Who am I?

ผูกร้อยถ้อยคำแต่งเติมเรื่องเล่าแทน "ผม" โดย....ดนุนุช ตันมณี(นามปากกา)

 

 

 

    Who am I? / I am grown up!

 

 

 

ผมเป็นใครหรือครับ? ผมเป็นบุคคลออทิสติกครับ ชื่อ รัฐวัฒน์ นามสกุล ตันมณี ชื่อเล่นว่า "ต้น" ครับ คุณแม่ชอบเรียกผมว่า "พี่ต้น" เพราะผมเป็นลูกคนโตมีน้องสาวหนึ่งคน ชื่อ "ปลาย" คุณแม่ให้ผมเรียกว่า "น้องปลาย" ตั้งแต่ผมเกิดมาในโลก จนกระทั่งผมอายุ ๒ ปี ๗ เดือน ผมมีความสุขดีครับ แต่จากนั้นจนกระทั่งบัดนี้ที่ผมอายุย่าง ๑๓ ปีเข้านี่แล้วก็เป็นอะไรที่เป็นวิบากกรรมของผมเลยทีเดียว ก็พอคุณพ่อคุณแม่รู้แน่ชัดว่าผมเป็น "ออทิสติก" เท่านั้นแหละครับ โกลาหลอลหม่านกันปานว่าโลกแตกเลย  แล้วช่วงเวลาแห่งความสุขของผมก็เหมือนว่าจะสิ้นสุดลงทันที อะไรจะปานนั้น ก็นี่ไงครับ ผมจะเล่าให้ฟัง......เป็นช่วงๆนะครับ อ้อ,ถ้าจะถามว่าผมมาเล่าให้พวกคุณฟังทำไม เหตุผลก็มีครับ เพื่อให้พวกคุณรู้ว่ามีคนแบบผมอยู่ในโลกนี้ร่วมกับพวกคุณๆด้วยไงครับ

    ช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ ๒ ปี ๗ เดือนผมจะอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ตลอดช่วงนี้ก็ราวๆ ปี๓๒-๓๕ ช่วงอายุ ๒ ปี ๗ เดือนถึง ๓ ปี ๒ เดือนนี่ ครอบครัวส่งผมไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ที่โรงพยาบาลยุวประสาทฯและมีอยู่วันสองวันมั๊งตายายจะมารับผมไปอยู่ด้วย บางทีผมก็เป็นงงๆ เหมือนกันนะครับ ผมไม่เข้าใจ ทำไมวันนี้ผมยังอยู่กับคุณแม่ผมอยู่เลย แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็เอาผมขึ้นรถคันใหญ่ๆ ผมก็หลับไปในรถ พอลืมตาตื่นขึ้นอีกทีตอนเช้าก็เป็นอีกที่หนึ่งกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่แม่ผมแล้วครับ ไม่ใช่บ้านผมด้วย ไม่ใช่ห้องที่ผมเคยนอนกับแม่ด้วย แล้วตอนกลางวันผมก็ถูกพี่เลี้ยงอุ้มจากบ้านที่ผมนอนเดินข้ามสนาม เข้าไปที่ตึกตรงข้ามกับบ้านหลังเล็กๆ ที่ผมนอน เข้าไปอยู่ในห้องที่ผมต้องเจอคนที่ตัวเท่าๆ กันเยอะแยะเลยครับ เสียงแปลกๆ ที่แปลกๆ ผมไม่เห็นคนที่ผมรู้จักเลยครับ ไม่เห็นแม่ ไม่เห็นพี่เลี้ยง ผมกลัวมากเลยครับ ช่วงนี้ก็น่าจะอยู่ในราวๆ ปี ๓๕-๓๖จนถึงในราวๆปี ๓๖-๓๗ ที่ผมอายุประมาณ ๔-๕ ปี ผมก็ได้ย้ายมาอยู่อีกที่หนึ่ง ได้ยินเสียงว่าเป็นศูนย์สุขวิทยาจิตหน้าโรงพยาบาลรามาฯและน้าชายกับยายก็พาผมข้ามไปฝึกพูดที่โรงพยาบาลนี้ด้วย ก็เข้าไปในห้องเล็กๆ มีใครไม่รู้ให้ผมเล่นของเล่น แล้วก็จับหน้าผมจับคางผมจะให้ผมพูด ผมก็ยังไม่พูดหรอกครับ ผมไม่เข้าใจ ผมทำไม่ได้ ผมรำคาญด้วยครับ ผมก็ร้องอาละวาดเอา แล้วผมก็ได้ออกมาจากห้องเล็กๆ นั่น ก็เข้าไปไม่นานหรอกครับ ข้างนอกห้องเล็กๆนี่คนเยอะมากครับ ผมทนไม่ไหวครับ

