
ฉบับที่
10/ กุมภาพันธ์ 2547
สำหรับทาง
ด้านการศึกษา ของกลุ่มออทิสติกนั้น มา ณ
วันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการของ
ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ตามที่ผู้เขียนนำเสนอร่วมกับ
เครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติก นี้ยืนตามที่ประชุมซึ่งมี ท่าน ดร.เบญจา
ชลธรานนท์ ที่ปรึกษา สพฐ.ด้านการศึกษาคนพิการฯ เป็นประธาน
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547
กล่าวเฉพาะในเขตพื้นที่การศึกษา 5 เขตพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่น
หวังจะได้เห็นโรงเรียนเรียนร่วมออทิสติกเกิดขึ้นสัก 5 โรงเรียน
ที่มีการบริหารจัดการแบบ "ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก" อย่างเต็มรูป
จะเป็นไปได้หรือไม่? โดยทั้ง 8 จังหวัด
ในความรับผิดชอบของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9 สัก 20-25 โรงเรียน
พอให้เกิดเป็นเค้าร่างก่อนจะได้หรือไม่? ภายในปีการศึกษา 2547 นี้
เพื่อที่ปีการศึกษา 2548 จะได้ผลักดันระบบบริหารจัดการ
เข้าสู่ระบบงบประมาณปกติของกระทรวงศึกษาฯ
ทั้งหมดทั้งบุคลากรและระบบจัดการ? จาก 175
เขตพื้นที่การศึกษาทั่วทั้งประเทศ
ที่เน้นจังหวัดขอนแก่น
ที่เน้นพื้นที่ในเขตความรับผิดชอบ ของ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 9
เพราะผู้เขียนอยู่ในเขตนี้ เขตอื่นๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ
กลุ่มผู้ปกครอง ของ
แต่ละเขต ว่า จะมีความตื่นตัวและเสียสละ
ที่จะผลักดันให้เกิดระบบการจัดการทางการศึกษา
ด้วยรูปแบบ
ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ที่ รัฐ/สังคม จะต้อง
เพิ่มอัตราบุคลากรครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก
ให้แก่โรงเรียนในสัดส่วนที่เหมาะและสอดคล้องกับ
ความต้องการจำเป็นของผู้เรียนออทิสติก ด้วยกันแค่ไหน?
นี่เป็นประเด็นหนึ่ง
แต่ที่ปริวิตก
ก็ตรงเพราะในระดับ สพฐ. ยังไม่มีใครเป็นเจ้าภาพเต็มตัวที่จะเป็นตัวเดินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพราะแม้แต่ในการประชุมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา
ประธานคณะกรรมการฯ และ รองประธานคณะกรรมการฯ ก็ไม่เข้าประชุม
สะท้อนถึง การไม่ให้ความสำคัญกับงานการศึกษาของออทิสติก
ในระบบโรงเรียนเหมือนเช่นเคย ก็ยังเป็นงงๆ อยู่ว่า
ท่านจะเอาจริงกันไหม? หรือท่านจะแกล้งๆ ตั้งๆ แกล้งๆ ประชุมกันไป
แล้วก็ละลายกลายเป็นแต่ความว่างเปล่า เมื่อมีการเปลี่ยนคนใน ครม.เปลี่ยนรัฐมนตรีของกระทรวง
? ทั้งหมดนี้ ก็เป็นแค่ความสงสัยเคลือบแคลง ของ ผู้เขียน
ที่ค่อนข้างจะ มองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน เพราะ
หากห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก
ตามหลักการที่ต่างก็บอกว่า "เห็นชอบ" กันแล้ว เกิดขึ้นได้ภายในปีการศึกษา
2547 ที่จะถึงนี้ได้สัก 1 ใน 3 ของทั้งประเทศตามที่คาดหวัง ก็ยังจะพออุ่นใจได้
ว่า ท่านเอาจริง!
ไม่เช่นนั้น ก็กริ่งเกรงว่า
ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนเมื่อครั้ง
คณะอนุกรรมการออทิสติก ในสมัย
คณะกรรมการปฎิรูปการศึกษาเพื่อคนพิการฯ
ก็ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นอีกเลยก็แล้วกัน สาธุ!
นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ
การที่สภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ แห่งประเทศไทย
ไปเคลื่อนไหวหารือ เรื่อง "บ้านพิทักษ์สิทธิ์บุคคลที่มีความต้องการพิเศษ"
กับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2547
ที่ผ่านมานี้ โดยมี ระดับอธิบดีของกระทรวง/กรมอะไรก็จำไม่ได้/
มานั่งเป็นประธานการประชุมและระดับผู้อำนวยการสำนักงานพิทักษ์คนพิการฯ /
เรียกชื่อไม่ค่อยถูก / มาดำเนินการประชุม แม้เป็นเพียงการหารือ
ที่ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็นับเป็นการเริ่มจุดประกายไฟเล็กๆให้แก่
กลุ่มผู้ปกครองรุ่นเก่าๆรุ่นแก่ๆที่กำลังวิตกทุกข์ร้อนกันว่า
ลูกๆซึ่งเป็นบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเด็กโตๆ
หรืออยู่ในวัยผู้ใหญ่ จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรหลังจากที่พ่อแม่ตายไปแล้ว?
ประเด็นที่ผู้เขียนสงสัยก็คือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กระทรวงใหม่ซึ่งตั้งขึ้นมาและมีหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบโดยตรงอย่างสำนักพิทักษ์คนพิการฯอะไรทำนองนี้
จะมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร?
เพราะเท่าที่ฟังท่านชี้แจงไอ้โน่นท่านก็ไม่มีนโยบายไอ้นี่ท่านก็ไม่มีนโยบาย
ไอ้โน่นก็ไม่อยู่ในกรอบ และ...ทั้งหมดทั้งหลายท่านก็โอนให้องค์การปกครองท้องถิ่นหมด..ฯลฯ
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเด็กกำพร้า บ้านพักคนชรา ฯลฯ
คนแก่คนเฒ่าคนพิการทั้งหลายก็มีนโยบายให้ครอบครัวชุมชนดูแล...หมายถึงกระทรวงนี้ตั้งขึ้นมา
ทำ...อะไร? ถ้าไม่ทำงานรูปธรรมสักอย่างเลย ทำแต่นโยบายหรือเที่ยวได้แต่ไปดึงคนอื่นมาทำ?
หรือโยนไปให้คนอื่นทำ?
และหมายถึงว่าถ้าเราจะทำเรื่องนี้ เราต้องไปคุยกับ หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยอย่าง
อบจ. อบต. เทศบาล ฯลฯ อีก ผู้เขียนเลย ยังเป็นงง !?!
ว่า รัฐบาลทักษิณท่านจะให้กระทรวงนี้
ทำงานให้กลุ่มออทิสติกในเรื่องนี้อย่างไร?
ก็กำลังคิดๆ อยู่!
ส่วนหนึ่งก็คิดออกมาเป็น "บ้านกึ่งสงเคราะห์"
ก็ลองคลิกไปอ่านกันดูหน่อยโนะ
เจอกันใหม่เดือนหน้าค่ะ!