบอลกลมใหญ่
-
การกลิ้งตัว การโยกตัวเด็กบนเก้าอี้โยก
-
การนั่งบนเก้าอี้หมุน
-
การกระโดดบนเทมโพลิน
-
การกระโดดเชือก
-
กิจกรรมทางพลศึกษาที่ต้องออกกำลังในลักษณะคล้ายคลึงกับกิจกรรมที่กล่าวข้างต้น
นอกจากนั้นหากเด็กกระทำได้แล้ว
ควรเพิ่มความยากของกิจกรรมเป็นการกระโดดร่วมกับการพูด ร้องเพลง จับสิ่งของ
เป็นต้น
2.
การผ่อนคลายตนเอง (Relaxation)
กิจกรรมการผ่อนคลายตนเอง เป็นการให้เด็กได้ผ่อนคลาย บอกเด็กให้หายใจเข้าออกยาว
ๆ ลดความวิตกกังวลแก่เด็ก ตัวอย่างกิจกรรม
2.1
การนอนหงาย หายใจเข้าออกยาว ๆ จากนั้นผู้บำบัดอาจจะแนะให้เด็กยกแขน ขา
ขึ้นทีละข้างอย่างช้า ๆ อาจจะทำเป็นกลุ่ม หรือเดี่ยวก็ได้
ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของเด็กเอง
2.2
การนั่ง
การนั่งในท่าที่ผ่อนคลายอาจจะเป็นนั่งขัดสมาธิให้เด็กนิ่งเงียบชั่งระยะหนึ่ง
จากนั้น เริ่มทำกิจกรรมให้หายใจเข้าออกยาว ๆ
การนั่งทำสมาธิสามารถจะประยุกต์ได้เช่นกัน
แต่จากประสบการณ์ผู้เขียนพบว่าเด็กมีสภาพร่างกาย แขนขา มือ นิ่งแต่ปากจะบน
หรือตากระพริบตลอดเวลา
2.3
การนั่ง
นอน บนเก้าอี้ กิจกรรมนี้จะต้องเบา ๆ ช้า กิจกรรมนี้อาจจะเป็นการกระตุ้นระบบเวสติบูล่าได้เช่นกัน
จึงควรระวังการโยก
2.4
การสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น การสัมผัสในที่นี้ควรเป็นการสัมผัสที่บางเบา
ผู้บำบัดอาจจะใช้แปรง ผ้าขนหนู ผ้าที่นุ่ม สัมผัสที่แขน ขา หลังของเด็ก
แต่วิธีการต้องนุ่มนวล จากประสบการณ์ของผู้เขียนจะใช้ทั้งการสัมผัสที่นุ่มนวล
และมั่นคงแล้วแต่จุดประสงค์ของกิจกรรม
2.5
การให้เด็กฟังเพลงเบา ๆ เย็น ๆ การฟังเพลงที่เบา ๆ ช้า ๆ
จะทำให้เด็กผ่อนคลายได้
3.