    ช่วงนี้ผมไปมาไหนกับน้าชายของผม ที่คุณแม่ผมชอบสอนให้ผมออกเสียงว่า "ไอ้น้าตุ้ย" คุณแม่ว่าน้าผมขี้เกียจ ชอบเที่ยวกลางคืน นอนตื่นสาย ช่วงนี้บางทีผมก็ได้อยู่บ้านตายาย บางทีก็บ้านน้าชายอีกคน "ไอ้น้าตุ้ย" ของคุณแม่ พาผมไปหลายบ้านหลายที่เลยครับ ไปว่ายน้ำก็ไป แล้ว ตอนกลับมาเยี่ยมคุณแม่ผมที่บ้านไผ่เป็นครั้งคราวในช่วงนี้ คุณแม่กับน้าชายพาผมไปสระว่ายน้ำ ผมยังว่ายน้ำไม่เป็น โอ๋ยโย่,น้าชายผมเค้าจับผมโยนตูมลงไปในสระเลยครับ ผมตกใจมาก แต่ยังไงไม่รู้ ผมก็ลอยตัวขึ้นมาได้ ตานี้ผมเลยชอบลงสระน้ำมากเลยครับ แล้วกลับมา ผมก็ได้ย้ายบ้านอีก เป็นบ้านที่ผมอยู่กับน้าตุ้ยตามลำพังเลย ได้ยินเสียงว่าคุณแม่ซื้อบ้านเล็กๆหลังนี้เพื่อผมโดยเฉพาะ รถคุณแม่ก็ซื้อไว้ให้น้าตุ้ยขับพาผมไปโน่นมานี่ ผมชอบอยู่ในรถครับ บางทีบ้านนี้ก็มี "น้าเปิ้ล" แฟนน้าตุ้ยมาอยู่ด้วย แล้วอยู่ๆ น้าตุ้ยก็พาผมไปบ้านใครไม่รู้ บอกให้ผม "ลุกขึ้น-นั่งลง" ผมยังไม่เข้าใจก็ตีผมจนน่องเขียวเลยครับ แล้วตั้งแต่นั้นมาชีวิตผมก็ย่ำแย่ลงไปอีกครับ ผมถูกตีเจ็บที่สุดเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยครับ แล้วผมก็ได้ไปถูกให้ทำโน่นทำนี่อะไรที่ผมไม่ค่อยเข้าใจอีกที่หนึ่ง ที่นี่ผมเจ็บตัวมากเลยครับ จะให้ผมทำอะไรก็ตีผมครับ หยิกผมครับที่โคนขาบางทีก็ตบผมที่หน้า ผมกลัวคนที่คุณแม่ผมเรียกว่า "อาจารย์จิราพร" มากเลยครับ แต่ดูคุณแม่ผมจะชอบและชื่นชม "อาจารย์จิราพร" ท่านนี้มากเลยครับว่าท่านทำให้ผมรู้ภาษาคนเป็นครั้งแรก แต่ผมสิเจ็บตัวมากเลยครับ

