บทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส
เป็นบทสัมภาษณ์ที่ปรากฏใน
ADVOCATE Nov-Dec 1994 กำกับโดย แคทเทอรีน จอห์นสัน
ถอดความโดย
ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)
ศาสตราจารย์
ไอวาร์ โลวาส
ของ UCLA เป็นชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี
จาการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับเด็กออทิสติกจำนวน ๑๙
คนที่เขาบำบัดรักษาตั้งแต่ต้นปี 1970 ด้วยการบำบัดโดยการใช้เทคนิคนิคกรรมวิธีของทฤษฎีพฤติกรรมบำบัดอย่างเข้มข้นเป็นเวลากว่า
4000 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาการบำบัดที่มากกว่าการบำบัดที่ใครๆจะเคยทำกับเด็กเล็กๆขนาดนั้นมาก่อน
ไม่เป็นที่แปลกใจเลย ที่การค้นพบของเขาที่ว่าเด็กจำนวน ๙ คนจากจำนวนนี้
ซึ่งขณะนี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้ศักยภาพเท่าคนปกติ ๙ จาก ๑๙
หรือในอีกนัยหนึ่งคือจำนวน ๔๗% สามารถจะพูดได้ว่าดีขึ้นจากกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
จะเป็นหัวข้อให้ก่อเกิดการโต้แย้งอย่างกว้างขวาง
ผู้มีอิทธิพลทางความคิดในสนามนี้บางส่วนเชื่อมั่น บางส่วนไม่
ในขณะที่การศึกษาวิจัยใดๆ
ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้อย่างเด่นชัดจนกว่าจะมีใครเอาการศึกษาของเขาไปทำซ้ำแล้วให้ผลเช่นเเดียวกัน
การศึกษาซ้ำที่ว่ากำลังกระทำขึ้นในสี่ด้านอย่างต่อเนื่อง
มันสำคัญที่จะต้องชี้ชัดออกมาว่าศาสตราจารย์โลวาส ไม่ได้กล่าวอ้างว่า
ค้นพบวิธีรักษากลุ่มอาการออทิสซึ่มให้หาย อย่างที่เขาพูด ผมไม่ได้กล่าวอ้างถึงการหาย
เพราะว่าเรายังไม่ได้เข้าถึงตัวแปรทางอินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
แต่ระบบประสาททั้งระบบมีการปรับตัวเองได้อย่างมาก
และด้วยการบำบัดอย่างเข้มข้นเป็นไปได้
ที่เด็กสามารถทำงานได้ท่ามกลางองค์อินทรีย์ที่เบี่ยงเบนของเขา
ศาสตราจารย์โลวาสเปลี่ยนความสนใจของเขามาสู่
อีกครึ่ง ที่เหลือ
เขากำลังเพ่งความสนใจไปที่เด็กๆ
ผู้ซึ่งตอบสนองได้ไม่ดีต่อกรรมวิธีการบำบัดของเขาที่มีฐานรากอยู่บนภาษาพูด
เหล่านี้คือเด็กๆที่เขาเรียกว่า ผู้เรียนรู้ได้ดีจากการมองเห็น (Visual
learners)
ผู้ซึ่งภาษาพูดยังคงอัตคัดหรือไม่มีเลยแม้จะผ่านการฝึกการสอนกันแล้วหลายปี ในความรู้สึกหนึ่ง
เขาพูด เด็กๆ กลุ่มที่ดีขึ้นได้แล้ว ไม่อยู่ในความสนใจอีกต่อไป ในอีก ๕
ปีข้างหน้าอีกหลายสิ่งหลายอย่างจำนวนมากจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น
เรากำลังจะเริ่มเข้าใจถึงวิธีการที่จะฝึกสอนเขาอย่างไร ด้วยเหมือนกัน
ผู้สัมภาษณ์:
ทำไมเราไม่เริ่มที่การเริ่มต้น
ศาสตราจารย์โลวาส:
ครั้งแรกที่ผมสนใจในวิชาจิตวิทยาก็ระหว่างที่เยอรมันบุกนอรเวย์-ประเทศที่ผมเติบโต-ระหว่างสงครามโลกครั้งที่
๒ ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก,และสงสัยว่าการกระทำที่ทำลายล้างแบบนั้นมีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม
ผมหวังจะให้เป็นอย่างหลัง เพราะนั่นง่ายกว่าที่จะเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นคุณจึงสามารถพูดได้ว่าสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กของผม
กำหนดความสนใจในท้ายที่สุดของผมเกี่ยวกับพฤติกรรมบำบัดในเด็กที่ปรากฎกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ผู้สัมภาษณ์์:
กระโดดมาข้างหน้า ๒๐ ปี
คุณมาถึงแนวคิดของการบำบัดรักษาด้วยกรรมวิธีของพฤติกรรมบำบัดแบบเข้มข้นกับเด็กที่มีกลุ่มอาการออทิสซึ่มได้อย่างไร?
