เพราะที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มอดินแดง) ปีนี้
นอกจากนักเรียนออทิสติกรุ่นบุกเบิก 3 คน ที่มี ผม น้องปูน น้องโฮ่ง
ยืนพื้นมาแต่ภาคเรียนฤดูร้อนของปีการศึกษา 2002 แล้ว ปีการศึกษา 2003
ที่กำลังจะผ่านไปนี้ ที่อายุรุ่นๆ ผม ก็มี พี่โด่ง พี่นิว มาร่วมด้วย
เป็นรุ่นอายุเดียวกับผม 5 คน นั่งเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน
ซึ่งผมได้ยินคุณแม่ผมพูดกับคุณครูว่า พวกผม 5
คนเป็นนักเรียนออทิสติกระดับอายุช่วงชั้นมัธยมครับ พวกผม 5 คน
นั่งเรียนอยู่ห้องหนึ่ง
แล้วก็มีรุ่นน้องตัวเล็กอีกห้าคนนั่งเรียนอยู่ห้องต่อไปจากห้องผม
แล้วก็มีรุ่นน้องที่ตัวเล็กกว่าลงไปอีกเรียนอยู่อีกห้อง ห้องละ 5 คน
รวมเป็นนักเรียนออทิสติกทั้งหมด 15 คน

ภาพแรกพวกผมสามคน/น้องปูน น้องโฮ่ง และผม
ภาพที่สอง/พี่โด่ง คุณครูอ้อยกับผม
ขวามือสุดภาพที่สามที่ไม่ได้แต่งชุดลุกเสือ คือ พี่นิวครับ พี่นิวยังไม่ชินกับชุดลูกเสือครับ
แล้วชุดสีฟ้ายืนแพลมเข้ามาหน่อยนั้นคุณครูตี๋คุณครูประจำชั้นสุดหล่อของผมครับ
(แต่หล่อน้อยกว่าผมหน่อยนะครับ)
ตอนแรกพวกผมก็อยู่ที่ตึกเก่าๆ ครับ ต่อมา
พวกผมก็ได้ย้ายมาตึกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมครับ นอกจากห้องเรียนของพวกผม 3
ห้องแล้วก็มีห้องกว้างๆ อยู่ระหว่างห้องต่างๆ ด้วย
เวลาจะไปห้องอื่นต้องเดินผ่านห้องนี้ด้วยคับ
แล้วก็มีห้องที่ให้พวกผมเข้าไปนั่งรับประทานอาหารด้วย
เดี๋ยวนี้พวกผมไม่ต้องไปนั่งรับประทานอาหารกันข้างตึกอีกแล้วครับ
แล้วก็มีห้องที่มีหนังสือเยอะๆ ด้วย แล้วก็มีห้องที่มีลูกบอลใหญ่ๆ
มีที่นอนยางที่ครูให้พวกผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยครับ
แล้วก็มีห้องที่พวกผู้ใหญ่เข้าไปนั่งคุยกันเป็นบางครั้งด้วย
คุณแม่ผมก็เคยเข้าไปในห้องนี้ แต่บางทีก็ไม่มีใครเข้าไปเลย
ห้องนี้พิเศษกว่าทุกห้องนะครับ มีโต๊ะยาวๆ โค้งเป็นวงรี มีเก้าอี้หลายตัว
แล้วก็มีห้องที่พวกคุณครูที่สอนพวกผมเรียกว่า ผอ.ๆ ด้วยครับ ติดๆ
กับหรือก่อนจะเข้าห้อง ผอ.ๆ อะไรนี่ ต้องผ่านห้องที่มีคอมพิวเตอร์เยอะ ๆ
ที่มีผู้ใหญ่คนหนึ่งนั่งทำอะไรอยู่หน้าคอมฯ เหมือนคุณแม่ผมที่บ้านเลย
ผมว่าผู้ใหญ่คนนี้ไม่ใช่คุณครู..เพราะผมไม่เห็นเขาสอนใครเลยน่ะครับ
คุณแม่ผมบอกว่า คุณครูมีหน้าที่สอนนักเรียน ผมไม่เห็นผู้ใหญ่คนนี้เขาสอนใครเลยน่ะครับ
ผมจึงว่าเขาไม่ใช่ครู!