    ช่วงนี้แหละครับที่ผมอายุประมาณ๖-๙ ปี คุณแม่ผมเห็นว่าได้ไปหาอาจารย์จิราพรแค่อาทิตย์ละครั้งไม่ต้องไปทั้งวันเหมือนตอนอยู่ยุวประสาทฯและศูนย์สุขวิทยาจิต คุณแม่เลยเอาผมกลับมาอยู่ที่บ้านไผ่ขอนแก่นแล้วไปติดตามปรับพฤติกรรมกับอาจารย์จิราพรที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎ์-กรุงเทพฯ ก็คงอยู่ในราวๆ ปี ๓๗-๓๙ ช่วงนี้แหละครับเป็นอะไรที่ผมแย่มากๆเลย ผมเจ็บตัวมากเลยครับ ใครมาสอนผมก็ตีผมครับ หลายคนเลยครับ ผมทั้งโดนเขกหัว ตบหน้า หยิกต้นขา ฟาดมือ เวลาผมบังคับมือผมไม่ได้มันจะคอยขยับหงิกๆงอๆ นิ้วมือผมจะขยับไวๆ ได้หลายๆครั้ง แล้วร่างกายผมก็ชอบเคลื่อนไหวแบบหมุนๆ ผมชอบหมุนตัวเอง น่ะครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาที่ผมทำอะไรที่ผมชอบ ผมจะต้องเจ็บตัว บางทีไม่รู้มาจากทางไหน ผมกำลังเคาะอะไรของผมเล่นอยู่เพลินๆ ก็...ผัวะ เข้าที่กลางหลังผมเลยครับ ชาไปทั้งหลังเลย บางทีผมก็จุกด้วย บางทีผมเจ็บจนหน้าเขียว ช่วงนี้ผมจะต้องได้เดินทางทุกอาทิตย์เลยครับ แล้วก็ไม่มีวันไหนเลยสักวันที่ผมจะไม่เจ็บตัว ผมไม่มีเพื่อนด้วยครับ ในบ้านผมไม่มีใครที่ตัวเท่าผมเลย น้องสาวผมก็ตัวเล็กกว่าผม แต่น้องสาวผมเขาก็ไปโรงเรียนของเขาครับ ผมก็มีแต่คุณแม่กับคนที่คุณแม่จ้างมาสอนผมเท่านั้นครับ จริงๆ ผมอยากจะว่า ว่าจ้างมาตีผมมากกว่าน่ะครับ จะเปลี่ยนหน้าไปกี่คนๆ เข้ามาใหม่ก็เข้ามาตีผมทั้งนั้น ลับหลังคุณแม่ ผมก็ยิ่งโดนอัดหนักแหละครับ  หรือไม่ก็คุณแม่ผมเองนั่นแหละครับ ซัดผมซะเองเลย คือผมไม่ค่อยเข้าใจอะไรที่พวกเขาพูดเลย หรือบางทีผมพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าพวกเขาให้ผมทำอะไร แต่มือผม แขนผม ขาผม ปากผม ตามผม ฯลฯ สิครับ ไม่รู้ทำไมผมขยับมันให้เคลื่อนไหวตามที่พวกเขาต้องการไม่ได้ หรือบางทีก็ตามที่ผมต้องการเองก็ยังไม่ได้ พอไม่ได้ ผมก็โดนตีสิครับ บางทีก็หนังสติ๊กครับ ดีดใส่ผม บางทีก็โดนตวาดเสียงดังๆ โดนมากๆเข้าผมก็อาละวาดครับ ผมทนไม่ไหว ผมก็ทั้งกัดทั้งดึงทั้งทึ้งคนที่เข้ามาอยู่ในรัศมีมือเท้าและปากผมแหละครับ ชีวิตผมช่วงนี้ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้แหละครับเดินทางไกลเป็นวันเป็นคืน/ถูกตีถูกหยิกถูกฟาด/ถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่/ป่วย-กินยา/โมโหอาละวาด จนถึงช่วงอายุ๙-๑๐ ปี ไม่รู้ทำไมผมก็ไม่ได้เดินทางไกลเป็นวันเป็นคืนเพื่อไปเจอคนที่คุณแม่ผมเรียกว่าอาจารย์จิราพรอีกเลย

    ผมได้อยู่กับครอบครัวของผมที่บ้านไผ่ เรียนหนังสืออยู่กับบ้านที่ได้ยินเสียงคุณแม่ผมพูดกับกับใครที่มาสอนผมว่าเป็นโปรแกรมการศึกษาแบบโรงเรียนบ้าน-หรือการศึกษาแบบนอกโรงเรียน ช่วงนี้ก็อยู่ในราวๆ ปี ๓๙-๔๑ แต่ก็อีหรอบเดิมแหละครับมีครูใหม่เปลี่ยนมาอีก ก็เข้ามาตีผมอีกแหละครับ แต่ช่วงนี้ดีหน่อยผมมีเพื่อนชื่อ "พี่โด่ง" แต่เขาดีกว่าผมตรงเขาพูดเก่ง พวกครูๆ ชอบสอนเขามากกว่าสอนผม พวกครูที่เปลี่ยนหน้ามาใหม่พาผมไปบ้านพี่โด่ง ผมจึงได้เห็นคนที่ตัวเท่าๆ ผมบ่อยๆ และยังได้ไปเล่นบ้านครูนิด ได้รู้จักกับมิ๊น ได้ไปเล่นที่ไร่ของคุณแม่ผมที่คุณแม่ผมตั้งชื่อไร่เหมือนชื่อผม "ไร่รัฐวัฒน์"  ได้รู้จักพี่โจโจ้ แล้วไม่รู้อย่างไรผมก็ได้ไปนั่งเรียนที่ที่มีเด็กๆ แต่งตัวเหมือนๆกัน มีเด็กคนที่ตัวเท่าๆ ผมเยอะไปหมดเลยครับ น้องสาวของผมก็เรียนอยู่ที่นี่ น้องชายของพี่โด่ง "น้องเจมส์" ก็เรียนอยู่ที่นี่ ช่วงนี้ครูที่คุณแม่จ้างมาสอนผมชื่อครูนิดกับครูบีครับแล้วผมก็นั่งเรียนกับพี่โด่งสองคน ได้ยินเสียงว่า เป็นโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาบ้านไผ่ ตอนนี้ผมก็คงอยู่ในช่วงอายุราวๆ ๑๐-๑๑ ปี ก็ราวๆปี ๔๑-๔๒ คุณแม่ว่ากับใครๆว่าผมเป็นนักเรียนกาฝากอยู่กับโรงเรียนนี้ เพราะผมไม่ได้มีห้องเรียนดีๆเหมือนเด็กอื่นๆ ตอนแรกผมนั่งเรียนกับครูนิดครูบีและพี่โด่งตามม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ในโรงเรียน พอฝนตกครูนิดครูบีก็ขออนุญาตโรงเรียนพาผมกับพี่โด่งไปนั่งเรียนในห้องสมุด แล้วไม่รู้อย่างไรผมก็ได้แต่งชุดนักเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ และได้นั่งเรียนอยู่ในห้องบนตึก ในห้องนี้มีโต๊ะนักเรียนเยอะมาก ครูนิดครูบีก็ช่วยกันขนโต๊ะไปกองไว้ครึ่งห้องข้างหลัง....ผมได้เรียนอยู่ในห้องเก็บของนั่นเอง แต่อย่างไรผมก็ชอบโรงเรียนนี้นะครับ ที่โรงเรียนนี้ผมมีเพื่อนตัวที่เท่าๆผมเยอะแยะที่ชอบมาเล่นกับผม มีทั้งเพื่อนผู้หญิงเพื่อนผู้ชาย โดยเฉพาะมิ๊น ผมชอบมาก มีอะไรให้ผมทำมากมายที่โรงเรียนนี้ แม้ผมจะพูดกับพวกเขาทั้งเพื่อนและครูคนอื่นๆ ไม่ได้ แต่ผมมองเห็น ผมรู้สึกได้ ดีกว่าอยู่บ้าน ผมชอบ แม้ผมจะยังถูกครูที่คุณแม่จ้างมาสอนผมกับพี่โด่งตี หยิก ดุ ตวาดมากอยู่ แล้วบางทีผมก็ร้องไห้โมโหอาละวาด ดึง กัด ถีบพวกครูๆเอาบ้าง ก็เพราะผมไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร ผมกลัว ผมไม่เข้าใจ ถามอะไรผมพูดอะไรกับผม ผมช้าผมตอบไม่ทัน ก็ตวาดผม ดุผม ผมก็โมโหน่ะ แต่อยู่ที่โรงเรียนก็ดีกว่าอยู่แต่ที่บ้านผมมีแต่โต๊ะกับห้องสี่เหลี่ยม แต่ที่นี่ที่โรงเรียนผมยังมีเพื่อน ได้เข้าแถว เดินพาเหรดกีฬาสี เดินทางไกลไปเข้าค่ายลูกเสือไปกับกลุ่มเพื่อน ฯลฯ