การควบคุมตนเอง
การควบคุมตนเองเป็นการควบคุมให้เด็กอยู่ในขอบเขตจำกัด
ไม่วิ่งออกนอกบริเวณที่กำหนดให้ระยะแรกอาจจะเป็นการตีกรอบกำหนดขอบเขต
หากเด็กกระทำได้จะเพิ่มกิจกรรมที่ยากขึ้นตามลำดับ
ตัวอย่างของกิจกรรม
3.1 การนอน การนั่ง
การยืนบนเข่า และการยืนบนไม้กระดานสมดุลย์ โดยการจัดท่าเด็กบนไม้กระดานสมดุลย์
จากนั้นจะโยกไม้กระดานไปด้านหน้า หลัง ข้าง ๆ
เพื่อให้เด็กควบคุมตนเองไม้ให้หกล้ม
3.2
การยืนหรือเดินบนถังกลิ้ง
กิจกรรมนี้จะยากกว่ากิจกรรมแรกมาก
เพราะเด็กจะต้องควบคุมตนเองบนถังที่มีความสูงมาก
ระยะแรกผู้บำบัดอาจจะช่วยเด็กให้ทรงตัวอยู่กับที่ก่อน
จากนั้นจึงเคลื่อนถังกลิ้ง เพื่อให้เด็กเกิดการก้าวสลับเท้า
ด้านหน้าหลังตามลำดับ อนึ่ง หากเด็กกระทำเองได้ พ่อ แม่
ผู้ปกครองหรือผู้บำบัดจะต้องลดการช่วยเหลือเด็กลงด้วยการลดการจับก่อน
จากนั้นลดการบอก แล้วให้เด็กกระทำเองตามลำดับ
3.3
การเดินบนสะพานแคบ สะพานแคบหรือกระดานแคบกว้างประมาณ
4-6
นิ้ว ให้เด็กเดินไปมาบนสะพาน ห้ามตกสะพาน
หากเป็นไปได้ควรให้เด็กเดินไปด้านหน้า หมายถึงการให้เด็กก้าวเท้าไปด้านหน้า
การเดินควรเดินช้า ๆ ทั้งนี้เพราะเด็กกลุ่มนี้จะมีภาวะไม่อยู่นิ่ง
การกระทำกิจกรรมที่จะช่วยควบคุมตัวของเด็กเองด้วย อนึ่ง
การที่เด็กก้าวเท้าไปด้านหน้าจะมีประโยชน์เพิ่มทักษะการหมุนลำตัว
ได้ดีกว่าการเดินก้าวเท้าออกด้านข้างมาก
นอกจากนั้นหากเป็นไปได้การเดินของเด็กควรให้เล่นเกมส์หยิบจับสิ่งของจากที่หนึ่งไปอีกทีหนึ่งด้วย
4.
การเพิ่มกิจกรรมที่พึงประสงค์ (Purposeful Activities)
เพิ่มกิจกรรมที่พึงประสงค์ เป็นการให้การบำบัดแบบเดี่ยว
ตามขบวนการทางกิจกรรมบำบัด
เริ่มจากการประเมินตามขบวนการอาจจะเป็นการประเมินด้วยแบบประเมินมาตรฐานและทั่วไป
การแปลผลดีของข้อมูล การตั้งเป้าประสงค์ระยะเร่งด่วน
และระยะยาวการให้บำบัดรักษา ตลอดจนการประเมินซ้ำ
การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อการบำบัดรักษาที่ดีถูกต้อง
รูปที่
2 แสดงขบวนการทางกิจกรรมบำบัด
ตัวอย่างกิจกรรมที่พึงประสงค์
ปัญหา
กิจกรรมบำบัด
1.การจ้องมองวัตถุ
1.กระตุ้นเวสติบูล่า
2.ใช้วัตถุที่มีสีสัน ให้เด็กมองในระดับสายตา หากเด็กไม่ จับเด็กมองวัตถุ
หากเด็กมองลดการจับเด็กแนะเด็กให้มอง
3.