นอกจากผมจะมีเพื่อนนักเรียนออทิสติกเพิ่มขึ้นแล้ว
พวกคุณครูก็ยังเพิ่มขึ้นด้วยครับ รู้สึกจะหลายคน ผมจำชื่อยังไม่ได้หมด
จำได้แต่คุณครูที่สอนพวกผมที่โตๆ ครับ ที่ผมจำได้ก็มี คุณครูอ้อย
คุณครูต้อย เจ้าเก่ามาแต่ภาคฤดูร้อนของผมน่ะครับ แล้วก็มี
คุณครูเดี่ยวเพิ่มเข้ามาก่อน ต่อมาก็มีคุณครูตี๋เพิ่มเข้าเป็นคุณครูประจำชั้นของผม
แล้วก็คุณครูหลิน
แล้วก็คุณครูจูเป็นผู้หญิงเหมือนคุณครูอ้อยกับคุณครูต้อยครับ
คุณครูตี๋กับคุณครูหลินสองคนนี้เป็นผู้ชายนะครับ
ที่ผมว่าเป็นผู้ชายเพราะผมไม่เห็นเคยนุ่งกระโปรงเหมือนคุณครูอ้อยกับคุณครูต้อยนะครับ
คุณแม่ผมสอนว่าผมเป็นผู้ชายเพราะผมมี "ไอ้จู๋" คุณพ่อผมเป็นผู้ชาย
ก็มีเหมือนกัน
แต่คุณแม่บอกว่าคนไม่เหมือนสัตว์คนมีเสื้อผ้าใส่ปิดร่างกายไว้
จะไปเที่ยวดู "ไอ้จู๋" ของใครๆ ว่าใครเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงไม่ได้
คุณแม่ผมว่า ต้อง "สังเกต" เอา
คุณแม่ว่าปกติผู้ชายไม่นุ่งกระโปรงหรือผ้าถุงและไม่ "แต่งหน้า" หมายถึง
เขียนคิ้วแล้วทาปากแดงๆ น่ะครับ คุณแม่เคยชี้ให้ผมดูรูปคนที่ "แต่งหน้า"
กับ "ไม่แต่งหน้า" น่ะครับ
แล้วก็เสียงของผู้หญิงกับเสียงของผู้ชายจะแตกต่างกัน
โดยเสียงของผู้หญิงจะทุ้มกว่าเสียงของผู้ชายอย่างเสียงของผมกับเสียงของ
"น้องปลาย" เสียงของคุณแม่ผมกับเสียงของคุณพ่อผม
หรืออย่างเสียงของคุณครูอ้อยกับเสียงของคุณครูตี๋
คุณแม่ผมบอกว่ามีบางชนชาติเท่านั้นที่ผู้ชายจะนุ่งผ้าถุงอย่างคนพม่าประเทศพม่า
แล้วก็นุ่งกระโปรงอย่างคนสก็อตประเทศสก๊อต
ส่วนผู้หญิงคุณแม่ผมบอกว่านุ่งได้ทั้งกระโปรงและกางเกง
ส่วนคุณครูเดี่ยวผมยังเป็นงงๆ อยู่ครับ ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
ผมไม่เห็นคุณครูเดี่ยวนุ่งกระโปรงมาโรงเรียนเหมือนครูอ้อยแต่มักนุ่งกางเกงมาโรงเรียนเหมือนครูตี๋เหมือนผม
แต่คุณครูเดี่ยวทาปากแดงๆ ครับ คุณครูเดี่ยว "แต่งหน้า" ด้วยครับ
เสียงของคุณครูเดี่ยวทุ้มกว่าเสียงของคุณครูอ้อยแต่ทุ้มน้อยกว่าของคุณครูตี๋
คุณแม่ผมบอกว่า มนุษย์แบ่งเป็นเพศหญิงและเพศชาย เพศหญิงเรียกว่าผู้หญิง
เพศชายเรียกว่า ผู้ชาย แต่ละเพศจะมีอวัยวะ ที่แสดงให้รู้ว่าเป็นเพศไหน
เรียกว่า อวัยวะเพศ ๆ ของผู้ชาย คุณแม่ผมบอกว่า ก็คือ "ไอ้จู๋"
แบบของผมนี่แหละครับ แต่อวัยวะเพศของผู้หญิงคืออะไร