    แล้วอยู่ๆครูบีก็หายไป ต่อมาก็ครูนิดหายไป แล้วครูภา ก็เข้ามา ก็เปลี่ยนหน้าไปอีกหลายคนกลายเป็นครูอะไรผมก็จำไม่ค่อยได้อีกสองสามคน ก็มีแต่พวกครูใจร้ายๆ เข้ามาดุมาตีมาหยิกผมทั้งนั้น แล้วในที่สุดก็มีครูคนใหม่ที่ผมถูกใจเข้ามาคือ คุณครูอ้อยกับคุณครูต้อย มีครูผู้ชายด้วยด้วย ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว แต่คุณครูอ้อยนี่ผมชอบมาก คุณครูอ้อยคุณครูต้อยพาผมว่ายน้ำประจำ ผมชอบว่ายน้ำ แล้วผมได้ซ้อนมอเตอร์ไซด์คุณครูอ้อยไปไหนต่อไหนด้วย ตอนแรกๆ ก็ดุผมมากเหมือนครูคนอื่นๆ เหมือนกัน ตอนหลังไม่ค่อยดุแล้วครับ คุณครูอ้อยคุณครูต้อยพาผมไปสนามเด็กเล่นเทศบาลไปออกกำลังกาย สนามเด็กเล่นที่สถานีตำรวจ ช่วงนี้ไม่รู้คุณพ่อกับน้องสาวผมหายไปไหน ไม่อยู่บ้านที่บ้านไผ่ บางทีคุณครูอ้อยคุณครูต้อยมาส่งผมที่บ้านผมเจอแต่คุณแม่ ผมอยู่กับคุณแม่สองคน

    แล้วอย่างไรไม่รู้ผมก็ไม่ได้ไปโรงเรียนมหาไถ่ฯอีกแล้ว แต่ได้ไปอยู่อีกโรงเรียนหนึ่งที่คุณแม่กับครูสอนให้ผมออกเสียงว่า โรงเรียนบ้านไผ่ หรือ โรงเรียน ขก.๕ ที่นี่ผมมีห้องเรียนใหญ่กว่าเดิม แต่เพื่อนๆที่ผมเคยรู้จักคุ้นหน้าหายไปหมดเลยครับ ช่วงนี้คงอยู่ในช่วงปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ผมก็อายุราวๆ ๑๑-๑๒ ปีแล้วครับ แล้วบ้านที่ผมอยู่กับคุณแม่สองคน คุณแม่ผมก็หายไปด้วยกลายเป็นผมอยู่กับคุณครูอ้อยคุณครูต้อย แล้วบางทีผมก็ได้ไปอยู่ที่หมู่บ้านหนองลุมพุก บ้านของคุณครูอ้อย ได้อยู่กับตานิจยายสุข คุณพ่อคุณแม่ของคุณครูอ้อยด้วยครับ ผมได้ไปนาไปสวนผักกับตานิจ ช่วยตานิจรดน้ำแปลงผัก ช่วยตานิจให้อาหารไก่ ได้เล่นกับน้องม๊อดหลานคุณครูอ้อย ได้ไปเล่นบ้านย่าของคุณครูอ้อย แล้วก็อีกหลายบ้านที่ใกล้ๆกัน ได้ไปทำบุญที่วัดข้างๆบ้านคุณครูอ้อย ได้เข้าครัวช่วยครูอ้อยแกะกระเทียม ได้กินข้าวเหนี่ยว ส้มตำ ไก่ย่าง ฯลฯ ผมชอบบ้านคุณครูอ้อยครับมีคนเยอะดี ทั้งคนที่ตัวเท่าผม เล็กกว่าผม และคนแก่ๆอย่างคุณตานิจกับคุณยายสุขและคุณย่าของคุณครูอ้อย

