จากประธานกองทุนฯ........

ฉบับที่ 6/ ตุลาคม 2546

มาถึง เดือนนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ทางภาคราชการก็มีการเปลี่ยนแปลง โยกย้ายข้าราชการใหม่ หลายที่หลายแห่ง รวมทั้งจังหวัดขอนแก่น   ก็ได้ ท่านผู้ว่าฯ ท่านใหม่        และท่านยังเป็น ผู้ว่า CEO อีกด้วย สอดรับกับภาคประชาชนในส่วนของกลุ่มออทิสติกพอดี ที่มีการปรับองค์กรใหม่ ได้ ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น คนใหม่ ก็คงต้องตามดูกันว่า ระบบผู้ว่า CEO ของท่านทักษิณ จะส่งผลให้     การขับเคลื่อนเกี่ยวกับ การช่วยเหลือประชากรกลุ่มออทิสติกในเขตจังหวัดขอนแก่น ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างไร ได้บ้าง โดยเฉพาะออทิสติกวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่ที่กลไกการช่วยเหลือ แทบจะไม่มีอยู่เลย ผู้เขียนก็กำลังตามดูอยู่

สำหรับในระดับประเทศนั้น เป็นปลื้มจริงๆ ที่ท่านทักษิณ ท่านลงมาเป็นครูสอนคณิตศาสตร์นักเรียนด้วยตัวเอง แต่จะเป็นปลื้มกว่านี้ ถ้าท่านจะลงมาทดลองเป็นครูสอนนักเรียนออทิสติกหวัดขอนแก่นนี่บ้าง อยากให้ท่านลงมาเห็นสภาพฮ่ะ ผู้เขียนได้เคยพูดและเขียนไว้ในหลายกรรมหลายวาระ ว่า ในด้านการศึกษานั้น ถ้าท่านหัวหน้ารัฐบาลไม่ลงมาผ่าตัดด้วยตัวเองหรือส่ง "มือดี" ลงมาชำแหละ เราประชาชนคนรากหญ้าก็คงจะต้องนั่งตาปริบๆ มองดูการศึกษาไทยถูกยำเละทั้งระบบและค่อยๆต่ำเตี้ยลง ๆ อย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการและจริยธรรม ที่ในท้ายที่สุดก็คงจะเป็นการศึกษาที่พัฒนาไปเพื่อการ "หากิน" ด้วยสัญชาตญานดิบล้วนๆ จนอาจไม่มีเรื่องจริยธรรม ความงาม ความดี หลงเหลืออยู่เลยก็เป็นได้

ทั้งนี้การที่ เด็กไทยสิบกว่าคน ไปคว้ารางวัลทางวิชาการระดับโลก มาได้ แสดงถึงว่า โดยธรรมชาติเด็กไทยสติปัญญาไม่ได้ต่ำไปกว่าเด็กเชื้อชาติอื่นๆ แต่จากการทดสอบเด็กทั้งระบบ ผลออกมาว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานโดยรวม แสดงถึงว่าประสิทธิภาพของกระทรวงศึกษาธิการต่ำเตี้ยทั้งระบบ

โทษใครไม่ได้ ก็ต้องโทษท่านทักษิณทักษิโณมิกนั่นแหละ ที่เอา ข้าราชการการเมือง แบบมะเขือเผาและแบบหน่อมแน้มมาดูแลกระทรวงศึกษาธิการที่ก็ทราบดีกันอยู่แล้วว่า ล้นเกินและอัดแน่นไปด้วย ข้าราชการประจำ   ที่ยึดติดกรอบความคิดและวัฒนธรรมการทำงานที่คร่ำครึเก่าๆ  โดยเฉพาะเห็นได้ชัดในส่วนของการศึกษาพิเศษ ที่จนป่านนี้ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน โรงเรียนทั่วไปยังไม่เปิดรับเด็กพิการเด็กพิเศษอย่างเป็นสากล และ การปฎิเสธการสอนการรับเด็กพิการเด็กพิเศษทั่วไปของครู และผู้บริหารส่วนใหญ่ในโรงเรียนทั่วไปยังเป็นเรื่องปกติ อันแสดงถึงว่า ระดับจริยธรรมความเป็นครูในการกำกับดูแลของกระทรวงศึกษายังคงตกต่ำโดยรวม