ไม่เห็นคุณแม่ผมบอกครับ บอกแต่ว่า ผู้หญิงไม่มี "ไอ้จู๋" คุณแม่ผมบอกว่า
มีเหมือนกันที่บางคนเป็นผู้ชายแต่เขาชอบเป็นผู้หญิง
ก็จะแต่งตัวเหมือนผู้หญิง ผมว่าคุณครูเดี่ยวของผม คงเป็นแบบบางคนนี้มังครับ

คุณครูหลินสอนวิชาพลศึกษาผมครับ ชอบให้ผมทำท่าแปลกๆ เดี๋ยวก็ยกแขนขึ้น
ยกแขนลง กระโดดตบมือ เดินไปข้างหน้า
เดินไปข้างหลังโดยไม่หันหน้าไปทางที่เดิน อะไรแบบนี้แหละครับ
แล้วบางทีก็ได้จับลูกบาสโยนไปโยนมา บางทีก็ได้ใช้เท้าเตะลูกบอลเตะลูกบอลมา
บางทีก็ไปตีปิงปองกับเพื่อนๆ
ที่อยู่อีกห้องเรียนหนึ่งที่มีนักเรียนตัวเท่าผมเยอะๆ
ที่เขาไม่เป็นออทิสติกเหมือนพวกผม
ผมยังตีปิงปองไม่เป็นแต่ก็ดีที่มีเพื่อนเยอะ
และบางคนเขาบอกผมได้ว่าผมจะตีปิงปองได้อย่างไร..



คุณครูเดี่ยวสอนวิชาอะไรไม่รู้ครับ เดี๋ยวๆ ก็มาจับมานวดแขนผม
เดี๋ยวๆก็ให้ผมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนลูกบอลใหญ่ๆนิ่มบ้าง บนที่นอนกับพื้นบ้าง
บางทีก็มานวดหน้านวดตัวผม อะไรแบบนี้แหละครับ
บางทีเวลาคุณครูเดี่ยวกับคุณครูหลินสอนก็มีคุณครูหลายคนมาช่วยครับ
บางทีก็มาเรียนรวมกันทุกห้องครับ

คุณครูจูสอนวิชาศิลปะผมครับวิชานี้ผมอาจค่อนข้างชอบนะครับ ได้เล่นทั้งสีน้ำ
สีน้ำมัน สีดินสอ สีเทียน แล้วก็สีโปสเตอร์ แต่ผมยังจับดินสอระบายสี
หรือวาดรูปอะไรไม่คล่องครับ แต่ผมรู้สึกชอบเวลาได้กดดินสอสีแรงๆ
ถูไปมากับกระดาษมันมีเสียงแปลกๆ ดีครับเวลาดินสอถูกับกระดาษ
ผมยังชอบมองและฟังเวลาคุณครูจูลากดินสอเป็นรูปต่างๆ
แล้วดินสอบางทีก็มีกลิ่นอะไรที่ผมชอบ ผมเลยชอบเอาดินสอมาดมด้วย
บางทีผมก็ชอบเอาดินสอมากัดให้หักด้วย เสียงหักมันดังอยู่ในหัวผมน่ะครับ
แต่พอทำอย่างนี้ทีไร พวกคุณครูจะอ้าปากทำเสียงดังใส่ผมครับ
บางทีผมก็ต้องแอบๆ ทำครับ บางทีผมก็ไม่กล้าครับ
คุณครูหลิน คุณครูเดี่ยว
คุณครูจู สามคนนี้สอนผมไม่บ่อยหรอกครับ แล้วใหม่ๆ
ผมก็ยังไม่ชอบเรียนกับคุณครูทั้งสามคนนี้เท่าไรครับ
บางทีพูดอะไรผมไม่รู้เรื่องครับ แล้วผมก็รู้สึกแปลกๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผมคุ้นแล้วครับ
แต่คุณครูที่สอนผมมากๆ และบ่อยก็ยังเป็นคุณครูอ้อยกับคุณครูต้อยและคุณครูตี๋ครับ
คุณครูอ้อยสอนวิชาเลขกับวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาภาษาไทยผมครับ
คุณครูต้อยสอนภาษาอังกฤษบางทีก็วิชาที่คุณครูอ้อยสอนด้วย คุณครูตี๋สอนวิชาสังคมผมครับ
