เอกสาร "online"

การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น (Intensive Behavioral Intervention) และหลักสูตรABAทั่วไปโดยย่อ

ถอดความ โดย ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)

พฤติกรรมวิเคราะห์เชิงประยุกต์(Applied Behavior Analysis (ABA)) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งค้นหากรรมวิธีในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการสังเกตอย่างมีเหตุมีผล สำหรับช่วยเหลือบุคคลในการพัฒนาความสามารถที่มีคุณค่าทางสังคม กรรมวิธีทั้งหลายที่ใช้ในโปรแกรมการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นสำหรับเด็กกลุ่มอาการออทิสซึ่ม มีรากฐานจากงานการค้นคว้าวิจัยอันอุดมสมบูรณ์และทำให้แพร่หลายโดยนักปฏิบัติทั้งหลายของทฤษฎีพฤติกรรมวิเคราะประยุกต์ (ABA) แบบฉบับของกลุ่มกรรมวิธีนี้รวมการใช้ของ “คำสั่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมแยกย่อย” แต่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ วิธีของการออกคำสั่งตัวอย่างรูปธรรมที่แยกย่อยนั่นเท่านั้น

คำศัพท์ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจของการแทรกแซงประกอบด้วย การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น , พฤติกรรมบำบัด, การบำบัดรักษาพฤติกรรม

ปัจจุบัน, การแทรกแซงพฤติกรรมของABA สำหรับเด็กออทิสติกประกอบด้วยโครงสร้างจำนวนหนึ่งที่เป็นระบบอย่างยอดเยี่ยม และการสร้างเสริมได้นำเสนอที่ความเข้มข้นของการใช้เทคนิคการสอนที่ถูกต้องในระดับที่สูง แบบฉบับของการแทรกแซงชนิดนี้ถูกต้องมากที่สุดที่จะหมายถึง การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น

เพราะว่าศาสตราจารย์ โอ ไอว่าร์ โลวาส ได้ตีพิมพ์ ผลงานการศึกษาที่ทรงความหมายยิ่งซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก จนคนส่วนใหญ่นิยามคำศัพท์ว่า “โลวาสบำบัด” สับเปลี่ยนได้กับ “การบำบัดรักษาพฤติกรรมแบบเข้มข้น” แม้ว่า “โลวาสบำบัด”อาจจะพิจารณาได้ว่าเป็นส่วนย่อยของ ABA แต่ความหมายก็ไม่ได้จำกัดว่าจะเหมือนกันทีเดียวนัก นักปฏิบัติผู้ซึ่งสืบทอดผลงานโดยตรงกับโลวาสเท่านั้นที่สามารถใช้คำว่า “โลวาสบำบัด” อย่างเป็นการเฉพาะเจาะจง คำศัพท์ พฤติกรรมบำบัดวิเคราะห์เชิงประยุกต์(ABA) หรือ การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น เป็นศัพท์ทั่วไปที่ใช้โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่ได้เผยแพร่งานวิจัยค้นคว้าซึ่งเติบโตเรื่อย ๆ ของกรรมวิธีในการแทรกแซงพฤติกรรมที่มีประสิทธิผล

การบำบัดด้วยตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมแยกย่อย อาจบางทีเรียกว่า “แบบ ABC” ที่ซึ่งทุกๆ “ตัวอย่าง” หรือ งานหนัก ที่ให้กับเด็กให้ทำให้สำเร็จ ประกอบด้วย:

A=ข้อเรียกร้องหรือคำสั่งให้เด็กแสดงการกระทำ

B=ปฏิกิริยาตอบสนองของเด็ก ซึ่งรวมทุกอย่างทั้ง ที่สำเร็จ,ที่ไม่ให้ความร่วมมือ และที่ไม่ตอบสนองเลย

C=สิ่งที่ตามมาจากการตอบสนองของเด็ก คือการตอบสนองกลับของผู้บำบัด รวมตั้งแต่การตอบสนองด้วยการเสริมแรงเชิงบวกมากๆ,คำชมนิดหน่อย หรือปฏิกิริยาด้านลบ (เช่น “ผิด”)

….และการหยุดเป็นช่วงเพื่อแยก “ตัวอย่าง” หรือ งานที่ให้เด็กทำทั้งหลายออกจากกันเป็นตอนๆ เป็นอย่างๆ