จึงเห็นด้วย หากท่านทักษิณจะ เปลี่ยนตัว  ข้าราชการการเมืองของกระทรวงนี้    เสียใหม่   เอาออกไป    ทั้งหมดเลยเด้อค่ะ   ทั้งหน่อมแน้มและมะเขือเผา     โดยเฉพาะหน่อมแน้มนั่นนั่งแป้นยืนพื้นมาตลอด ก็ไม่เห็นว่าการศึกษาไทยจะคืบไปถึงไหนในช่วงสามปีมานี้ ก็เห็นยังอิเหละเขระขระเหมือนเดิม โดยเฉพาะทางทางด้านการศึกษาพิเศษ และก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ท่านทักษิณ จะผลัดใบถ่ายเลือดข้าราชการประจำของกระทรวงนี้ที่อายุเกิน 55 ออกเสียบ้าง โดยเฉพาะบรรดาพวกที่ออกหน้ามาปกป้อง ออกมารับแทนข้าราชการการเมืองน่ะ เห็นได้ชัดเจนเลยว่ายังคงวัฒนธรรมการทำงานแบบ "เอาหน้า" อย่างเหนียวแน่น      ช่างอัปลักษณ์เสียจริง ดร.แถวหน้าของกระทรวงนี้ ทำได้แค่นี้เองโนะ?

ในส่วนของการศึกษาพิเศษนั้นเห็นว่า น่าจะมีการสังเคราะห์ทีมที่ปรึกษานายกฯ ด้านคนพิการคนพิเศษเสียใหม่ และ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ ก็สมควรจะได้มีการสรรหากันขึ้นมาใหม่ โดยให้แสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อมวลชน ไม่ใช่ปล่อยให้ผลักดันกันขึ้นมาโดยระบบ "พวก" และปล่อยให้เกิดกระบวนการ "มาเฟีย" ในวงการเพื่อคนพิการที่พิกลพิการอยู่แล้วให้พิกลพิการยิ่งขึ้น รวมทั้งคณะกรรมการที่จะกำกับดูแลสำนักบริหารการศึกษาพิเศษนี้ด้วย ก็สมควรจะต้องสังเคราะห์สัดส่วนและสรรหากันใหม่อีกด้วย เห็นไหมผู้เขียนไม่เคยแต่จะพูดบ่นก่นว่าเท่านั้น แต่เสนอทางออกทางแก้กำกับด้วยเสมอมา ทุกเรื่องทุกราว ( โดยเฉพาะเกี่ยวกับกลุ่มออทิสติกนั้นผู้เขียนนำเสนอกระทั่ง "วิธีการ" )

นอกจากนี้ ในทั้งห้าแท่งของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ควรจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีภาคประชาชนที่ติดดิน(เช่น อย่างผู้เขียน เป็นต้น) เข้าร่วมด้วยในอัตราส่วนที่มีนัยสำคัญ ขึ้นมาอย่างเป็นการเฉพาะเจาะจงที่จะมาดูแล กำกับ  กำหนดกฎเกณฑ์ มาตรฐานต่างๆ สำหรับประชากรในวัยศึกษาเล่าเรียน กลุ่มที่มีความผิดปกติหรือความบกพร่องทางสมอง   แยกต่างหากจากกลุ่มผู้พิการทางร่างกาย เพราะ ความพิการความบกพร่องทางร่างกายและทางสมองนั้น มีข้อเรียกร้องต้องการที่แตกต่างกัน แต่ขณะนี้ข้อเรียกร้องต้องการ ของกลุ่มความพิการทางร่างกายอยู่ในสถานะครอบงำ และข้อเรียกร้องต้องการ ของกลุ่มที่มีความบกพร่องทางสมองถูกเพิกเฉย การเคลื่อนไหวขับเคลื่อนเรื่องคนพิการ เน้นไปที่กลุ่มพิการทางร่างกายเป็นหลัก จนเป็นที่ตระหนักกันในหมู่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่เข้าไปคลุกกับวงการนี้มากว่า 5 ปี 7 ปี ว่า วงการนี้เป็นวงการ "มาเฟีย"

หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ก็เห็นว่าการศึกษาไทยในส่วนของผู้ที่มีความบกพร่องทางสมองคงจะยังไปไม่ถึงไหน ขณะที่กลุ่มผู้พิการทางร่างกายต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ไม้เท้า ทางเท้า ฯลฯ ซึ่งเป็น "วัตถุ" แต่กลุ่มผู้มีความบกพร่องทางสมองต้องการ กลไกการให้บริการช่วยเหลือในโครงสร้างที่มีอยู่ ซึ่ง ต้องเกี่ยวข้องกับการผ่าตัดอัตรากำลังคน ต้องการคน และการจัดสรรงบประมาณใหม่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับเสนาบดีลงมาเลย ต่างพูดขานรับกันเสียงขรมว่าเป็นเรื่องใหญ่และยาก ถามว่าถ้าท่านไม่ทำเรื่องใหญ่และยาก ท่านขึ้นแท่นไปนั่งแป้นใช้อำนาจระดับประเทศทำไม? เพื่อส่วนตัวหรือส่วนรวม? กันล่ะ? ถ้าท่านจะพากันทำแต่เรื่องเล็กและง่าย เช่น ทำคู่มือ จัดอบรมสัมมนา/ทั้งปีทั้งชาติ อะไรกันอยู่แค่นี้ ตลอดทั้งครึ่งทศวรรษมานี้  ท่านก็ควรกลับไปนั่งเขียนหนังสือ เลี้ยงหลาน บริหารธุรกิจครอบครัว บริหารธุรกิจส่วนตัว เสียน่าจะเป็นการดีกับส่วนรวมมากกว่า!

อย่างไรก็ดี สำหรับการเคลื่อนไหว เรื่องออทิซึ่มจังหวัดขอนแก่น ในส่วนของภาครัฐนั้น นับว่าได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวกันอยู่บ้างในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข จุดล่าสุด คือ ที่ศูนย์อนามัยที่ 6 กำลังก่อร่างสร้างตัว "คลินิกส่งเสริมพัฒนาการเด็ก" /"บ้านอุ่นไอรัก" -โทร.043 241446 ต่อ 306 และ 206 ที่หะแรกว่าจะรองรับแต่ออทิสติกรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งจะสำรวจได้เท่านั้น แต่ทางเครือข่ายผู้ปกครองออทิสติกรุ่นเดอะ กำลังจะจูนใจว่า อย่าทอดทิ้งออทิสติกวัยรุ่นออทิสติกวัยผู้ใหญ่ ที่ครอบครัวของพวกเขาเผชิญวิบากกรรมมาอย่างยาวนาน แต่แทบจะไม่ได้อานิสงค์อะไรจากการต่อสู้เรียกร้องบริการต่างๆ ใดๆ เลย จึงอยากให้เร่งทำตรงนี้ด้วยและควรจะต้องทำให้ก่อนเป็นอันดับแรก ออทิสติกวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่    ที่ตกหล่นพัฒนาการที่ขณะนี้   กำลังถูกชู้ตกันไป ถูกชู๊ตกันมา กระทั่งจะเตะโด่งให้ไปถึงยุวประสาทฯ โน่น ที่ทางโน้นก็บอกมาแล้วว่ารับแต่เด็กเล็กๆ ไม่รับเด็กโต....เฮ้อ!       เมื่อไรเรื่องของออทิสติกเนี่ยะ จะถึงท่านทักษิณทักษิโณมิกซักกะทีนะ เพี้ยง!

จึงต้องขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ ว่า ปัญหาออทิสติกวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่ กำลังเป็นปัญหาเดือดอีกปัญหาหนึ่งของกลุ่มออทิสติก ถามว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธาณสุข โดยเฉพาะกรมสุขภาพจิต จะแก้อย่างไร?หรือไม่? ตรงนี้ผู้เขียนก็รอดูอยู่ ถ้าไม่นำพากัน  ก็คงได้แต่เผาพริกเผาเกลือสาปแช่งกันล่ะ.... วงศ์วานว่านเครือของท่านไม่เกิดมาเป็นออฯบ้างก็แล้วไป

เจอกันใหม่เดือนหน้าค่ะ!

จีรพันธุ์ ตันมณี

ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก

 

 

 

main menu  / main page