สภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความแตกต่างในโครงสร้างระบบการทำงานของสมอง

 

กลุ่มความบกพร่องทางการเรียนรู้ ( LD )

ภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorders – LD)

เรียบเรียงโดย 

ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลศิริราช

 

สาเหตุของปัญหาการเรียน

•     สติปัญญาบกพร่อง หรือปัญญาอ่อน (Mental Retardation)

•     วิตกกังวล หรือซึมเศร้า (Anxiety or Depression)

•     สมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder ADHD)

•     ภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorder –LD)

•     เจ็บป่วยเรื้อรัง (Chronic Illness)

•     ขาดโอกาสทางการศึกษา

•     ขาดแรงจูงใจ (Lack of Motivation)

•     วิธีการสอนไม่เหมาะสม

 

LD คืออะไร?

•    ความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ความสัมฤทธิ์ผลด้านการเรียนต่ำกว่าความเป็นจริง

•    ความบกพร่องนี้อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้าน ใดด้านหนึ่ง เช่น การอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณ หรือหลายๆด้านร่วมกัน

 

พบบ่อยแค่ไหน?

•    ประมาณว่า 1 ใน 10 ของเด็กทั่วไปมีปัญหาการเรียนจนต้องได้รับการศึกษาพิเศษและเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กจำนวนนี้มี LD การศึกษาของเด็กในวัยเรียนพบว่าร้อยละ 6-10 จะมี  LD เด็กชายจะมีปัญหาได้บ่อยกว่าเด็กหญิงในอัตราส่วน 4:1

 

สาเหตุของ LD

•    ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)

•    กรรมพันธุ์

 

ประเภทของ LD

•          LD ด้านการเขียนและสะกดคำ

•          LD ด้านการอ่าน

•          LD ด้านการคำนวณ

•          LD หลายๆ ด้านร่วมกัน

 

ลักษณะของเด็ก LD แต่ละประเภท (การเขียน)

•    ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ

•    เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ

•    เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น, ภ-ถ, ด-ค, พ-ผ, b-d, p-q, 6-9

•    เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้

•    เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

•    เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด

•    จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก

•    สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์

•    เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด

•    เขียนไม่ตรงบันทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ

•    ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง 

 

ลักษณะของเด็ก LD แต่ละประเภท (การอ่าน)

•    อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้

•    อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน

•    เดาคำเวลาอ่าน

•    อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง

•    อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน

•    ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้

•    ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน

•    เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

 

ลักษณะของเด็ก LD แต่ละประเภท

 

ประเภท (การคำนวณ)

•    ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด

•    นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้

•    คำนวณบวกลบคูณหารโดยการนับนิ้ว

•    จำสูตรคูณไม่ได้

•    เขียนเลขกลับกันเช่น13เป็น31

•    ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น

•    ตีโจทย์เลขไม่ออก

•    คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย

•    ไม่เข้าใจเรื่องเวลา

 

ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก LD

•    หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน

•    ทำสมุดการบ้านหายบ่อยๆ

•    ต่อต้านแบบดื้อเงียบ

•    ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน

•    ไม่มีสมาธิในการเรียนทำงานช้าทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน

•    ทำงานสะเพร่า

•    ความจำไม่ดีได้หน้าลืมหลัง

•    ขาดความมั่นใจกลัวครูดุกลัวเพื่อนล้อ

•    ไม่อยากมาโรงเรียนโทษครูว่าสอนไม่ดีเพื่อนแกล้ง

•    เบื่อหน่ายท้อแท้กับการเรียน

•    รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งด้อยกว่าคนอื่น

•    ไม่มั่นใจในตัวเอง

•    มักตอบคำถามว่า“ทำไม่ได้“ไม่รู้”

•    อารมณ์หงุดหงิดขึ้นลงง่ายคับข้องใจง่าย

•    ก้าวร้าวกับเพื่อนครูพ่อแม่(ที่จ้ำจี้จ้ำไช)

 

ปัญหาการเรียน

•    ปัญหาการพูด  มีปัญหาในการฟังและพูด เช่น พูดช้าพูดสับสน เรียบเรียงประโยคไม่ค่อยได้ หาคำพูดเพื่อมาตอบคำถามไม่ถูกต้อง