หากเด็กทำได้ให้คำชมเชย รางวัล แก่เด็ก
การบำบัดรักษา
การบำบัดรักษาเด็กออทิสติก
จำเป็นต้องร่วมกับแบบทีม โดยอาศัยหลักการแพทย์ ผู้บำบัด
แต่ละฝ่ายร่วมปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือกัน
และช่วยเหลือเด็กในบทบาทวิชาชีพของตนเอง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
การบำบัดรักษาแบบทีมประกอบด้วยแพทย์ อาจจะเป็นกุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก
แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด นักวจีบำบัด
ครูการศึกษาพิเศษ นักสังคมสงเคราะห์และนักกิจกรรมบำบัด
จุดประสงค์การบำบัดรักษา
1. เพิ่มขบวนการรับรู้ความรู้สึกที่เหมาะสม
เนื่องจากขบวนการรับรู้ความรู้สึกของเด็กผิดปกติ มากหรือน้อยกว่าปกติ
เด็กกลุ่มนี้จะมีการผิดปกติหรือสูญเสีย
จุดประสงค์ของการบำบัดรักษาเริ่มจากเพิ่มความสามารถของตัวยรับรู้ความสึก
ประสาทนำ การจัดระบบและการแปลผลของข้อมูล
การตอบสนองหรือพฤติกรรมที่แสดงออกดังกล่าวแล้ว
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดจึงทำหน้าที่จัดสิ่งเร้าที่เหมาะสมให้แก่เด็กเพื่อเพิ่มทักษะขบวนการผสมผสานการระบรู้ความรู้สึก
การคอบสนองที่ดี เหมาะสมแก่เด็ก
2. เพิ่มทักษะพัฒนาการที่ดีแก่เด็ก
เนื่องจากเด็กออกทิสติกมีปัญหาด้านทักษะพัฒนาการค้นประกอบด้วยการช่วยเหลือตนเอง
ทักษะการใช้มือ การเคลื่อนไหว โดยเฉพาะทักษะพัฒนาการด้านภาษา
และการสื่อความหมาย นักกิจกรรมบำบัดจะใช้หลักการกระตุ้นระบบประสาท (Neurdevelopmental
approach) ไบโอแมคานิค
และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ส่วนการเลือกใช้หลักการใดขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาของเด็ก
เช่น เด็กมีปัญหาด้านการทรงตัว ตัวอย่างการเพิ่มทักษะการทรงตัว
ปัญหา
กิจกรรมบำบัด
การทรงตัวท่านั่ง
ยืน เดิน
ทักษะการทรงตัว
กิจกรรม :
-
จับเด็กโยกลูกบอลกลม
-
ให้เด็กทรงตัวในท่านั่งบนพื้น บนลูกบอล ทำกิจกรรม
-
ให้เด็กทรงตัวบนกระดานสมดุลย์ในท่านั่ง ยืน
-
ให้เด็กทรงตัวบนถังกลิ้งในท่ายืนเดิน
จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองพบว่าการเพิ่มทักษะด้านการทรงตัว
การใช้มือ หากเด็กได้รับการกระตุ้นที่ดี
มีการวางแผนการที่ดีเด็กสามารถจะมีทักษะพัฒนาการดีได้ในไม่ช้า แต่ทักษะด้านภาษา
และการสื่อความหมาย ตลอดจนการรับรู้ สติปัญญา
จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นอย่างเป็นระบบช่วงระยะเวลาหนึ่งทักษะพัฒนาการด้านนี้จึงจะดีขึ้น
ทั้งนี้เพราะเด็กจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นเร้าอย่างเป็นระบบต่อเนื่องกัน
3.
เพิ่มขบวนการรับรู้เรียนรู้ของเด็ก
เด็กออทิสติกส่วนมากมีความบกพร่องทางสติปัญญา
แต่จะมีเด็กบางคนมีทักษะความสามารถพิเศษ กรณีเช่นนี้หากเขาสามารถผ่อนคลายตนเอง
ควบคุมตนเองได้ เขาจะสามารถเรียนรู้ได้เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชั้น
แต่ในที่นี้จะกลาวถึงขบวนการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ดังนั้นการสอนเด็กจะใช้หลักการดังนี้
1.
สอนเด็กเรียนรู้ด้วยประสาทการรับรู้ของเด็กเองหลาย ๆ ด้าน
เช่น ให้เด็กเรียนรู้การเล่นของด้วยการใช้มือสัมผัส
(การรับรู้ด้านสัมผัส)
การเคลื่อนไหว ประสาทเอ็นและข้อ การมองเห็น
การได้ยินเสียงจากผู้บำบัดหรือครู พ่อ แม่
หากเด็กสามารถรับรู้ได้แล้วจึงลดการใช้ประสาทการรับรู้ของเด็กลง
อาจจะเหลือเพียง 1 - 2 ด้าน
เป็นต้น
2.