    แล้วอย่างไรไม่รู้คุณครูอ้อยคุณครูต้อยก็พาผมขับรถไกลมาหาคุณแม่ผมที่ผมเกือบลืมๆไปแล้ว ที่บ้านหลังใหญ่ๆ ต้นไม้เยอะมาก คุณแม่ผมกับคุณครูอ้อยให้ผมออกเสียงเรียกบ้านนี้ว่า "บ้านขอนแก่น" ผมกลัวๆ แล้วคุณครูอ้อยคุณครูต้อยก็หายไป สองวันถึงมารับผมกลับบ้านไผ่ ไปอยู่บ้านไผ่ห้าวัน ตอนอยู่กับคุณแม่ผมสองวันที่บ้านขอนแก่น ผมสับสนครับผมคิดถึงคุณครูอ้อย แล้วอยู่กับคุณแม่ผม ก็แย่มากๆครับผมไม่ได้ไปไหนเลย คุณแม่เอาแต่สอนหนังสือผมทั้งวัน ผมกับคุณแม่ได้โมโหพะบู๊ตบตีทุบถองกันทั้งสองวัน เวลาโมโหนี่ผมยาวๆของคุณแม่นี่ผมจะคว้าหมับไว้เลยครับแล้วกระชากสุดแรงเกิดของผมเลย ไม่รู้ผมทำได้ไง ผมโมโหครับ พอผมเลิกร้องไห้ผมก็เห็นคุณแม่ผมแหละครับร้องแทน ผมจะดีใจมากเวลาครูอ้อยมารับผมกลับบ้านไผ่

    แล้วอย่างไรไม่รู้อีกแล้วครับ อยู่ๆ คุณครูอ้อยคุณครูต้อยมาส่งผมไว้กับคุณแม่ที่บ้านขอนแก่นก็หายไปนานเลยครับ น่าจะเกือบๆเดือน โอ้โห, เป็นช่วงเวลาที่โหดสุดๆ ของผมอีกช่วงหนึ่งเลยครับ คุณแม่สอนหนังสือผมตั้งแต่เช้าจรดเย็นกระทั่งเข้านอนเลยครับ สอนไปผมก็โมโหอาละวาดสลับไปเป็นช่วงๆ คุณแม่ผมก็สอนไปก็โมโหผมหรือโมโหอะไรไม่รู้ไปเหมือนกัน เวลาคุณแม่โมโหตวาดผมเสียงดังมาก แล้วยิงหนังสติ๊กใส่ผมนับไม่ถ้วน ผมก็ยิ่งตะเบ็งเสียงดังขึ้นไปอีก แต่ผมก็รู้จักตัวหนังสือตัวเลขขึ้นเยอะเลย แล้วคุณครูอ้อยคุณครูต้อยก็มารับผมไปที่อะไรน้า,อ้อ,ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา ๙ ที่คุรแม่ให้ผมออกเสียงว่า "ไปโรงเรียน" บ้าง ไป "ศูนย์ ๙" บ้าง ผมก็ไปนั่งเรียนแล้วก็ทำกิจกรรมอะไรคล้ายๆ ที่โรงเรียนที่ผมเคยไปที่บ้านไผ่แหละครับ แต่ไม่มีคนที่ตัวเท่าผมเยอะๆ แล้วครับ มีอยู่ไม่กี่คน แล้วก็เหมือนผมคือ ไม่พูด หรือพูดอะไรไม่รู้เรื่อง มีหลายคนที่โรงเรียนใกล้ๆ กันก็บางคน ไม่มีแขน บางคนนั่งอยู่ในรถเข็น บางคนก็น้ำลายยืดๆ พูดไม่ได้ยิ่งกว่าผมอีกครับ ตกเย็นคุณครูอ้อยคุณครูต้อยก็มาส่งผมอยู่กับคุณแม่ที่บ้านขอนแก่น และผมก็ไม่ได้กลับบ้านไผ่อีกเลย กลับเป็นบางครั้งเวลาคุณแม่ผมไปกรุงเทพฯ คุณครูอ้อยคุณครูต้อยก็จะพาผมกลับไปบ้านไผ่ไปเล่นกับตานิจยายสุขที่หมู่บ้านหนองลุมพุกบ้างเป็นบางครั้ง