บางทีบางวันคุณครูบางคนก็ไม่รู้ไปไหนนะครับ
ผมเรียนกับครูคนเดียวทั้งวันหรือทั้งครึ่งวันก็มี บางทีผมก็งงๆ
ไม่รู้ใครสอนวิชาอะไรผมบ้างกันแน่
และคุณครูบางคนผมไม่เข้าใจว่าคุณครูเขาต้องการให้ผมทำอะไร ผมก็อดมองๆ
ไปที่ครูอ้อยไม่ได้ บางทีผมก็อยากเรียนแต่กับครูอ้อยเท่านั้น
แต่เดี๋ยวนี้ผมก็รู้สึกดีที่มีคุณครูมาสอนผมหลายคน
แต่บางทีผมก็ไม่สบาย
บางทีอยู่ๆ ผมก็รู้สึกผมโมโหขึ้นมา บางทีผมก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา/ผมร้องไห้
บางทีผมนิ่งเพราะในหัวผมไม่มีอะไรเลย บางทีผมกลัว เหมือนๆ
ผมรู้สึกเหมือนจะตกจากที่สูง ผมต้องคว้าจับคนที่อยู่ใกล้ๆ ผมไว้ครับ
บางทีผมขยับตัวขยับตาขยับมืออะไรไม่ได้เลยครับ
ได้ยินแต่เสียงคุณครูเรียกชื่อผม กว่าผมจะขยับปากให้ออกเสียงพูดว่า
"ครับ" ได้ ก็เห็นคุณครูก็อ้าปากขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้ง
ผมไม่ได้ยินว่าคุณครูพูดว่าอะไร บางทีผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ๆ ผมก็มืดตึบไปเลยครับ
มองไม่เห็นอะไรไม่รู้สึกอะไรเลย มารู้สึกอีกที
ผมก็มาอยู่โรงพยาบาลแล้วครับ คุณครูหลายคนมาอยู่รอบเตียงผมเลย
เมื่อกี้ผมยังอยู่ในห้องเรียนอยู่เลยอยู่กับครูไม่มีคุณแม่
พอมาอยู่โรงพยาบาลไม่รู้คุณแม่ผมมาเมื่อไร คุณครูคุณแม่บอกว่าผมชักครับ
ช่วงปีที่ผ่านมาผมชักบ่อยมาก ผมต้องกินยาประจำเลยครับ บางทีผมก็ปวดหัว
เวลาปวดหัวผมจะโมโหครับ เสียงคนโน้นคนนี้พูดผมก็โมโหครับ ผมรำคาญเสียงคน
ชอบถามให้ผมพูด แล้วผมรู้สึกหลังจากที่ใครบอกว่าผมชัก หรือเวลาผมนิ่งๆ
ที่คุณแม่บอกกับใครๆ ว่าผมกำลังจะชัก คนก็จะเรียกชื่อผมครับ
เวลาถูกรียกชื่อผมต้องตอบว่า ครับ
แต่ผมจะอ้าปากออกเสียงว่าครับยากมากเลยครับ
บางทีผมรู้สึกปวดไปทั้งหน้าเลยครับ
ผมบังคับให้ปากของผมอ้าเพื่อออกเสียงพูดได้ยากมากเลยครับ ผมอยากพูดเก่งๆ
เหมือนคนอื่น
คุณแม่บอกผมต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเพราะผมเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น
ผมว่าถ้าผมพูดเก่งกว่านี้
ผมว่าผมคงเรียนรู้อะไรได้ดีได้มากกว่านี้นะครับ
เพราะผมมีครูสอนผมมากว่าเมื่อก่อน แต่ผมก็จะพยายามแหละครับ
เพราะผมชอบไปโรงเรียนนี้ของผมมากเลยครับ ได้ออกจากบ้าน ได้นั่งรถ
ได้เจอคน ได้รู้จักเพื่อน ได้แต่งชุดนักเรียน...
