
ทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติก เกิดขึ้นมาเพราะ ประการหนึ่ง
ต้องการตีโต้
แนวความคิดแบบประชาธิปไตย เสียงข้างมากสามานย์
ที่ดำรงอยู่ในทุกระดับ ของ ผู้คนในประเทศนี้
ตั้งแต่ระดับผู้นำประเทศไปจนถึงระดับรากหญ้า และ
ที่สำคัญ ยังดำรงอยู่อย่างหนาแน่น ใน เนื้อที่สมอง
ของ บุคลากรนักการศึกษา และ นักบริหารการศึกษาระดับสูง
ของ กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งบุคลากรนักการศึกษา
นักวิชาการ ระดับมหาวิทยาลัย
ที่จะจัดลำดับความสำคัญ ของ
การแก้ปัญหาบรรดามีของประเทศนี้ ไว้ที่
"คนหมู่มาก-คนปกติ" โดยเอาเรื่อง "ปริมาณ" เป็นสรณะ
และไม่พิจารณาถึง "คุณภาพ" ของ ปัญหา
เช่น สมมติเด็กแอลดีหรือและเด็กออทิสติกศักยภาพสูง
หากจัดกระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษา ให้เขาไม่สอดคล้อง
เขาไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน เข้ากับเพื่อนไม่ได้
มีแนวโน้ม ฆ่าตัวตายสูง
ถามว่า มีนักเรียนฆ่าตัวตาย สักสองสามคน -ไม่กระเทือนสังคม
ใช่ไหม? รึ
มีเด็กหุนหันพลันแล่น เอาปืนไปไล่ยิงกราดคนตายหมู่ไปสัก
สิบยี่สิบคน จึงจะกระเทือน?
[หรือ
ก็เล่นงานครอบครัวพ่อแม่มัน หรือตัวมัน เอาฟ้องศาล
เอาเข้าคุก อย่างกรณี ครอบครัวไฮโซของไทยเมื่อเร็วๆ
ที่ขับรถไล่ชนคนตาย
ที่สังคมคนปกติ(เสียงข้างมากสามานย์)
กระเหี้ยนกระหือรือและสะใจเป็นอย่างมากที่
จะได้เอาครอบครัวนี้และลูกของเขา
ขึ้นศาลและเข้าคุก......แล้ว
"คนปกติ" จะรู้สึก เมื่อปัญหานั้น
ได้ใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆ ....รายต่อไปจะเป็นใคร?
ซึ่งนี่เป็นปลายเหตุ
...เพราะ
จำเลยตัวจริงไม่ใช่เด็ก/วัยรุ่น
ไม่ใช่ครอบครัวของเด็ก/วัยรุ่น..แต่คือ รัฐ คือ
หน่วยงานงานของรัฐ
ซึ่ง ตัวแทน
ของ รัฐ ก็คือ ข้าราชการระดับสูง
ทั้ง สายการเมือง และ
สายข้าราชการประจำ ....ที่ไม่จัดวางโครงสร้างให้ มี
"กลไก" ในการยกระดับ ศักยภาพและคุณภาพ ของ ประชากรที่มีความผิดปกติ หรือมีความแตกต่างในโครงสร้างการทำงานของสมองไปจากคนปกติ
ทั้งๆ ที่... ปัจจุบันครอบครัวไทยทุกฐานะทางเศรษฐกิจ
นับแต่ต่ำสุดระดับรากหญ้า ไปจนถึง ระดับผู้นำประเทศ
ล้วนมี ลูกหลาน
เครือญาติ ใกล้ชิด อยู่ใน สเปคตรัมของออทิสติก
จึงถึงเวลาแล้ว
ที่จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วน
โดยมีภาครัฐที่กุมการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินและกลไกต่างๆ
ในการที่จะต้องดูแล พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ของ
ประชากรมนุษย์ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงเท่าเทียม
โดยจะต้องละเลิก แนวคิดการ "จัดการ"
กับประชากรพิการ ที่สามานย์อีกประการหนึ่ง คือ แนวคิด
แบบแยกส่วน/แบ่งแยก
ที่จะ แยก หรือคัดกรองเอาประชากรพิการ หรือ ประชากร
ที่มี ความต้องการ จำเป็นพิเศษ ออกจากประชากรปกติ ซึ่ง
เป็นแนวความคิดเก่าที่ "รัฐ/สังคม"
ใช้จัดการกับประชากร
ที่ เป็น
บุคคลซึ่งพิการทางร่างกาย
อย่างเช่น
การจัดการทางด้านการศึกษา
ของ บุคคลผู้พิการทางสายตา(ตาบอด)
ก็ให้แยกไป
จัดตั้ง
โรงเรียนเฉพาะความพิการ
สำหรับคนตาบอด เป็นต้น
เนื่องเพราะ
เป็นความต้องการจำเป็นพิเศษ ของ
กลุ่มออทิสติก
[รวมทั้งกลุ่มใกล้เคียง เช่น แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ]
ที่จะต้องได้อยู่
"ร่วม" ได้อยู่ "ท่ามกลาง"
คนปกติ เพื่อฝึกฝนทักษะและบุคลิกการแสดงออกทางสังคม
โดยมีคนปกติเป็น "ตัวแบบ"
ซึ่งในการอยู่ร่วมหรืออยู่ท่ามกลางคนปกติดังนี้
จะต้องมี
"กลไก" ซึ่งจะต้องใช้
"บุคลากรพันธุ์ใหม่"
กับ
"กระบวนการบริหารจัดการที่เป็นนวตกรรมซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของบุคคลออทิสติก"
ในการขับเคลื่อน นั่นก็คือ
"ระบบบริหารจัดการที่เฉพาะเจาะจง สำหรับ
บุคคลออทิสติก"
ด้านต่างๆ
"คู่ขนาน"
หรือพร้อมๆ กันไป กับ
"ระบบบริหารจัดการ ของ บุคคลปกติที่มีอยู่แล้ว"
เช่น มีระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อคนปกติ
ก็มีระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อคนออทิสติก
เด็กปกติได้เข้าโรงเรียนในชุมชนใกล้บ้าน เด็กออทิสติก
ก็ได้เข้าโรงเรียน ใน ชุมชนใกล้บ้าน
(แต่มีระบบการจัดการ ทางการศึกษาแบบ
ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก
คู่ขนานไป กับ
ระบบการจัดการทางการศึกษา แบบ ห้องเรียนปกติของเด็กปกติ)
ฯลฯ
เปรียบเหมือน เส้นขนานคู่หนึ่ง - เส้นสองเส้น -
เส้นหนึ่ง เป็นเส้นทางชีวิตของคนปกติ
ตั้งแต่เกิดจนตาย อีกเส้นหนึ่ง เป็นของคนออทิสติก
ก็พิจารณาว่า
ตั้งแต่ เกิดจนตาย มี "อะไร"
สำหรับคนปกติบ้าง ใน แต่ช่วงระยะ ของ ชีวิต
แต่ละวัย ..วัยทารก ...วัยด็ก
..วัยรุ่น..วัยผู้ใหญ่วัยทำงาน
วัยชราและก่อนสิ้นอายุขัย ก็จัดให้มี "อะไร" นั้น
สำหรับคนออทิสติกด้วย แต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด
ของ ทั้งปริมาณและคุณภาพ
ที่จะต้องจัดการ ให้สอดคล้อง กับ
"ความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล"
ของ คนออทิสติก เป็นคนๆ ไป
ดังนั้นหากถามว่า คู่ขนาน
กับอะไร? ก็ตอบว่า คู่ขนานกับคนปกติ!