
ฉบับที่
7/ พฤศจิกายน 2546
มาถึง ณ
วันนี้ ผู้เขียนรู้สึกเป็นปลื้มอยู่ลึก ๆ ที่ "ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาแบบการเรียนรวม
สำหรับเด็กออทิสติกโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น" กำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ อาคารของศูนย์วิจัยฯ
กำลังจะเสร็จและจะทำพิธีเปิดอาคารเร็วๆ นี้ รับนักเรียนออทิสติกได้ 15 คน
จะสร้างผู้ปฏิบัติงานด้านออทิสติกอย่างเฉพาะเจาะจงได้ 15 คน
/ ไม่นับแม่บ้าน 1 คน
ยังไม่นับทีมครูผู้สอนร่วม
ที่จะเกิดตามมาไม่รู้อีกกี่สิบคน....... ขณะนี้ศูนย์วิจัยออทิสติก มข.
ก็จึงเป็นอะไรที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยตัวระบบโดยกลไก
ซึ่ง ก็คือ
ตัวองค์กรของศูนย์ฯ
และ บุคลากรทั้งฝ่ายบริหาร
ฝ่ายครูผู้สอน และ
นักเรียน
ตลอดจนประชาคมของโรงเรียนสาธิต และ
คณะศึกษาศาสตร์ รวมทั้งตัว มหา'ลัย
ขอนแก่น เองด้วย นั่นเอง
อันเป็นข้อพิสูจน์ว่า หากมีการบรรจุกลไกเพื่อออทิสติกเข้าไปในโครงสร้างของสถานศึกษาหรือโรงเรียนอย่างเป็นระบบ
ได้แล้วทั้งหมดมันก็จะขับเคลื่อนและพัฒนาไปได้
ด้วยตัวกลไกในโครงสร้างโดยระบบของมันเอง
โดยพ่อแม่ออทิสติกกลุ่มโรงเรียนสาธิต มข.ไม่ต้องมาเหนื่อยมายาก ไปนั่งแกร่ว
ให้เขาอบรมสั่งสอนวิธีการเลี้ยงลูกออทิสติกอยู่นั่นแล้ว ก็เพียงแต่เหมือนผู้ปกครองนักเรียนปกติคนอื่นๆ
เช้ามาส่งลูกเย็นมารับ ทำการบ้าน ฝึกลูกตามที่คุณครูทางโรงเรียนแนะนำ
ให้ความร่วมมือ มาประชุมผู้ปกครองตามที่ได้รับแจ้ง
ช่วงที่ลูกไปโรงเรียนพ่อแม่ผู้ปกครองก็พากันทำมาหาเลี้ยงชีพตามปกติ
ด้วยบทเรียนตรงนี้ผู้เขียนจึงพยายามผลักดัน
จะให้มีการจัดวางกลไกทางการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติก /มาตั้งแต่สมัยยังมีคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาโน่นแน่ะ/
ซึ่งก็คือ ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก และ
ห้องสอนซ่อมสอนเสริมในโรงเรียนทั่วไป
ไว้ในโครงสร้างของโรงเรียนหรือสถานศึกษาทั่วไป
แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจาก กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งไม่ได้รับความสนใจจาก
ทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านคนพิการแต่อย่างใด
นับได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ
สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ ในสังกัดของ
สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ยังไม่มีผลงานด้านการจัดการศึกษาของกลุ่มออทิสติกที่เป็นชิ้นเป็นอัน
ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
ถ้ายังนั่งลอยหน้าลอยตาอยู่เก้าอี้เดิมกันได้ ก็นับว่า หนากันจริงๆ
และ ก็คงจะนับได้ว่า รัฐบาลไทยรักไทยของท่านทักษิณทักษิโณมิก
ท่านบ้อท่าที่จะจัดการกับกระทรวงศึกษาฯเอาเสียจริงๆ
ถ้ายิ่งโอนไปให้พรรคอื่นยิ่งชัดเลย!
ทั้งนี้ต้องขอเรียนชี้แจงแก่สาธารณชน ไว้ ณ ที่นี้ ว่า
นับว่าเป็นความโชคดีอย่างหวุดหวิด ที่ ศูนย์วิจัยฯออทิสติก มข.นั้นเป็นผลงานของทบวงมหาวิทยาลัย
เกิดจาก คณะกรรมการระดับกระทรวงที่มีรองปลัดทบวงฯ
เป็นประธานกรรมการ และ มี รัฐมนตรีว่าการทบวงฯ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ
และ บางครั้งก็มานั่งเป็นประธานการประชุมให้ด้วย /ไม่ได้เกิดจากคณะกรรมการกิ๊กก็อกระดับกอง
ระดับกรม ที่เจ้ากระทรวงไม่สนใจแบบว่าแล้วแต่สูจะทำ
เหมือนกับที่กำลังเป็นอยู่ใน กระทรวงศึกษาธิการจนกระทั่งบัดนี้/
เกิดขึ้นก่อนที่ ทบวงมหาวิทยาลัย จะรวมเป็น กระทรวงเดียวกับ
กระทรวงศึกษาธิการ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าศูนย์วิจัยฯออทิสติก มข.นี้จะได้แจ้งเกิดหรือไม่
เพราะ หลังจากกระทรวงศึกษา เข้ามาคุมอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าแท่งอุดมศึกษา
จะมีผลงานด้านการจัดการศึกษาแก่ออทิสติกเพิ่มเติมอีกเลย
ก็ลองใช้แค่ ประสาทรีเฟล็ก/ประสาทไขสันหลัง ตรองดูเอาละกันว่า
กระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมหรือขัดขวางความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาของกลุ่มออทิสติก?