    มาอยู่บ้านขอนแก่นกับคุณแม่ ผมได้คุณครูใหม่เพิ่มอีกคนคือ คุณครูอั๋น ตอนแรกผมไม่เข้าใจครับว่าคุณครูอั๋นมาทำอะไร เห็นได้แต่มายืนอยู่ข้างๆ คุณแม่ผมเวลาคุณแม่ผมสอนผม คุณแม่ผมสอนผมแบบโหดมากดุมาก เวลาคุณแม่พักครูอั๋นสอนผมต่อจากคุณแม่ ผมว่าครูอั๋นดุน้อยกว่า ผมชอบเรียนกับครูอั๋นมากกว่าเรียนกับคุณแม่ ผมก็ชอบเรียนกับครูต้อยด้วย แต่ชอบเรียนกับครูอ้อยมากที่สุด เดี๋ยวนี้ผมเรียนได้กับครูหลายคน แต่บางทีผมก็ปวดหัว คุณแม่หรือครูๆ ให้ผมกินยาหลายเม็ดตอนเช้ากับตอนเย็น คุณแม่บอกผมว่า กินยากันชัก บางทีผมก็ปวดหัว ผมจะร้องไห้ อาละวาด และกัดข้อมือตัวเอง ถ้าคุณแม่เข้ามาใกล้ๆ ผมก็จะกระชากผมคุณแม่ไว้ก่อน พอคุณแม่บอกว่า "ปล่อย..คุณแม่จะไปเอายามาให้ต้นกิน" ผมค่อยได้สติปล่อยให้คุณแม่ไปเอายามาให้ผมกิน แล้วผมก็หาย แต่บางทีผมก็ได้เข้าโรงพยาบาล คุณแม่บอกผมเป็น "โรคลมชัก" แล้วเดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ชอบลงสระน้ำแล้ว ไม่รู้เป็นอะไรครับผมกลัว คุณแม่ผมก็ไม่พาผมและไม่ให้ใครพาผมลงสระว่ายน้ำแล้ว คุณแม่ว่า เดี๋ยวผมชักในน้ำแล้ว "ตาย" คุณแม่ว่า "ตาย คือไม่หายใจ ไม่กิน ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีชีวิต....เหมือนมดที่ต้นบี้มันน่ะ" ผมเคยนั่งมองมดตัวเล็กๆสีดำๆไต่ต่อกันเป็นแถวๆ พอผมเอานิ้วโป้งบี้มัน มันหยุดอยู่กับที่ตัวเละๆ ไม่คลานต่อ/ไม่เคลื่อนไหว อย่างที่คุณแม่ว่าจริงๆครับ

    อย่างไรก็ดีเดี๋ยวนี้ชีวิตผมดีขึ้นกว่าแต่ก่อนนะครับ ผมได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวของผมที่บ้านขอนแก่น อายุผมก็ ๑๒ ปีเต็มย่างเข้า ๑๓ ปี ในปี ๒๕๔๕ นี้แล้วครับ ผมเข้าใจคุณแม่ของผมและสิ่งอะไรที่แวดล้อมตัวผมมากขึ้น และคุณแม่เองรวมทั้งใครๆ ก็ดูเหมือนจะเข้าใจผมมากขึ้นด้วยเหมือนกัน แม้ผมจะไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือกับคุณแม่ผมมากนัก ผมต้องคอยแย่งหนังสือจากมือคุณแม่ผมไปซ่อน คอยเปิดดูว่าเหลืออีกกี่หน้าจึงจะหมดเสียที ฯลฯ แต่ผมก็ชอบไปโรงเรียนชอบไปกับครู ทุกเช้าผมจะตั้งตารอคุณครูอ้อยคุณครูต้อยมารับไปโรงเรียน ไปศูนย์ ๙ ไปโรงเรียนสาธิต ไปไหนๆ ก็ได้ อยู่บ้านน่าเบื่อครับ