เมื่อพฤติกรรมทั้งหลายที่ตามมาด้วยผลอันเป็นที่ปารถนา ของบุคคลนั้น, พฤติกรรมเหล่านั้นเหมือนจะเกิดซ้ำได้อีกในอนาคต นี้เรียกว่า การสร้างเสริมพฤติกรรม เมื่อผลที่ตามมาเป็นไปในทางลบ พฤติกรรมนั้นเหมือนว่าจะเกิดซ้ำอีกได้น้อย นี้อาจเรียกว่า การลดทอนหรือกระทั่งการสลายพฤติกรรม

ในกระบวนการฝึกสอนการจำแนกแยกแยะซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของโปรแกรม ABA และการฝึกสอนที่เป็นรูปธรรมแยกย่อยที่เฉพาะเจาะจง,เด็กจะเรียนรู้ว่าการตอบสนองแบบไหน ที่เด็กต้องแสดงออกมากับคำสั่งที่เฉพาะเจาะจงและในสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้นนั้นๆ ครูหรือผู้ฝึกสอนเด็กจะต้องจัดผลที่ตามมาให้ชักนำเด็กให้เพิ่มการตอบสนองที่ถูกและลดการตอบสนองที่ผิด ผลที่ตามมาในเชิงลบอาจประกอบด้วยคำง่ายๆ ว่า “ผิด” คำเดียวที่เสนออย่างกลางๆ การใช้ก็ด้วยเหมือนกันที่ “ผลตามมาซึ่งแตกต่าง” เป็นกลเม็ดสองด้านทั้งลบและบวกดำเนินไปอย่าง เป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป ตัวอย่างการตอบสนองที่ถูกต้องสมบูรณ์จะต้องได้รับตัวเสริมแรงเชิงบวกอย่างหนักแน่นมื่อเปรียบเทียบกับคำง่ายๆว่า “ดี” สำหรับคำตอบที่ถูกต้องบางส่วน อีกด้านหนึ่งสำหรับการตอบสนองที่ผิดบางทีต้องตอบรับด้วยคำว่า “ไม่ดี” หรือ “ตั้งใจหน่อย” การนำเสนอที่แตกต่างในการให้บริการของ ABA จะกำหนดกฎที่แตกต่างกันไปภายใต้ผลที่ตามมาว่าควรจะใช้อะไร

กุญแจสำคัญของแนวทางนี้คือการให้บริการนั้นมีความเข้มข้นในระดับสูง ตามแบบฉบับแล้วต้อง ๓๐–๔๐ ชั่วโมงต่ออาทิตย์โอกาสของการเรียนรู้จึงจะมีศักยภาพที่สุด ฐานการกำกับแบบหนึ่งต่อหนึ่งอยู่ที่นักบำบัดที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้วหรือมืออาชีพสำรองเป็นด้านหลัก จุดมุ่งหมายของ ABA คือการทำให้ความล้มเหลวของเด็กน้อยที่สุดและทำให้ความสำเร็จของเขาหรือเธอมากที่สุด นักบำบัดต้องนำเสนอการชี้แนะที่จำเป็นสำหรับเด็กที่ให้เข้าใจได้ว่าอะไรที่พวกเขาถูกคาดหวัง และการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆทั้งหลายการชี้แนะคือการช่วยเหลือที่ถูกนำเสนอโดยครูเพื่อช่วยให้การตอบสนองถูกต้อง การจับมือให้ทำเป็นตัวอย่างหนึ่งของการชี้แนะ

ทักษะเป้าหมายถูกแตกออกเป็นงานย่อยๆเล็กๆที่สามารถทำสำเร็จได้ เมื่อเด็กทำได้ดีในทักษะเป้าหมายทั้งหลายเหล่านี้ สิ่งเสริมแรงจำนวนมากจะต้องถูกนำเสนอ นักบำบัดลงมือในจังหวะก้าวเล็กๆที่ได้รับการวางแผนอย่างระมัดระวังที่ค่อยๆสร้างเพิ่มเติมทักษะทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น หนึ่งในงานแรกที่อาจจะต้องทำก่อนก็คือการทำให้เด็กนั่งลงในเก้าอี้ นักบำบัดอาจจะต้องจับเด็กให้นั่งลงในเก้าที่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง และให้รางวัลที่ถูกเลือกมาอย่างระมัดระวังทันที หรือ “สิ่งสร้างเสริม”

