จากประธานกองทุนฯ........

ฉบับที่ 5/ กันยายน 2546

เป็นที่ทราบกันดีว่า ที่เราต้องมีการปฎิรูประบบราชการก็ดี ปฎิรูปการศึกษาก็ดี สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า หน่วยงานต่างๆ ของระบบราชการโดยเฉพาะระบบการศึกษา และก็ทุกระบบ... ดำเนินการต่างๆใดๆ โดยมักจะไม่ค่อยฟัง หรือไม่ฟังเสียง "ความต้องการ" ของประชาชนหรือเสียงของผู้ "รับบริการ" โดยจะทำการอะไรก็คิดกันเอาเองในหมู่คนไม่กี่คน แล้วก็จัดบริการให้แบบก่อทุกข์แก่ผู้รับบริการ อันทำให้ระบบต่างๆหลายระบบของราชการ ในอันที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนล้มเหลว และซ้ำเติมปัญหาให้หนักข้อขึ้นไปอีก จนต้อง มีการปฎิรูประบบราชการ....เพื่อปฎิรูปคนในระบบราชการให้รู้จัก "ฟังเสียงของประชาชน" ฟัง "ความต้องการ" ของ ประชาชน และ  เคารพในภูมิปัญญาแบบชาวบ้าน  ของ "ประชาชน"

ด้วยการเปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในการดำเนินการ และตรวจสอบการดำเนินการของภาครัฐมากขึ้น

โดยเฉพาะในส่วนของคนพิการนั้น ตัวนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เอง ถึงกับกล่าวไว้ในประเด็น การมีส่วนร่วมของคนพิการ (หน้า 51) ว่า "การมีส่วนร่วมของคนพิการแต่ละประเภท ในการกำหนดนโยบาย หรือวิธีการช่วยเหลือเขา เป็นหัวใจ สำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" (อ้างอิง/-คัดจากหนังสือเล่มเล็ก ISBN 974-9545-29-X ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2545)

แต่เหมือนว่า คำกล่าวดังนี้ จะไม่เป็นที่สำเหนียกของผู้คนในระบบของราชการสักเท่าใดนัก เช่น ในการกำหนดตัวแทนจากภาคประชาชนให้เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการ 5 แท่งของกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งระเบียบนี้ก็ออกโดยคนในกระทรวงศึกษาฯ ลงนามโดย รมต. กำหนดให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนจริงๆ (NGO) เพียงหนึ่งที่นั่งเท่านั้น นอกนั้นเป็นคนในองค์กรหน่วยงานของรัฐหรือกึ่งรัฐ โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมาจากที่ไหนได้? ที่กำหนดที่นั่งไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในท้ายที่สุดก็คงจะได้แต่พวกที่อยู่ในหอคอยงาช้างที่รูปหน้าปะจมูกกันเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีภาคประชาชนในอัตราส่วนทีเหมาะสมซึ่งติดดินกว่า จะไปคอยถ่วงดุลอะไรได้(แค่ที่นั่งเดียว) เป็นต้น

ในส่วนของออทิสติก  นั้น กองทุนฯ ได้ยึดมั่นในการดำเนินการต่างๆ ตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวข้างต้นตลอดมา เช่น พยายามจะสื่อกับภาครัฐถึงวิธีการ กระบวนการ และรวมถึงทิศทางการใช้งบประมาณ สำหรับกลุ่มออทิสติกกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น แต่ก็ต้องเผชิญกับการทำงานของบุคลากรภาครัฐบางคนบางหน่วยงาน และแม้กระทั่งในภาคประชาชนบางคนบางส่วนด้วยกัน ที่ยัง ปิดกั้น และ ตีกัน ตลอดมาเช่นกันไม่ให้ได้เข้าไปมี "ส่วนร่วม" และ "รับรู้" อะไรต่าง ๆ ใดๆ โดยเฉพาะทางด้านการ "ผัน" งบประมาณ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ของการทำงานของ กลุ่มคนที่ยัง "ไม่ยอมปฎิรูปทางความคิด" ที่จะทำงานกันเพียงในกลุ่มแบบว่ารู้กันอยู่แต่ในกลุ่มพวกเดียวกัน คิดเห็นเหมือนกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน  ซึ่งเช่นนี้ ผู้ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมแต่ปากจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่กองทุนฯ มองว่า เป็นเรื่องไม่ดีที่สมควรจะต้องผลักดันให้มีการแก้ไข กองทุนฯ จึงคงต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับไปตามสมควร

จึงเนื่องในโอกาสที่ เดือนนี้เป็นเดือนปิดท้ายของปีงบประมาณ นี้ กองทุนฯ จึงขอประกาศให้เดือนนี้เป็น ดือนแห่งการไว้อาลัย /ขออย่าให้ได้ผุดได้เกิดอีก/ และ สาปส่ง แก่ การใช้งบประมาณ ที่อีหลุ่ยฉุยแฉกและการทำงาน ที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม และ การไม่ฟัง หรือ "ดูถูก" "ดูแคลน" เหตุผล และ ความต้องการ ของภาคประชาชน เพราะ "ความต้องการ" ของประชาชนแม้เพียงส่วนข้างน้อย ท่านก็ต้องฟัง และ ความต้องการของประชาชนต้องอยู่เหนือระเบียบกฎเกณฑ์ที่ "ล้าหลัง"  ของหน่วยงาน    โดยเฉพาะกับ  ประชาชนภาคประชากรส่วน ของ  คนพิการอย่างกลุ่มออทิสติก ที่ยังไม่มีกลไกการให้บริการ ที่สอดคล้องแทบทุกด้านในโครงสร้างการให้บริการของ "รัฐ/สังคม"   ที่บางรายบางกรณี ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเฉพาะหน้า ไม่ใช่จะพากันอ้าง "กฎระเบียบของหน่วยงาน" กันตะพึดตะพือ หมายถึงต้องแหวกกฎระเบียบมาช่วยกันก่อน!

ไม่ใช่จะมาพูดกันว่า "...อย่าเอาความต้องการของตัวเองอยู่เหนือเหตุผลผู้อื่นหรือหน่วยงานต่างๆ เพราะจะสร้างความร้าวฉานหรือความรังเกียจเดียดฉันท์..." เพราะ ตัวเอง "รอด" แล้ว และเป็นความเป็นจริงที่การเรียกร้องของภาคประชาชนที่ "ยังเอาตัวไม่รอด" เป็นที่ "..รังเกียจเดียดฉันท์.." ของบุคลากรในภาครัฐที่ยังไม่ "ปฎิรูประบบคิด" และเป็นที่ "..รังเกียจเดียดฉันท์.." ของภาคประชาชนบางส่วนที่ "เอาตัวรอดได้แล้ว (โดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐหรือไม่ต้องพึ่งรัฐมากนัก)" เป็นธรรมดา

เชิญคลิกไปอ่าน เรื่องราวของ "ประชาชนส่วนที่ยังเอาตัวไม่รอด" ในส่วนของกลุ่มออทิสติก ได้ที่ "การดูแลบุคคลออทิสติก,บุคคลแอสเพอร์เกอร์ และบุคคล PDDs วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่"

เจอกันใหม่เดือนหน้าค่ะ!

จีรพันธุ์ ตันมณี

ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก

 

 

main menu  / main page