เพราะการทำงานในกระทรวงศึกษาธิการนั้น
เค้าถือเอาปัญหาออทิสติกเป็นเพียงปัญหาเล็กๆไปห้อยติ่ง กับ
ความพิการทุกประเภท แล้วก็เลยได้อะไรที่เป็นแต่เศษหรือกากที่กลุ่มอื่นๆ
เขาเหลือโละมาให้เท่านั้น เช่น เศษเงินเศษงบประมาณจากกองทุนเพื่อคนพิการ
มาเพื่อการอบรบสั่งสอนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กออทิสติก กล่าวคือ
ไม่ต้องจัดอบรมสั่งสอนลูกมันหรอก ลูกมันสอนยาก
สอนพ่อแม่มันง่ายกว่ากันเยอะเลย ง่ายกว่าการจัดวางระบบ
เพื่อการจัดการทางการศึกษาให้ลูกมันเยอะเลย ใช้เวลาก็สั้นกว่าด้วย
วันสองสามวัน เสร็จแล้ว เม็ดเงินก็ใช้น้อยกว่าเป็นหมื่น อย่างมากก็เป็นแสน
/ขณะที่กลุ่มอื่นๆ กลุ่มปกติ กลุ่มอัจฉริยะ กลุ่มตาบอด ฯลฯ พูดกันเป็นล้านๆ
และเป็นพันๆล้านเลย เป็นต้น
มีข้ออ้างกันหลากหลายเหตุผล
เพื่อที่จะไม่จัดวางกลไกทางการศึกษาให้กลุ่มออทิสติก
ซึ่งผู้เขียนขอบอกว่าล้วนแต่เป็น ข้ออ้างที่สามาณย์ ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะ ข้ออ้างที่ว่า ประเทศชาติไม่มีงบประมาณ ไม่มี
แล้วครูไปเดินขบวนขอขึ้นเงินเดือนกันทำไม?
ทำไมไม่เห็นใจประเทศชาติกันบ้างล่ะ?
ไม่มีแล้วเอางบประมาณที่มาจัดประชุมเอเปค(ฟะ) /
ผู้เขียนเห็นรัฐบาลและกลุ่มอื่นๆ พากันละเลงพากันถลุงงบประมาณแผ่นดินแล้ว
ผู้เขียนรู้สึกตัวเองปวดหัวใจแบบน้ำลายไหลยืดๆ
เลยเสียดายแทนออทิสติกทั้งประเทศ
ที่ไม่มีปัญญาเบียดเข้าไปร่วมละเลงกับเขาบ้าง /
บ้างก็อ้างประชาธิปไตยไปโน่น ว่า ออทิสติกเป็นส่วนข้างน้อย
ก็จึงต้องขอทิ้งท้าย เตือนสติ
ผู้ที่เห็นปัญหาออทิสติกเป็นปัญหาของส่วนข้างน้อย ว่า...
ความล้ำเลิศของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย คือ ในทางความคิดยึดตามเสียงของส่วนข้างมาก
แต่ต้องเป็นเสียงของส่วนข้างมากที่ยังผลในทางปฏิบัติ
ให้ประชากรส่วนข้างน้อยทุกกลุ่ม
ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
โดยประชากรที่อยู่ในภาวะของความพิการ
หรือ ภาวะแห่งความบกพร่อง อันเป็นความไม่เท่าเทียมโดยธรรมชาติ
ต้องได้รับการชดเชยและต่อแต้มให้
จนสามารถจะพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต
ได้เท่าเทียมกับส่วนข้างมากที่อยู่ในภาวะปกติหรืออยู่ในภาวะที่เหนือกว่าโดยธรรมชาติ
ไม่เช่นนั้นก็จะเป็น
เสียงหรือส่วนข้างมากที่สามาณย์ เป็น ประชาธิปไตยที่สามาณย์......
ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือขั้นสูงใดๆ ที่ทอดทิ้งประชากรส่วนข้างน้อยอย่างกลุ่มออทิสติก
หรือ ดูแลเอาใจใส่กันแต่ปากเปล่า โดยปราศจากการจัดวางกลไกที่สอดคล้องไว้ในโครงสร้าง
ของ โรงเรียนหรือสถานศึกษาขั้นพื้นฐานหรือขั้นสูงใดๆ ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างใดๆ
ก็ เป็น ระบบการศึกษาที่สามาณย์ รวมทั้งระบบด้านอื่นๆ ก็เช่นกัน
ฉะนั้น
ขอจง
อย่าได้พากันนำพาประเทศไปสู่ ความเป็นประชาธิปไตยแบบสามาณย์!
สามาณย์แบบไหน ก็แบบที่เอาแต่
ประชากรปกติ-ประชากรอัจฉริยะ ไง....
ก็
คิดเอาละกัน
ว่า คนที่กุมหรือถือบังเหียนระบบของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นอยู่
ณ วันนี้ หากยังจะไม่นำพากับกลุ่มออทิสติก อย่างที่เป็นอยู่ ก็พิจารณาตัวเองกันดูละกัน
ว่า ท่านคือคนที่มีระบบคิดแบบไหน?