นอกจากชุดนักเรียนแล้ว ผมยังต้องแต่งชุดลูกเสือด้วย
ความจริงผมรำคาญมากเลยนะครับ ทั้งหมวก ทั้งผ้าผูกคอ ทั้งถุงเท้ายาวๆ
ที่ต้องใส่ขึ้นมาสูงเกือบถึงหัวเข่า ตอนแรกๆ ผมต้องแอบแกะหรือถอดออกบ่อยๆ
ครับ แต่พวกคุณครูคอยดุผมอยู่เรื่อยๆ ผมกลัวเสียงครู
กับลูกกะตาครูเวลาดุครับครับ ผมเลยไม่กล้าถอด แต่เดี๋ยวนี้ผมชินแล้วครับ
นอกจาชุดลูกเสือแล้วผมก็ยังมีชุดพละด้วยนะครับ รู้สึกไปโรงเรียน 5 วัน
จันทร์ถึงศุกร์ ผมจะแต่งชุดนักเรียนอยู่ 3 วัน ชุดพละหนึ่งวัน
ชุดลูกเสือหนึ่งวัน ชุดนักเรียนต้องใส่กับรองเท้าสีดำ
ชุดลูกเสือใส่กับรองเท้าสีน้ำตาล และชุดพละใส่กับรองเท้าสีขาว ผมมักจะงงๆ
เรื่องสีของรองเท้านี่แหละครับ แต่เดี๋ยวนี้ผมพอจะจำได้แล้วครับ
ว่าชุดอะไรใส่กับรองเท้าสีอะไร



ไม่รู้เมื่อไร
ผมจะมาเขียนเล่าอะไรๆ ให้พวกคุณอ่านกันอีก
คงเป็นปีหน้าหรือไม่ก็เมื่อมีเวลานะครับ
หรือไม่ก็เมื่ออะไรเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ นะครับ
ได้ยินคุณแม่ผมคุยกับคุณครูว่า ปีการศึกษา 2004 ที่จะถึงนี้
การเรียนการสอนของพวกผมคงจะเป็นระบบขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
ที่คุณแม่ผมบอกว่าเพิ่งเริ่มต้น
และได้ยินว่าการเรียนที่นี่ของพวกผมจะเอาอายุเป็นเกณฑ์ ถ้าอายุผมอยู่ในราว
18-20 ปี พวกผมสามคนนี่
ไม่ว่าจะเรียนอะไรจากที่นี่ได้แค่ไหนเท่าไร
ก็คงต้องออกจาที่นี่ไปแค่เท่าที่ได้แค่นั้นแหละครับ
ส่วนจะไปต่อที่ไหนอย่างไร ก็คงไว้คุยกันอีก 3-4 ปีข้างหน้านะครับ
5
มกราคม 2004