จากประธานกองทุนฯ........

 

ฉบับที่ 1/ พฤษภาคม 2546

ฉบับนี้นับเป็นฉบับแรก ที่ดิฉันจะได้บอกเล่าเก้าสิบแก่ท่านผู้อ่าน ซึ่งสนใจการเคลื่อนไหว ของ กองทุนฯ เพื่อสิทธิคนออทิสติกในฐานะประธานกองทุนฯ โดยตรง

ฉบับแรกนี้ดิฉันใคร่ขอบอกเล่าท่านผู้สนใจใน 2 เรื่อง คือ หนึ่ง ความคืบหน้าทางด้านการจัดการศึกษาให้แก่กลุ่มออทิสติก ในระบบโรงเรียน และ สอง การกำเนิดเกิดขึ้นซึ่งองค์กรผู้ปกครองบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษต่าง ๆ

เรื่องที่หนึ่งนั้น ความคืบหน้าในทางปฏิบัติ     ไม่มี   กลุ่มออทิสติกและกลุ่มอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง เช่น กลุ่มเรียนรู้ผิดปกติ กลุ่มสมาธิสั้น ฯลฯ เมื่อเข้าสู่โรงเรียนในระบบซึ่งเป็นโรงเรียนปกติทั่วไป / ไม่ใช่โรงเรียนเฉพาะความพิการเพราะกลุ่มออทิสติกและกลุ่มที่ใกล้เคียงกันเหล่านี้ ไม่ต้องการโรงเรียนเฉพาะความพิการ/ยังผจญปัญหาเหมือนเดิม คือ โรงเรียนไม่มีอัตรากำลังครูผู้สอนที่จะมาดูแลอย่างเป็นการเฉพาะเจาะจง หรือดูแลอย่างเป็นพิเศษ ( อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้ในแฟ้มหน้า "จดหมายชี้แนะกระทรวงศึกษาธิการ"  )

ส่วนเรื่องที่สองนั้น มีทั้งความคืบหน้าในทางแนวคิดและในทางปฏิบัติ โดยในทางแนวคิดนั้น ซีกหนึ่งของผู้ปกครองเด็กพิเศษรวมทั้งตัวดิฉันด้วยก็อยู่ในซีกนี้ ตระหนักเห็นอย่างชัดแจ้งว่า มีกลุ่มผู้พิการหรือกลุ่มผู้บกพร่องด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน อยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กลุ่มผู้พิการผู้บกพร่องที่พูดเพื่อตัวเองได้ และกลุ่มผู้พิการผู้บกพร่องที่ยังพูดเพื่อตัวเองไม่ได้ ต้องมีผู้พูดแทนให้ซึ่งผู้ที่พูดแทนให้ก็คือผู้ปกครองของพวกเขา โดยที่ทั้งสองกลุ่มนี้ ณ วันนี้ ยังมี ความต้องการจำเป็นพิเศษ ( special needs ) แตกต่างกันในเชิงคุณภาพ ( อ่าน สภาคนพิการฯ และสภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษฯ  เร็ว ๆ นี้ )

แต่ประเภทที่มีตัวแทนเข้าไปนั่งร่วมแก้ปัญหากับภาครัฐ คือประเภทแรกเป็นส่วนข้างมาก ส่วนประเภทหลัง        ที่ต้องพูดโดยกลุ่มผู้ปกครองนั้นยังไม่มี "เนื้อที่" หรือ "ที่นั่ง" ที่จะเข้าไปแก้ปัญหาร่วมกับภาครัฐทั้งในส่วนของ ภาคนโยบายและภาคปฏิบัติ มีเพียง 2 กลุ่ม ที่แทรกเข้าไปมีที่นั่งอยู่ในส่วนของสภาคนพิการฯ คือ กลุ่มสติปัญญาและกลุ่มออทิซึ่ม แต่ดิฉันยังมีความเห็นว่าไม่ work เพราะแก้ปัญหาเรื่องการจัดการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปให้กับผู้พิการผู้บกพร่อง ที่มีผู้ปกครองเป็นตัวแทนพูดให้ไม่ได้

ทั้งนี้เท่าที่ดิฉันติดตามอย่างกระชั้นชิด ไม่มีการพูดถึงว่า จะแก้ปัญหาเรื่อง อัตรากำลังครูผู้สอนเด็กพิการเด็กพิเศษในโรงเรียนทั่วไป ซึ่ง เป็นหัวใจของปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมกันแต่อย่างไร รวมทั้ง การปิดกั้นการมีตัวแทนจากผู้ปกครองของผู้พิการผู้บกพร่อง ที่ยังพูดเพื่อตัวเองไม่ได้ ซึ่งน่าจะได้เข้าไปมีที่นั่งในคณะกรรมการ ต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาฯ แม้กระทั่งการเข้าสังเกตการณ์การประชุมในนัดสำคัญๆ ด้วย เหล่านี้คือ อุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนายกระดับ "สมอง" ของชาติ ส่วนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งนับวันจะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้น

ซีกของผู้ปกครองผู้พิการผู้บกพร่องที่ยังพูดเพื่อตัวเองไม่ได้ ซึ่ง "ไม่มีที่นั่ง" นี้ ได้เกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็นชมรม เป็นสมาคม กันอย่างหลากหลาย เช่น ชมรมผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น ชมรมผู้ปกครองเด็ก LD สมาคมผู้ปกครองเพื่อบุคคลแอสเพอร์เกอร์ เป็นต้น อันนับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ภาคประชาชนได้ตื่นตัวจนมีการรวมกลุ่มกันได้อย่างนี้