ให้เด็กเรียนรู้ด้วยการกระทำเอง
เล่นเอง ตามขบวนการเรียนรู้ เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการกระทำ
ดังคำโบราณของไทยกล่าวว่า
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ”
3.
เรียงลำดับของการสอนเด็กเป็นขั้นตอนด้วยการเรียงจากง่ายไปหายาก
บทเรียนที่สอนเด็กให้มีความเชื่อมโยงติดต่อกับเรื่องที่เด็กรู้ เช่น
การวาดรูปบ้าน เป็นการนำรูปสี่เหลี่ยมมาผสมกับสามเหลี่ยม เป็นต้น
4.
การกระทำซ้ำๆ
หากเด็กจะทำได้แล้ว ให้เด็กกระทำซ้ำๆ สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เพื่อให้เกิดทักษะจากการกระทำซ้ำ ๆ ผู้เขียนอยากจะแนะนำว่า
ลักษณะของโรคเด็กมีพฤติกรรมการกระทำซ้ำ ๆ ดังนั้นเทคนิควิธีการนี้ พ่อ แม่
ผู้บำบัด จะต้องสังเกต เอาใจใส่เด็ก ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
สอนเด็กด้านการใช้ชีวิตประจำวัน การสอนลักษณะนี้เป็นการสอนการกระทำ
นำทักษะการรับรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสอนแต่งกายด้วยตนเอง
รับประทานอาหารด้วยตนเอง ทำความสะอาดร่างกายด้วยตนเอง ฯลฯ
ขบวนการเรียนการสอนเด็กหากสรุปจะได้ดังนี้ (เมซิเดส,
2537)
รูปที่
3
โปรแกรมการสอนเด็ก
รูปที่
4
กระบวนการสอนเด็ก
4.
การปรับพฤติกรรม (Behavior modification)
(สมโภชน์,2526)
การปรับพฤติกรรมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และจำเป็นมากสำหรับเด็ก
เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีปัญหาด้านพฤติกรรมเบี่ยงเบนผิดปกติ
นักกิจกรรมบำบัดนำหลักการปรับพฤติกรรมมาใช้เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจและร่วมกระทำกิจกรรมให้ได้ตามเป้าหมาย
อาจสำรองสิ่งของหรือความต้องการของเด็ก โดยการสังเกต ซักถามจากพ่อ -
แม่ผู้ปกครอง
เด็กบางคนอาจจะชอบรถยนต์คันเล็ก ๆ ชอบการอุ้ม การสัมผัส ฯลฯ
การปรับพฤติกรรมส่วนมากใช้การเสริมแรงทางบวก ส่วนทางลบไม่ค่อยใช้
การเสริมแรงหรือรางวัล
การเสริมแรงด้านนี้ เป็นการให้รางวัลแก่เด็ก
หากเด็กร่วมกระทำกิจกรรมได้ สำเร็จบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
การเสริมแรงที่ใช้กับเด็กมีดังนี้
1. ขนม,
อาหารที่เด็กชอบ
ขนม อาหารเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
จึงนำอาหาร ขนม ที่เด็กชอบมาเป็นรางวัลแก่เด็ก
ด้วยการให้เด็กทันทีหลังจากเด็กทำกิจกรรมนั้น ๆ สำเร็จ
เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนเองทำนั้นถูกต้องเหมาะสม
หากให้แต่ละกิจกรรมผู้ให้ควรให้ชิ้นเล็ก ๆ อาจรับประทานแต่ขนมจนหมด
จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า ผู้บำบัดบางคนให้ขนมก้อนโต
เด็กจะรับประทานแต่ขนมจนหมด แต่ไม่ยอมทำกิจกรรมต่อไป
หากเป็นเช่นนี้อาจจะให้ขนมตอนสุดท้ายของกิจกรรมทั้งหมด และเป็นขนมชิ้นโตพอสมควร
2. การกอดรัด สัมผัส
เนื่องจากเด็กออทิสติคมีการรับรู้ด้านการสัมผัสที่มากหรือน้อยกว่าปกติ ดังนั้น
การให้การสัมผัสจึงมีความจำเป็นกับเด็กกลุ่มนี้มาก โดยอาจจะใช้มือของผู้บำบัด
ผ้าขนหนูผืนเล็ก ผ้าอ้อมเด็ก แปรงขนอ่อน ถูบริเวณแขน -
ขา ด้านหลังของเด็กเบา ๆ เด็กจะเกิดความพึงพอใจ
ดีใจ จากนั้นรีบกระตุ้นให้ เด็กกระทำกิจกรรมต่อไปจนเสร็จ
และการสัมผัสอาจจะห่างออกไป ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน
3.