ทักษะทั้งหลายที่เป็นเงื่อนไขที่ต้องมีก่อนสำหรับภาษาจะถูกเน้นอย่างหนัก ทักษะทั้งหลายที่ว่านี้ได้แก่ ทักษะการให้ความตั้งใจ ทักษะการให้ความร่วมมือและทักษะการเลียนแบบ นี้คือตัวอย่างที่ดีของการที่ขั้นตอนต่างๆแต่ละขั้นถูกสร้างขึ้นบนขั้นตอนก่อนหน้าอย่างไร-ถ้าคุณไม่สามารถได้รับความสนใจ และความร่วมมือจากเด็ก มันเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติที่คุณจะสอนภาษา

การออกแบบและการบริหารโปรแกรม ABA อย่างเหมาะสมบรรจุด้วยส่วนมากถ้าไม่ทั้งหมดขององค์ประกอบของวิธีการบำบัดรักษาที่เข้าถึงความสำเร็จในการบำบัดรักษาเด็กออทิสติกมากที่สุด กล่าวคือ การออกแบบเฉพาะตัวแบบช่างตัดเสื้อเพื่อที่จะกำหนดความต้องการที่จำเป็นที่สุดของเด็กแต่ละคน กฎเกณฑ์พื้นฐานของพฤติกรรม อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนต้องต่ำ การบำบัดรักษาแต่แรกๆ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนต้องต่ำ การบำบัดรักษาแต่แรกๆ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว

ใน ABA บำบัดวางจุดหนักไว้ที่การให้ได้มาซึ่งพฤติกรรมใหม่ๆ เพราะเมื่อเด็กๆมีคลังแห่งความรู้ของพฤติกรรมทั้งหลายที่กำลังถูกสร้างขึ้น พฤติกรรมทั้งหลายที่เป็นปัญหาก็เกิดขึ้นในความถี่ที่น้อยลง นักบำบัดจะถูกฝึกฝนให้เพิกเฉยต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือพฤติกรรมที่ก่อกวน แต่ส่งเสริมความร่วมมือและพฤติกรรมที่ดี “ชื่นชมสิ่งที่ดีที่สุด เพิกเฉยต่อที่เหลือ” โดยการใช้สิ่งเสริมแรงทั้งหลาย สิ่งสร้างเสริมจะถูกเลือกจากอะไรก็ตามที่เด็กต้องการมากที่สุด เด็กเล็กๆทั้งหลายเริ่มต้นจะตอบสนองต่อสิ่งสร้างเสริมที่จับต้องได้หรือเป็นรูปธรรม อย่างเช่น ลูกกวาด หรือโอกาสที่จะได้ไปเล่นกับของเล่นที่ชอบ อย่างกับลูกกวาดนั้นคือ “ปัจจัยภายนอก” ในความรู้สึกที่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในสถานการณ์ตามปกติ (ปกติครูไม่อนุญาตให้เด็กไปเล่นหรือมีลูกกวาดได้สำหรับการตอบคำถามได้ถูกต้อง) รางวัลรูปธรรมต้องถอนออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และแทนที่ด้วย “รางวัลทางสังคม” อย่างเช่น การชม การทำให้ชอบใจ การโอบกอด หรือยิ้ม

จุดมุ่งหมายของการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นคือ การสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเรียนได้อย่างไร นั่นคือทักษะทั้งหลายทางวิชาการ หรือทักษะทั้งหลายทางพฤติกรรม วิธีการทั้งหลายทางพฤติกรรมยกระดับการเรียนไม่แต่โดยการสอนเด็กเท่านั้น แต่ยังโดยการแทนที่พฤติกรรมท้าทายที่ยากต่อการรับมือทั้งหลายกับพฤติกรรมที่เหมาะสมมากกว่าอีกด้วย

ความสำเร็จของเด็กถูกตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ด้วยรายละเอียดของการบันทึกข้อมูลสถิติที่จดบันทึกสะสมไว้ ทักษะทั้งหลายที่เชี่ยวชาญแล้ว (ปฏิบัติอย่างสำเร็จสมบูรณ์ที่ความถี่กว่า ๘๐% หรือ ทำได้อย่างดีหรือดีกว่ากับนักบำบัดตั้งแต่สองคนหรือมากกว่า) จะถูกวางวางไว้ในโปรแกรมการรักษาไว้ให้คงอยู่เพื่อว่าเด็กจะไม่ถอยหลังเมื่องานใหม่ถูกแนะนำเข้ามา ตารางการรักษาไว้ให้คงอยู่จะทำให้ “ทักษะที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว” ถูกทบทวนเป็นช่วงๆ เพื่อเก็บรักษาให้พวกมันมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดในขณะที่ความก้าวหน้าของทักษะใหม่ๆ ในวันต่อวันดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