    บางทีผมพูดอะไรกับคุณแม่ผมตั้งเยอะ แต่เหมือนว่าคุณแม่ผมจะโง่มากๆ ไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจที่ผมพูดเลย และยังพูดดังๆกับผมอีกว่า "ต้นพูดช้าๆ ชัดๆ พูดภาษาไทยสิลูก อย่าพูดภาษาของตัวเอง" บางทีเวลาผมชอบทำอะไรที่ผมชอบ เช่น เอาอะไรมาเคาะเพื่อฟังเสียงแปลกๆ, ขยับมือขยับนิ้วไวๆ ในท่าและมุมต่างๆ, ผมชอบส่งเสียงออกมาจากลำคอ ฯลฯ คุณแม่ผมก็จะว่า " ต้นอย่าทำกิริยาบ้าๆบอๆสิลูก เลิกใบ้แล้วต้องเลิกบ้าด้วย เนี่ยะถึงเข้าสังคมกับพวกคนปกติไม่ได้ ไปโรงเรียนไม่ได้ ถึงไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนน้องปลายเข้าใจไหม?" ฯลฯ.....บ้ากับใบ้ที่มันอะไรหรือครับ คนปกตินี่มันอะไรหรือครับ ดูจะมีอะไรที่ผมยังเป็นงงๆ ไม่เข้าใจอีกเยอะเลยนะครับ แต่ผมก็ชอบใจอย่างที่เดี๋ยวนี้ผมตัวโตกว่าคุณแม่ ถ้าผมอยากทำอะไรที่ผมชอบแต่คุณแม่ผมไม่ชอบ ผมใช้มือผมข้างเดียวก็จับมือคุณแม่ผมได้ทั้งสองข้างแล้วครับ แล้วผมก็เคาะอะไรเล่นของผม กว่าคุณแม่จะหลุดจากการจับของผม ผมก็ทำอะไรที่ผมชอบ (ที่คุณแม่ผมเรียกว่า "กระตุ้น" "กิริยาออทิสติก" "ท่าทางบ้าๆบอๆ") ไปได้ตั้งนานแน่ะครับ คุณแม่ผมเป็นอะไรที่คาดเดายากไม่คงเส้นคงวา บางทีผมเล่นอะไรของผมได้ตั้งเยอะไม่โดนตี บางทีเล่นนิดเดียวก็ซัดผมแล้ว เวลาผมจะทำอะไรที่ผมชอบผมต้องจับมือคุณแม่ดูว่ามีหนังสติ๊กอยู่หรือเปล่า บางทีคุณแม่ก็ดึงหนังสติ๊กเหมือนจะยิงผมแล้วก็ไม่ยิง บางทีก็ยิงจริงๆ ผมจึงต้องคอยระวังไว้ก่อนครับ ผมไม่รู้เป็นอะไรเวลากลับมาบ้านเจอหน้าคุณแม่ผมแล้วผมเป็นชอบทำท่าแปลกๆของผม แล้วคุณแม่ก็จะทำท่าแปลกๆ เสียงแปลก ๆของคุณแม่ ตลกดีครับ แต่อยู่กับพวกคุณครูผมไม่ค่อยกล้าทำ ผมกลัวพวกคุณครูจะไม่พาผมไปไหนๆ ด้วยน่ะครับ

    มาถึง ณ วันนี้ (๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๕) ที่ผมตัวโตและสูงกว่าคุณแม่ผมมากแล้ว ผมได้ยินเสียงคุณแม่คุยกับพวกคุณครูว่า ผมจะได้ไปเป็นนักเรียนพิเศษของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงเรียนนี้คุณครูอ้อยคุณครูต้อยและคุณครูอั๋น เหมือนว่าจะพาผมไปอยู่ช่วงหนึ่งแล้ว ดีครับมีคุณครูใจดีหลายคน คนที่โรงเรียนนี้ก็มีเยอะครับ ทั้งที่ตัวเล็กกว่าผมและที่ตัวเท่าผมครับ ผมชอบไปโรงเรียนครับ...ผมรอที่จะไปโรงเรียนที่ว่านี้อยู่นะครับ เป็นอย่างไรแล้วผมจะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ ต่อไปนี้ผมขอเล่าเรื่องด้วยภาพนะครับ คุณแม่ให้คนถ่ายรูปผมไว้เยอะครับ.....

่วงแรกเกิดจนถึงอายุ ๒ ปี ๗ เดือนช่วงอยู่กับพ่อแม่

 คุณแม่ผมว่า ผมไม่ได้ออกมาดูโลกตามช่องทางปกติ ผมถูกผ่าออกมาจากท้องของคุณแม่ เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม ๒๕๓๒ 

ผมอยู่กับคุณพ่อ,อ้อ,คุณพ่อผมเป็นคุณหมอครับ เป็นเสาหลักของครอบครัวผมครับ แต่บางครั้งบางช่วงเสาหลักก็โอนๆเอนๆครับ คุณแม่กับน้องสาวผมต้องคอยจับคอยค้ำคอยยันไว้ ให้ตั้งตรงๆกันบ่อยๆแหละครับ ไม่งั้นเสาหลักต้นนี้ก็จะโอนเอนมาทับคนในบ้านเอาน่ะครับ

ผมอยู่กับคุณแม่,คุณแม่ผมหรือครับ, อ๋อ,ก็แค่แม่บ้านธรรมดาๆแค่นั้นแหละครับ, นอกจากดูแลผมและคิดเรื่องผมแล้ว คุณแม่ผมก็ไม่มีอาชีพของตัวเองเป็นแก่นสารหรอกครับ

     

ผมเลี้ยงง๊ายง่าย?