•    ปัญหาการเขียน  มีความลำบากในการอ่าน การเขียน และ การสะกดคำ เช่น อ่านไม่เข้าใจ อ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง  อ่านตัวอักษรสลับกัน

•    ปัญหาการคำนวณไม่เข้าใจแนวคิดของพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ทำเลขไม่ได้

•    ปัญหาในกระบวนความคิดสับสนในการเรียบเรียงและบูรณาการข้อมูลและความคิดต่างๆ

•    ปัญหาความจำจำข้อมูลและคำสั่งต่างๆไม่ค่อยได้นึกอะไรไม่ค่อยออก

 

อาการที่มักเกี่ยวข้องกับLD

•     แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก

•     มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา

•     เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา

•     งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี

•     การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อ (visual-motor coordination) ไม่ดี

•     สมาธิไม่ดี( เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)

•     เขียนตามแบบไม่ค่อยได้

•     ทำงานช้า

•     การวางแผนงานและจัดระบบ (organize) ไม่ดี

•     ฟังคำสั่งสับสน

•    คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี

•    ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน

•    ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี

•    ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา

•    ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน

 

การตรวจประเมิน

•     โดยทั่วไปเราจะวินิจฉัย LD โดยดูความแตกต่างระหว่างสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนกับระดับสติปัญญาของเด็ก โดยถือว่าเด็กจะเป็น LD ต่อเมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านนั้นๆ ต่ำกว่าระดับสติปัญญา 2 ปี เช่น เด็กอายุ 10 ปี มี I.Q.=100 แต่ปรากฏว่าความสามารถในการอ่านเท่ากับเด็กอายุ 7 ปี หรือ เด็กอายุ 10 ปีที่มี I.Q.=130 แต่ความสามารถในการคำนวณเท่ากับอายุ 10 ปีเป็นต้น (เด็กควรทำได้สูงกว่านั้น)

 

จะเกิดอะไรกับเด็กแอลดี (LD) เมื่อเขาโตขึ้น?

•    ในเด็กบางคนที่เป็น LD อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น เชื่อว่าสาเหตุมาจากสมองกลุ่มนี้พัฒนาช้า แต่ในที่สุดก็สามารถพัฒนาไปได้ แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการยังคงอยู่ หากไม่ทำการช่วยเหลือแล้ว การเรียนรู้ที่สับสนและลำบากมักนำไปสู่การล้มเหลวในการเรียนและปัญหาทางอารมณ์

•    ในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจเรื่อง LD มากนักคนที่เป็น LD เลยต้องประสบปัญหา หลายคนปรับตัวไม่ได้และต้องออกจากโรงเรียนบางคนกลายเป็นอันธพาลเกเร บางคนหางานทำไม่ได้ เป็นต้น

•    การที่เด็กเรียนรู้แบบปกติไม่ได้ ทั้งๆที่สติปัญญาดีนั้นมักทำให้เด็กมีความหงุดหงิดใจ รู้สึกตัวเองโง่เด็กมักถูกเพื่อนๆล้อ ถูกผู้ใหญ่ตำหนิว่าไม่พยายาม เด็กจะมีปฏิกิริยาต่อประสบการณ์ดังกล่าวในหลายลักษณะ เช่นอาจมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือไม่ก็มีพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งก็ทำให้ปัญหาการเรียนที่มีอยู่นั้นแย่ลงไปอีก

 

การช่วยเหลือเด็กที่เป็นแอลดี (LD)

สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือเด็กมีสามประการคือ

•    การแก้ไขความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้

•    การแก้ไขปัญหาทางอารมณ์

•    ส่งเสริมจุดแข็งหรือความสามารถอื่นๆของเด็ก

 

 

หลักการทั่วไปในการช่วยเหลือเด็ก LD

•    สอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด

•    สอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย

•    ให้โอกาสเด็กเลือกเรียน

•    ให้เด็กมีความสุขในการเรียน

•    ใช้ประสบการณ์ตรง

•    ให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน

•    ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ

•    กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด

•    ให้เด็กเรียนจากเพื่อน

•    แจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบโดยเร็ว

•    ทบทวนบทเรียนบ่อยๆ

•    สอนโดยการเน้นย้ำเชื่อมโยงกับวิชาอื่นด้วย

•    จัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน

•    ใช้คำสั่งที่สั้นและเข้าใจง่าย

•    มองหาจุดเด่น-จุดด้อยของเด็ก

 