โปรแกรม ABA สามารถทำให้เฉพาะเจาะจงต่อความจำเป็นที่แตกต่างกันไปของเด็ก การบำบัดล้อมรอบช่วงของความแตกต่างของงานสำหรับเด็กแต่ละคน การใช้ช่วงระยะของสถานที่ที่จะกำกับการบำบัดรักษา (นี้อนุญาตสำหรับการทำให้เป็นลักษณะทั่วไป) และเป้าหมายเฉพาะที่จะจัดการกับพฤติกรรมท้าทายที่ไหนที่จำเป็น ทักษะใหม่ๆทั้งหลายที่ทำได้เป็นอย่างดีแล้วจะถูกให้ประยุกต์ใช้จนแน่ใจว่า  ทักษะเหล่านั้นถูกทำให้เป็นลักษณะทั่วไปแล้วกับทุกบุคคลที่แตกต่าง ทุกสถานการณ์แวดล้อม และกับทุกวัตถุปัจจัย การเปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนชี้แนะทั้งหลายจะต้องจัดทำขึ้น ถ้าสถิติที่บันทึกไว้บ่งชี้ว่าการดัดแปลงมีความจำเป็นสำหรับเด็กที่จะได้รับความสำเร็จจนเป็นนายของทักษะทั้งหลาย

ขึ้นอยู่กับความจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายและอายุของเด็ก ABA สามารถแวดล้อมช่วงของการแทนที่ด้วยการเรียนร่วมในชั้นเรียน การศึกษาพิเศษ หรืออยู่ในโปรแกรมการฝึกสอนอยู่กับบ้านเป็นฐานอย่างสมบูรณ์

สำหรับเด็กๆที่เล็กมากๆ การบำบัดรักษามักจะกำกับให้อยู่ในบ้าน การบำบัดรักษามักจะกำกับให้อยู่ในบ้านที่ก็เป็นสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กเล็กๆอยู่แล้ว และจึงค่อยๆเคลื่อนย้ายไปสู่สิ่งแวดล้อมที่เป็นการศึกษามากกว่าและสถานการณ์แวดล้อมของชุมชน ขณะทีทักษะทางสังคมและการติดต่อสื่อสารพัฒนา อีกด้านหนึ่ง บางโปรแกรมชอบที่จะเสนอให้เอาโรงเรียนเป็นฐาน แม้กระทั่งในระหว่างช่วงปีแรกของการบำบัดรักษา เนื่องเพราะรากฐานที่โครงสร้างและเวลาที่แวดล้อมในการดำเนินโปรแกรมที่จะเอาบ้านเป็นฐานอย่างสมบูรณ์มีความยกาลำบากที่จะรวมเอาการดำเนินชีวิตของครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย โปรแกรมเหล่านี้มีความเชื่อว่าการเสนอเอาโรงเรียนเป็นฐานสามารถได้ประสิทธิผลสำหรับนักเรียน แม้กระทั่งระหว่างปีแรกของการบำบัดรักษา ถ้าหลักการของ ABA ได้รับการยึดมั่นอย่างถูกต้อง ไม่ว่าเส้นทางทางไหนจะถูกเลือก ความจำเป็นของการประสบผลสำเร็จอย่างน้อยที่สุดของการบำบัดรักษาจะต้องที่บ้านด้วยอย่างมีนัยสำคัญที่จะต้องได้รับการมีส่วนร่วมและการร่วมรับรู้อย่างมหาศาลของผู้ปกครองซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญต่อผลสำเร็จในระยะยาวของเด็ก ไม่ว่าจะศูนย์หรือบ้านเป็นฐาน โครงสร้างส่วนมากที่สุดก็ยังคงเป็น หนึ่งต่อหนึ่ง และ ความเข้มข้นในระดับสูง