การยกย่องชมเชย
การยกย่องชมชย อาจจะเป็นคำพูด เช่น เก่งมาก
เก่งที่สุด รักที่สุด หรือ อาจจะทำท่าทางยกหัวแม่มือชูขึ้น แสดงว่าเด็กเก่ง
4. การให้เล่นสิ่งของที่ชอบ
เด็กแต่ละคนจะชอบของเล่นที่แตกต่างกัน อาจจะเป็นเครื่องบินเล็ก ๆ รถคันเล็ก ๆ
ฯลฯ ผู้บำบัดควรศึกษาหาข้อมูลของเด็กตนเองว่าชอบอะไรเพื่อนำมาเป็นรางวัล
ผู้เขียนเคยได้รับกรณีตัวอย่างเด็กถูกลักขโมย เป็นขอทาน หูหนวกข้างหนึ่ง
ตาบอดสองข้าง เขาชอบเครื่องสั่นสะเทือนมาก
ผู้เขียนจึงนำมาใช้เพื่อเป็นรางวัลแก่เขา
จะเห็นว่าเด็กแต่ละคนมีความชอบแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม
การให้แรงเสริมทางบวกด้านขนม การสัมผัสของเล่นที่เด็กชอบ
เด็กจะต้องตอบสนองต่อคำสั่งได้แล้ว สำหรับการให้ดาว เบี้ยอรรถกร (Loken
Economy) และการให้ข้อมูลย้อนกลับใช้น้อยกับเด็กกลุ่มนี้
แต่ก็มีใช้บ้างขึ้นอยู่กับผู้บำบัดและเด็กแต่ละคน
นอกจากนั้นผู้เขียนอาจจะเสนอว่า การให้รางวัลบ่อย ๆ มากเกินไป
เด็กจะเกิดการต่อรองเสมอ ดังนั้น ผู้บำบัดจึงควรจะพิจารณา จังหวะใดจะลดรางวัล
ขณะเดียวกันควรแนะนำพ่อ - แม่ ผู้ปกครองเด็กด้วย.
การร่วมบำบัดเด็กแบบทีม รวมทั้งให้พ่อ
-
แม่ ผู้ปกครองเด็กมีส่วนร่วม
การให้การบำบัดแบบทีม จำเป็นมากสำหรับเด็ก
บุคลากรแต่ละฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนเอง ทำงานประสานกัน เข้าใจช่วยเหลือ
ส่งต่อเด็กดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นแล้วผู้เขียนอยากขอให้พ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็กมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบุตรหลานของตนเอง
พ่อ -
แม่ผู้ปกครองเด็กมีส่วนร่วมต่อการบำบัดอีก :
1.