ผมอารมณ์ดีมากครับ แล้วใครอย่าเอาอะไรมาทำเสียงก๊อบแก๊ปใส่ผมเชียวผมเป็นหัวเราะงอหาย

วันทั้งวัน ผมจะอยู่ในคอกเปลเลี้ยงเด็กบนชั้นสองของคลินิกคุณพ่อของผม อยู่กับพี่เลี้ยงบ้าง บางทีก็คุณแม่บ้าง

 

แล้วใครอย่าส่งเสียงคำรามในลำคอใส่ผมล่ะ ผมเป็นเบะหน้าแล้วร้องไห้จ้าเลย

 

 

ผมชอบเล่นเครื่องใช้ไฟฟ้า ชอบมากเลย เห็นคุณแม่ผมชอบบ่นว่า ผมชอบทำเครื่องใช้ฟ้าพัง ไปหลายอย่างแล้ว ไม่รู้ทำไม ก็ผมชอบอ่ะ

 

    ตอนที่ผมยังเดินไม่ได้หากคุณแม่หรือใครเอาผมใส่รถนั่งที่วิ่งได้สำหรับเด็ก ผมก็จะวิ่งเล่นของผมได้ทั้งวันเลย

 

คุณแม่ว่าเสียงหัวเราะของผมเป็นเสียงสวรรค์ของบ้านครับ/คุณแม่เลยชอบ   เอาอะไรมาทำเสียงก๊อบแก๊บกรอบแกรบ ให้ผมหัวเราะบ่อยๆ

นี่มาดจ้องดูทีวีของผมครับ, ผมชอบดูทีวีครับ แต่ก็เฉพาะตอนมีโฆษณาเท่านั้นนะครับ

 

อาบน้ำนี่ ผมชอบมากเลยครับ

อาบแล้วสบายตัวดีครับ

 

 

 

แสงแฟล็ชเข้าตาผมครับ

ผมชอบปีนขึ้นไปนั่งบนหลังทีวี

อย่างนี้ครับ

แล้วก็อย่างนี้ครับ และสังเกตสิครับ มือของผมชอบจะถืออะไรไว้อย่างหนึ่งตลอดเวลา

ดูผมสิครับ ช่วง ๒ปี ๗ เดือนนี้ไม่มีใครจะระแคะระคายเลยว่าผมจะเป็นอะไร หาว่าคุณแม่ผมวิตกวิจารณ์ต่างๆนาๆ ไปเกินเหตุ บางคนก็ว่าผมเป็นเด็กพูดช้าเดี๋ยวก็คงพูดหรอก อย่างคุณพ่อผมก็บอกคุณแม่ผมว่า "เดี๋ยวก็พูดได้เองหรอกน่ะ" คุณป้าเจ้าของร้านขายทองที่อยู่ตรงข้ามคลีนิคของคุณพ่อผมก็แนะนำให้คุณแม่ผมเอาเขียดมาตีปากผมๆเลยโดนเอาเขียดตีปากเข้าไปสองสามที..อื๋ยย..ยังไม่พอนะครับ คุณยายกับคุณตายังเคยพาคุณแม่ผมกับผมไปวัดไปหาพระที่วัด ผมเห็นพระท่านหยิบเอาแอปเปิ้ลในพานชูขึ้นมาทำปากขมุบขมิบเป่าเพี๊ยงแล้วยื่นให้คุณตาให้คุณตาเอาให้คุณแม่ผมมาให้ผมกิน ผมกินแอปเปิ้ลหมดลูกไปตั้งนานแล้วก็ยังไม่พูด ยังมีอีกเยอะนะครับแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่พูด

จนน้าชายผมน้องของคุณแม่ผมที่เป็นทหารแต่งชุดเขียวๆสิครับ มาเยี่ยมผม พาผมไปเที่ยวสนามเด็กเล่นเทศบาล ปล่อยผมไว้กลางสนามวิ่งเล่น พอจะกลับบ้าน น้าชายผมก็ตะโกนเรียกชื่อผม เรียกเท่าไรผมก็ไม่หันครับ น้าชายผมมาคุยกับคุณแม่คุยกันอย่างไรไม่รู้ก็ตวาดคุณแม่ผมว่า " พ่อเจ้าต้นเค้า (หมายถึงคุณพ่อผมน่ะครับ) เป็นหมอภาษาอะไรของเค้านะ (ความจริงตรงตัว "น" น่ะเป็นตัว "ว" นะครับ)........จนป่านนี้ลูกยังไม่พูดสักคำ เรียกชื่อก็ไม่หัน ยังไม่เดือดร้อนอีก.." เท่านั้นแหละครับคุณแม่ผมจึงรบเร้าให้คุณพ่อผมพาผมไปหาคนที่คุณแม่ผมเรียว่า "คุณหมอวิฐารณ" ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ แล้วผมก็ได้ชื่อว่าเป็น "ออทิสติก" และชีวิตผมก็วุ่นวายตลอดมานับแต่นั้น

I will survive_ Gloria Gaynor

main menu