ขณะที่โปรแกรม ABA เป็นโครงสร้างที่มีระเบียบแบบแผนสูงมาก เด็กเล็กๆ ก็ยังคงต้องการ “เวลาที่ผ่อนคลาย” และโอกาสที่จะเป็นเด็ก บางโปรแกรมได้รวมหลักการของABA เข้ากับโครงสร้างของการเล่นและกิจกรรมที่การเรียกร้องน้อยที่สุด เท่ากับว่าองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของการบำบัดรักษาในการเรียนรู้นั้นจึงควรเป็นการทำให้เกิดความสนุกสนานสำหรับเด็ก มันเป็นความสำคัญด้วยเหมือนกันที่จะต้องบ่งชี้ถึงความจำเป็นพื้นฐานของเด็กสำหรับทักษะในการเล่นและพฤติกรรมที่เหมาะสมกับอายุ โดยผ่านทางการเล่นและการเรียนรู้อย่างบังเอิญ ทักษะทั้งหลายสามารถถูกทำให้เป็นแบบทั่วไปอย่างรุดหน้า ในสภาพการณ์ที่เป็นแบบแผนน้อยที่สุดและในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า

วิถีปฏิบัติจริงๆของการบำบัดรักษาแบบABA ผันแปรตามผู้เสนอให้บริการ บ่อยครั้งที่ที่ปรึกษาจากโปรแกรมของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการฝึกฝนเทคนิคต่างๆที่เหมาะสมมาแล้วจะต้องมาสำรวจตรวจตราโปรแกรม ผู้ประสานงานในระดับเดียวกันผู้ซึ่งได้รับการฝึกฝนของพวกเขาจาก “ The Young Autism Project at UCLA” ที่จะต้องได้รับปริญญาโทจะถูกพิจารณาสำหรับการฝึกงานเป็นเวลา ๙ เดือน ประกอบด้วย ๓๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ของการฝึกฝน หลักสูตรของ UCLA บรรจุงานเฉพาะบุคคลไว้กว่า ๕๐๐ รายการที่จะต้องถูกสอน และการบำบัดรักษาในที่สุด โดยเฉลี่ย สำหรับ ๒ ปี

การก้าวหน้าของเด็กๆที่ผ่านโปรแกรมมักจะเริ่มต้นเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ หลังจากเริ่มต้นโปรแกรมไปได้ประมาณ -๑๒ เดือน ขณะที่ยังคงดำเนินโปรแกรมบางส่วนที่บ้านอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีการยืนยันโดยงานวิจัย มันถูกทำให้เชื่อว่าอายุที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นการบำบัดรักษาแบบ ABAอย่างเข้มข้น คือระหว่าง ๒๔–๔๒ เดือน หรือก่อน ๓ ปี เด็กๆ ส่วนมากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง ๒-๖ ปี เมื่อพวกเขาเข้าโปรแกรม

การค้นคว้าวิจัยและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าโปรแกรม ABA ให้ความเข้าใจและการปรับปรุงให้ดีขึ้นซึ่งมีผลระยะยาวในทักษะที่สำคัญหลายพื้นที่ วิธีการของ ABA ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการให้การศึกษาแก่บุคคลออทิสติกที่ทุกระดับอายุ อย่างไรก็ตาม การศึกษาแสดงถึงว่าแต่เนิ่นๆ ดีกว่า โครงสร้างคำสั่งอย่างเข้มข้นที่ใช้วิธีการของ ABA ในเด็กเล็กจำนวนมาก ประสบผลสำเร็จในการเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ

หลักสูตรทั่วไปของ ABA

หลักสูตรเริ่มต้น

ทักษะการให้ความตั้งใจ: นั่งนิ่งอย่างเป็นอิสระ (ลุกขึ้น-นั่งลง) สบตา(มองหน้า)

ทักษะการเลียนแบบ:กล้ามเนื้อมัดใหญ่กล้ามเนื้อมัดเล็ก

ทักษะการรับรู้ทางภาษา:ส่วนต่างๆของร่างกาย ชื่อของสิ่งต่างๆ คำสั่งชั้นเดียว

ทักษะการแสดงออกทางภาษา: เลียนแบบเสียง นิยามสิ่งต่างๆ ตอบรับ/ปฏิเสธ ทักทาย ตอบคำถามง่ายๆ

ทักษะก่อนวัยเรียน:จับคู่ ทำกิจกรรมให้สมบูรณ์

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง: ถอดเสื้อผ้าออกเองได้อย่างอิสระ รับประทานอาหารเองได้อย่างอิสระ การฝึกฝนกิจกรรมขับถ่าย

หลักสูตรระยะกลาง

ทักษะการให้ความตั้งใจ:สบตาได้นานขึ้น ตอบสนองต่อชื่อ

ทักษะการเลียนแบบ:เลียนแบบการเรียงลำดับ การวาดรูปเหมือนง่ายๆ จับคู่กิริยาการกระทำกับเสียง