การส่งเสริมพ่อ แม่ ผู้ปกครอง
เด็กให้มีเจตคติที่ดีต่อลูก
ต่อบุคลากรในทีม ด้วยการเน้นให้ผู้ปกครองเกิดความรักในตัวเด็ก
(ความจริงก็รักอยู่แล้ว)
พ่อ แม่ เป็นหลักของลูก และมีความสำคัญต่อลูกมากที่สุด
หากไม่มีพ่อ - แม่ เด็กจะลำบากมา
จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองคิดว่าการให้พ่อ แม่ มีเจตคติที่ดีต่อลูกสำคัญมาก
เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการให้การช่วยเหลือลูก
ผู้เขียนเคยได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากผู้ปกครองที่มีฐานะ การศึกษาดีรายหนึ่ง
ไม่ยอมรับลูกซึ่งเป็นดาวน์ ผู้เขียนได้ตะล่อมพ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็กให้ยอมรับเด็ก ช่วยเหลือเด็ก
โดยอ้างหลักทางพุทธศาสนาความเชื่อของชาวจีน ไทย โบราณ การเกิดร่วมภพร่วมภูมิ
ความเป็นพ่อ แม่ ลูก พร้อมให้นำเด็กมาพบผู้เขียน
เพื่อจะให้คำแนะนำในการช่วยเหลือลูก
แต่เป็นที่น่าเสียดายจนกระทั่งวันนี้ยังไม่พบทั้งแม่ ลูก กรณีตัวอย่างนี้เลย
และไม่สามารถจะติดต่อได้ สงสารเด็กมาก จึงอยากขอร้องวิงวอนทั้งพ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็ก ผู้บำบัดได้โปรดสงสาร ให้ความรัก ความเมตตาต่อเด็ก
แม้ว่าเด็กจะไม่สามารถพูดโต้ตอบกับเราได้ แต่เด็กมีจิต -
มีความรู้สึก
2.
การสร้างความเข้าใจจุดประสงค์และแนวทางการบำบัดรักษา
เนื่องจากการบำบัดรักษาเด็กออทิสติก พ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็กต้องพากเด็กพาเด็กมาพบ ปรึกษาบุคลากรหลายฝ่าย
โดยเฉพาะการฝึกทางกิจกรรมบำบัดจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่ง
จึงจะสามารถควบคุมพฤติกรรมและให้การตอบสนองต่อคำสั่งได้ เมื่อ พ่อ แม่
เข้าใจจุดประสงค์และแนวทางการบำบัดรักษาจะได้พาบุตรหลานของตนเองมาฝึกตามกำหนดการได้
3.
การฝึกลูกตามคำแนะนำของบุคลากรทีมบำบัดรักษา
โดยเฉพาะการฝึกทางกิจกรรมบำบัด ทั้งนี้
เพราะกิจกรรมที่นำมาใช้กับเด็กแต่ละอย่างได้รับการวิเคราะห์ทั้งขบวนการทำ
และประโยชน์ของกิจกรรมมาแล้ว ดังนั้น พ่อ
- แม่
ผู้ปกครองเด็กจะได้นำไปฝึกเด็กต่อที่บ้าน จากประสบการณ์พบว่าพ่อ -
แม่ ผู้ปกครองบางคนแจ้งว่า ดู ๆ
นักกิจกรรมบำบัดฝึกแล้วไม่มีอะไรเหมือนการเล่นเฉย ๆ ใคร ๆ ก็กระทำได้
บางคนขอรับโปรแกรมไปฝึกที่บ้านแต่พอหนึ่งปีผ่านไป พ่อ แม่
ผู้ปกครองเด็กแจ้งว่าเด็กไม่ดีขึ้นเลย ยังมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนผิดปกติ
ทำร้ายร่างกายตนเองมากขึ้น จึงนำบุตรหลานของตนเองมารับการบำบัดต่อ
บางคนจะไม่ยอมมาเลย เพราะเด็กร้องไห้ขณะฝึก เช่น เด็กวิ่งพล่าน ทั้งห้อง
หากจับให้อยู่นิ่ง เด็กจะร้องไห้ตลอดเวลา แต่บางคนเห็นว่าลูกหลายของเองดีขึ้น
ขอรับการฝึกทุกวันราชการ กรณีเช่นนี้ผู้เขียนก็ไม่แนะนำ
ทั้งนี้เพราะการฝึกทางกิจกรรมบำบัดเป็นขบวนการเรียนรู้
การกระตุ้นผ่านระบบประสาท จำเป็นต้องใช้เวลาช่วงหนึ่ง
และรอการจัดระบบข้อมูลการผสมผสานการรับรู้และแปลผลของข้อมูล
4.