วิธีการช่วยเหลือเด็ก LD

•     สอนเสริม ควรจัดให้เด็กเรียนในชั้นเล็กๆ หรือมีห้องพิเศษที่จัดไว้สอนเด็กที่มีปัญหาคล้ายๆกัน หรือให้มีการเรียนตัวต่อตัว ที่เรียกว่า resource room  

•     สอนไปตามขั้นตอนเท่าที่เด็กรับได้ ไม่ควรเร่ง และจะต้องให้เหมาะกับเด็กเป็นรายๆไป เขียนแผนการเรียนรายบุคคล (Individualized Educational Plan-IEP)

•     สอนซ้ำๆจนเด็กสามารถก้าวหน้าทีละขั้น เน้นไปในสิ่งที่เด็กทำได้ ให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กก้าวหน้าขึ้น

•     สอนเด็กในช่องทาง (channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น เช่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ได้ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เป็นต้น

•     ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (multimodal technique) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่คล่อง พ่อแม่อาจอ่านหนังสือแล้วอัดเทปไว้ให้เด็กมาเปิดฟัง ถ้าเด็กอ่านข้อสอบไม่ได้ อาจต้องขอให้คุณครูอ่านข้อสอบให้เด็กฟังเป็นพิเศษ

•     ใช้เครื่องมือต่างๆเข้ามาช่วยเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาการเขียนอาจใช้เครื่องพิมพ์ดีดหรือเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย เด็กที่มีปัญหาการคำนวณควรอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข ส่วนเด็กที่มีปัญหาการอ่านก็ใช้เครื่องอัดเทปมาช่วย เด็กที่สับสนเกี่ยวกับตัวอักษรก็ควรฝึกโดยใช้ตัวอักษรพลาสติกให้เด็กจับต้อง เพื่อให้เรียนรู้ทางการสัมผัสด้วย เป็นต้น

•     แก้ไขอาการสมาธิไม่ดีหรือโรค ADHD ที่มีร่วมด้วย

 

แก้ไขปัญหาทางอารมณ์

•     รักษาปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดร่วมค้วยเช่นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

•     ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเอง (Self-esteem)

•     แก้ไขความสัมพันธ์ในครอบครัว ครอบครัวของเด็กที่มีความตึงเครียดเนื่องมาจากการเรียนของเด็กและพ่อแม่มักไม่เข้าใจปัญหาที่เด็กมี การอธิบายพ่อแม่ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องและเปลี่ยนทัศนคติจากการตำหนิเด็กมาเป็นการช่วยเหลือเด็กเป็นสิ่งสำคัญ

 

คำแนะนำแก่ผู้ปกครองของเด็ก  LD

•     พยายามใจเย็นๆ เมื่อคุณฟังเด็กพูดหรือรอเด็กเขียน เพราะเด็กอาจจะพูดหรือเขียนได้ไม่คล่องและต้องใช้เวลาสักนิด

•     แสดงความรักต่อเด็ก

•     มองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆพยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมี

•     อย่าลืมชมเมื่อเด็กทำอะไรได้ดีแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม

•    ยอมรับนับถือในตัวเด็กว่าเด็กก็เป็นบุคคลที่มีความหมายและมีสิ่งดีๆในตนเองเหมือนกัน

•    มีความคาดหวังที่เหมาะสม

•    เมื่อเด็กทำผิดเช่นเขียนผิดอ่านผิดจงอย่าบ่นช่วยเด็กแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน

•    อ่านหนังสือสนุกๆกับเด็กกระตุ้นให้เด็กถามคำถามเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็น

•     เด็ก LD มักมีปัญหาสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นต้องช่วยเด็กโดยลดสิ่งที่จะทำให้เด็กวอกแวก ให้เด็กมีที่เงียบๆ สำหรับนั่งทำงาน

•     อย่ามีของเล่นมากไปอย่าเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุขณะเด็กทำการบ้าน

•     อย่าสนใจคะแนนมากนักเพราะเด็กอาจทำคะแนนได้ไม่ดีทั้งๆที่พยายามมากแล้ว

•     ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเองอย่างมั่นคง

 

อธิษฐานรัก

LD main menu