ทักษะการรับรู้ทางภาษา:คำสั่งสองชั้น รับรู้เหตุผล สมมติว่า รับรู้การจำแนกคุณลักษณะ สรรพนาม บุรพบท อารมณ์ เพศ ตอบคำถาม ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร เรียงลำดับบัตรภาพบัตรคำ

ทักษะการแสดงออกทางภาษา:วลีสองสามพยางค์ บอกความต้องการ บอกชื่อตามหน้าที่ ประโยคง่ายๆ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ถามคำถาม อะไร ที่ไหน ทำไม เมื่อไร อย่างไร

ทักษะก่อนวัยเรียน:จับคู่โดยประเภท ให้สิ่งของตามจำนวนที่เฉพาะเจาะจง รู้ประเภทตัวอักษรทั้งรูปและเสียง มากกว่า/น้อยกว่า งานบนกระดาษง่ายๆ ลอกแบบตัวหนังสือและตัวเลข เขียนชื่อ ตัดด้วยกรรไกร ระบายสีภายในขอบเขต

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง:แต่งตัวเองได้อย่างอิสระ ใส่รองเท้า เข้าห้องน้ำ-ส้วมเอง

หลักสูตรก้าวหน้า

ทักษะการให้ความตั้งใจ:รักษาการสบตาระหว่างการสนทนา และการฟังคำสั่งเป็นกลุ่ม

ทักษะการเลียนแบบ:การเรียงลำดับที่ซับซ้อน การเล่นกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน ตอบสนองต่อคำพูดของกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน

ทักษะการรับรู้ทางภาษา:คำสั่งสามชั้น เหมือน/แตกต่าง บอกอะไรที่ไม่ใช่ของอะไร เอกพจน์/พหูพจน์ เข้าใจการ”ถาม” กับ การ “บอก” หรือการ “เล่า”

ทักษะการแสดงออกทางภาษา:รู้จักใช้ประโยคว่า “ฉันไม่รู้” เล่าเรื่อง บอกเหตุการณ์ในอดีต-ทวนเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว

ทักษะการใช้ภาษานามธรรม: ทำนายผลที่จะออกมาได้ ใช้การมองในแง่มุมอื่นๆ ให้คำอธิบายได้

ทักษะทางวิชาการ: เติมแบบให้สมบูรณ์ การอ่าน ให้ชื่อของเสียงต่างๆ พยัญชนะ การสะกด อธิบายความหมายของคำ บอกคำที่มีความหมายพ้องกันง่ายๆ ลำดับตัวเลข บอกคำที่พ้องเสียงกันได้ เขียนคำง่ายๆจากความจำได้-เขียนตามคำบอก เติมตัวเลขหลักเดียวในช่องว่างได้

ทักษะทางสังคม: ตามคำสั่งทิศทางของกลุ่มเพื่อนได้ ตอบคำถามของกลุ่มเพื่อนได้ ตอบสนองต่อการเล่นเริ่มต้นของกลุ่มเพื่อนได้ เป็นผู้เริ่มต้นการเล่นกับเพื่อนได้ เป็นผู้เสนอหรือยอมรับการช่วยเหลือของกลุ่มเพื่อน

ทักษะความพร้อมในโรงเรียน: รอให้ถึงโอกาสของตนได้ แสดงการตอบสนองใหม่ๆจากการสังเกต ติดตามคำสั่งคำชี้แนะเป็นกลุ่มได้ ร้องเพลงเด็กเล็กง่ายๆได้ ร้องตอบเมื่อถูกขานชื่อ การยกมือ รู้จักเข้าร่วมเวลานั่งฟังนิทานหรือเรื่องเล่า รู้จักแสดงออกและบอกเล่า

ทักษะการช่วยเหลือตนเอง: แปรงฟัน รูดซิป ติดกระดุม ใส่เสื้อคลุมอาบน้ำ-นุ่งผ้าขนหนู

หมายเหตุ:

ถอดความจาก Intensive Behavioral Intervention, http://www.autism-society.org/packages/IBI.pdf / up date 14 Dec. 2005 ลิงค์นี้หาไม่เจอแล้วอาจเป็นไปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ต้นทาง.

และ ในเวบไซท์นี้หน้า บทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส

 

main menu /What's new-update