แนะนำ พ่อ แม่
ผู้ปกครองอย่าเข้าใจลูกมากเกินไป
ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมการเลี้ยงดูมีส่วน มีโอกาสส่งเสริม
สนับสนุนเด็กให้มีพฤติกรรมต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะพัฒนาการทุด้าน
ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ได้ทำอะไรด้วยตัวของเด็กเอง พ่อ
- แม่
ผู้ปกครองบางคนรู้ใจเด็กทุกอย่าง เพียงเด็กมองสิ่งของก็แปลความหมายได้หมด
โดยเฉพาะด้านภาษา ซึ่งมีปัญหาในเด็กกลุ่มนี้
จึงเสนอแนะว่าควรช่วยเหลือลูกเท่าที่จำเป็นและผู้เขียนให้ความสำคัญของพ่อ
- แม่ ผู้ปกครองมากจึงขอย้ำ “พ่อ
- แม่ สำคัญต่อลูกมากที่สุดทีมบำบัดให้แนวทางเท่านั้น”
กรณีตัวอย่างที่
1
(Meclure,1990)
บ็อบ เด็กอเมริกัน 13 ปี ออทิสติก บกพร่องทางสติปัญญา
มีภาวะไม่อยู่นิ่ง ไม่พูด โมโหร้าย ทำร้ายร่างกายตนเอง กัดแขนจนเป็นแผล
การรักษาแพทย์ให้ยา นักกิจกรรมบำบัดใช้อุปกรณ์ดาม ให้การสัมผัส (tactile,
deep pressure) การละเล่น การกระตุ้นเวสตูบูล่า การทรงตัว
การรับรู้หลายด้าน เช่น การดมกลิ่น ลิ้มรส เพิ่มปฏิสัมพันธ์กับบุคคล
ระยะเวลาการรักษา 2 เดือน พบว่า
เด็กแม้ว่าจะไม่พูดแต่ลดพฤติกรรมการทำร้ายร่างกายตนเอง มีภาวะอยู่นิ่งสงบ
ตอบสนองต่อคำสั่ง
กรณีตัวอย่างที่
2
เทมส์ เด็กชายไทย อายุ 4 ขวบ
ออทิสติก ไม่พูด มีภาวะไม่อยู่นิ่ง ไม่จ้อง มองสิ่งของ โมโหร้าย
ทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการโขกศีรษะกับพื้นหากพบหน้าแม่
ดึงผมแม่ตบหน้าผู้บำบัดและแม่ ไม่ตอบสนองต่อคำสั่งง่าย ๆ แม่รู้ใจเด็กทุกอย่าง
มารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ การรักษา แพทย์ให้ยา
ฝึกวจีบำบัด และกิจกรรมบำบัด
โปรแกรมการฝึกกิจกรรมบำบัดครั้งที่ 1
เพิ่มการใช้พลังของเด็กเอง กิจกรรมที่ให้กระตุ้นเวสติบูล่า กระโดดบนเทมโพลิน
โยกชิงช้า การผ่อนคลาย การผ่อนคลาย นอนบนม้าโยก นั่งนิ่งชั่วครู่
การควบคุมตนเอง และกิจกรรมพึงประสงค์
ยังไม่ได้ทำปรับพฤติกรรมโขกศีรษะด้วยการหลักหนีจากสภาพแวดล้อม
การเสริมแรงด้านบวก เด็กมารับการบำบัด 3 ครั้ง ๆ ละ
1 ชั่วโมง แม่เด็กมีปัญหาไม่สามรรถนำเด็กมารับบริการได้
จึงให้โปรแกรมการฝึกต่อที่บ้าน
โปรแกรมการฝึกกิจกรรมบำบัดครั้งที่ 2
จากการฝึกที่บ้านประมาณปีเศษ
แม่แจ้งว่าต้องการฝึกกิจกรรมบำบัดเพราะ เปลี่ยนนักวจีบำบัดใหม่
จากการประเมินทางกิจกรรมบำบัดพบว่าเด็กมีปัญหาเหมือนเดิม
แนะการฝึกกิจกรรมบำบัดเดิม เพิ่มการควบคุมตนเองบนสะพาน และยืนบนถังกลิ้ง
เพิ่มกิจกรรม พึงประสงค์ การจ้องตา ตอบสนองต่อคำสั่ง
ปรับพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายตนเองด้วยการให้การสัมผัสผิวหนัง