แต่การรวมกลุ่มกันดังนี้ หากไม่เพื่อจะเข้าไปร่วมกับภาครัฐ ในการกำหนดแนวคิดและแนวปฏิบัติ เพื่อการแก้ปัญหาของกลุ่มแต่ละกลุ่มความผิดปกติด้วยตัวของพวกเขาเอง เพื่อให้การแก้ปัญหา        และการใช้งบประมาณตลอดจนโภคทรัพย์ของแผ่นดิน ในส่วนของแต่ละกลุ่มความผิดปกติ  ให้เป็นไปอย่างตรงเป้าตรงประเด็นและตรงตัวด้วยตัวของพวกเขาเอง การรวมกลุ่มก็จะ  ไม่ส่งผลหรือไม่มีความยั่งยืนในระยะยาว และก็จะอ่อนแรง หรือหมดกำลังไปเองในที่สุด ขณะที่ภาครัฐก็จะตะเบ็งตะบอนใช้งบประมาณและโภคทรัพย์ของ "รัฐ/สังคม" กันไป "ตามความเคยชิน" อย่างสุรุ่ยสุร่ายและรั่วไหลไม่ถึงตัวกลุ่มเป้าหมายอยู่อย่างนั้น

ทั้ง 2 เรื่อง ดังกล่าวนี้ ดิฉันมองว่า ไม่อยู่ในศักยภาพของข้าราชการประจำซึ่งติดอยู่ในกรอบต่าง ๆ มากมายจะแก้ปัญหาได้จึงต้องเป็นการแก้ปัญหา จากบนลงล่าง ( TOP DOWN ) ลงมา  จึงจะต้องมีการเข้าไปพูดคุยกับ "รัฐบาล" ตรง จุดที่มี "อำนาจ ตัดสินใจ" โดยเฉพาะเรื่องอัตรากำลังครูผู้สอนเด็กพิการเด็กพิเศษในโรงเรียนทั่วไป เพราะเรื่อง "การลดอัตรากำลัง" ของภาครัฐ อย่างไม่มีการจำแนกเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการ การศึกษาในระบบของไทยมาแต่รัฐบาลที่แล้ว ที่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปจะต้องปลดออก รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ ตัวแทนของผู้ปกครองเด็กพิการเด็กพิเศษที่พูดเพื่อตัวเองไม่ได้ มี "ที่นั่ง" ในการเข้าไปร่วมแก้ปัญหากับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นอะไรที่ดิฉันคิดๆ และหาทางผลักดันอยู่ค่ะ

อย่างไรก็ดี ในการที่ดิฉันนำเสนอให้มีการแก้ปัญหาแบบจากบนลงล่างดังนี้ มีผู้ปกครองเด็กพิการเด็กพิเศษบางคน ตั้งคำถามว่า ดิฉันนามสกุลอะไร หรือเป็นใคร อาจจะทำนองว่าใหญ่โตมาจากไหนหรือเปล่าไม่ทราบ? จึงจะเสนอหน้าเสนอตัวเข้าไปร่วมแก้ปัญหาแบบบนลงล่างลงมาอย่างนี้

ดิฉันต้องขอกราบเรียนด้วยความเคารพ ไว้ ณ ที่นี้  / เพราะบางทีในที่ประชุมนั้นดิฉันโต้แย้งไม่ทัน เพราะเป็นแม่ออทิสติกก็คงจะเช่นเดียวกับลูกที่สมองใช้เวลาในการประมวลผลข้อมูลนาน และช้ากว่าจะตอบสนองได้แต่ละที ใครเขาว่าอะไรมา บางทีต้องกลับมาคิดทบทวนอยู่หลายตลบว่าเขาหมายความว่าไง / ขอเรียนว่า นามสกุลที่ดิฉันใช้อยู่ไม่ได้ใหญ่โต และที่กล้าเสนอหน้าเสนอแนะอะไรแบบนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับนามสกุลที่ใช้ แต่เกี่ยวกับว่าดิฉันใช้ "ความกล้าหาญชาญชัยแห่งประชาชนยุคโลกาภิวัฒน์ยุคไอที" ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือค่ะ ก็แค่ความเป็นประชาชนที่มีศักยภาพทางความคิด ก็สามารถจะนำเสนอแนวคิดแนวทางแก้ปัญหาตลอดจนข้อเรียกร้องต่างๆ ใดๆ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของรัฐ(บาล)ยุคนี้ ได้ตามช่องทางต่างๆ ที่มีได้ทั้งนั้นค่ะ / ถ้าเป็นยุคก่อน ๆ ดิฉันคงจะมิกล้า (แต่ก็มิแน่!)/ และศูนย์กลางอำนาจที่ฉลาดและดีสมัยนี้ ท่านก็เปิดช่องทางรับฟังและสนองตอบ ต่อ ข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะ ของประชาชนกันทั้งนั้น...นี่นา!?!

เจอกันฉบับหน้าค่ะ!

จีรพันธุ์ ตันมณี

ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก

ปัจฉิมลิขิต(ปล.):ที่ปรึกษากองทุนฯ ท่านหนึ่งแนะนำให้ใช้คำว่า "ความกล้าหาญชาญชัย" แทนคำว่า "อหังการ์" และใช้วลีว่า "ศูนย์กลางอำนาจที่ฉลาดและดี" แทนวลีที่ว่า "ศูนย์กลางอำนาจที่ฉลาดและไม่ชั่ว" คือ ดิฉันกำลังเรียนรู้และฝึกฝนการใช้ถ้อยคำเชิงบวก

 

 

main menu  / main page