หลีกหนีจากสภาพการเกิดพฤติกรรมทำร้ายร่างกายตนเอง การให้เสริมแรงทางบวก
ให้รางวัล ขนม แนะนำมารดาให้เข้าใจโปรแกรมการฝึก
ระยะเวลาการฝึก
ครั้งละ 1 ชั่วโมง 3 ครั้ง
ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 10 สัปดาห์
ผลการบำบัดรักษา
เด็กมีภาวะสงบลง ควบคุมตนเองได้ดีขึ้น
มองตามสิ่งของ ตอบสนองต่อคำสั่ง มีพฤติกรรมแสดงออกอยากร่วมกิจกรรม หัวเราะ
หมดเวลา ไม่ยอมกลับบ้าน ทำร้ายร่างกาย ลดลง เข้าใจความหมาย
แม้ว่าจะยังพูดไม่ได้
จากกรณีตัวอย่างที่
2 จะเห็นว่า พ่อ-แม่
ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการบำบัดรักษา เข้าใจจุดมุ่งหมายการฝึก
ตลอดจนนำโปรแกรมไปฝึกต่อที่บ้าน
เอกสารอ้างอิง
เมซิเดส เค.เอม
โปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา เอกสารประกอบ การอบรมวิชาการเรื่อง
กิจกรรมบำบัดในเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คณะเทคนิคการแพทย์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
เชียงใหม่. 11 - 13 มกราคม
2537.
ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์.
โรงพยาบาล. เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง เด็กออทิสติก โรงพบยาบาล ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์.
กรุงเทพมหานคร. 1 มกราคม 2537.
รจนา ทรรทรานนท์
. เด็กออทิสติก.
คำแนะนำสำหรับบิดามารดาและนักวิชาการ.
กรุงเทพมหานคร. ภาควิชาโสต
นาสิก ลาริงซ์ วิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี,2525.
สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต.
การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification).
กรุงเทพฯ . โอเดียน สโตร์,2526.
Ayres
A J. Sensory Integration and Child. California : Western Physchological
Service,1989 : 123 - 130.
Banus
B S, Kent C A, Norton YS. The Developmental Therapy. 2nd
Therefore New Jersey : Charles B Slack Inc.,1979.
Clark
P N, Allen A S Occupational therapy for children. SL Louis : The CV Mosby
Co., 1985 : 97 - 99.
Fisher
A G, Murray E A, Bundy A C. Sensory integration theory and practice
Philadelphia : F A Davis Co., 1991 : 378-381.
Mechure M KJ, Holtz - yotz M . The Effect of Sensory Stimulation on an
Autism child. Am. J. Occup. Ther. 1990 : 1 : 1138 -
1142.
Wenar
C. Developmental Physchology From Infancy Through Adolescence. 3 rd
ed. St. Louis : Mc Graw - Hill Inc., 1994 : 242 - 271.