ศาสตราจารย์โลวาส:
เราเริ่มต้นการศึกษาวิจัยการบำบัดในปี 1963 เรารับเด็ก ๒๐ คน
ไว้ที่สถาบันจิตเวชและประสาทวิทยาของ UCLA
และเราบำบัดพวกเขาอย่างเข้มข้นราวปีหนึ่ง พวกเขาอายุระหว่าง ๕ ถึง ๑๒
พวกเขายังเป็นเด็ก แต่ไม่เล็ก
หลายคนในพวกเขาได้เข้าอยู่ในสถาบันมาเรียบร้อยแล้วหลายปี อะไรที่เราพบก็คือ
ด้วยพฤติกรรมบำบัดอย่างเข้มข้น
พวกเขาสามารถเรียนรู้มโนคติบางอย่างได้อย่างก้าวหน้า อย่างเช่น ภาษานามธรรม
มโนคติเกี่ยวกับเวลา คำบุพบท คำนาม สิ่งทั้งหลายที่ใครๆ
ไม่คิดว่าเด็กออทิสติกจะเรียนรู้ได้
แต่พวกเขารู้สึกแปลกแยกออกไปเมื่อพวกเขาถูกจำหน่ายออกจากการบำบัดรักษา
โดยเฉพาะเด็กๆที่กลับไปสู่โรงพยาบาลของรัฐที่ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่
พวกเขาสูญเสียทุกๆอย่างที่พวกเขาเคยได้เรียนรู้ มันเป็นเรื่องเศร้า
ผู้สัมภาษณ์์:
และเด็กๆ ที่กลับสู่ผู้ปกครองของพวกเขา?
ศาสตราจารย์โลวาส:
สำหรับส่วนมากที่สุดพวกเขารักษาสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ไว้ได้
สิ่งแวดล้อมมีบทบาทอย่างมหาศาลที่จะรักษาหรือทำให้ถดถอยไปซึ่งทักษะใหม่ๆ
อย่างไรก็ดี นี่คือความจริงสำหรับพวกเราทั้งหมด
ผู้สัมภาษณ์:
คนจะสูญเสียทักษะใหม่ๆ ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ช่วยเอื้ออำนวยให้คงไว้ได้?
ศาสตราจารย์โลวาส:
ครับ พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวได้สูงสุด มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นใดจะทำได้
และสักครั้งหนึ่งหลังจากที่เราได้มาซึ่งทักษะใหม่ๆเราสามารถสูญเสียมันไปเว้นเสียแต่ว่ามันจะถูกทำให้คงอยู่โดยสภาพแวดล้อม
นาซีเยอรมันแสดงให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญถึงขั้นวิกฤติของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์
นี่คือวัฒนธรรมเยอรมัน
วัฒนธรรมหนึ่งที่สำนึกและให้คุณค่าต่อศิลปะและวิทยาศาสตร์มากกว่าชนชาติยุโรปอื่นใด
และก็ใช่
ที่มันก็ได้ก่อกรรมทำเข็ญในการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์
คนธรรมดาสามัญคนหนึ่งมีเมตตากรุณาในสิ่งแวดล้อมหนึ่ง
สามารถทำลายล้างได้อย่างมหันต์ในอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่ง
ผู้สัมภาษณ์:
อะไรที่คุณพูดเตือนให้ดิฉันระลึกถึงคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ดิฉันรู้จัก
ที่รู้สึกรู้สึกปกติดีทีเดียวภายในที่ทำงานของผู้บำบัด แต่เขาไม่สามรถ นำมันกลับไปบ้าน
ผู้ภรรยาบอกดิฉันว่าแค่เดินผ่านประตูเข้าไปในบ้านเธอก็รู้สึกเหมือนจะต้องเริ่มต้นการโต้แย้ง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นจะกระตุ้นเตือนเธอหรือไม่
สิ่งแวดล้อมก็ทำให้เธอระเบิดออกมา
โปรแกรมการบำบัดรักษาผู้เสพยาเสพติดก็ใช้หลักการนี้ด้วยเหมือนกันในการเตือนสติคนไข้ไม่ให้หวนกลับไปสู่สิ่งแวดล้อมเก่าๆที่ทำให้เขาเสพย์ยา
ศาสตราจารย์โลวาส:
นั่นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ที่กลับไปสู่โรงพยาบาลของรัฐ
การกลับไปสู่สิ่งแวดล้อมออทิสติกเก่าๆ
ของพวกเขาทำให้พวกเขาหวนคืนสู่พฤติกรรมออทิสติกเดิมๆของพวกเขา เดี๋ยว,แน่นอนที่สุด
ข้อสรุปเช่นนี้สามารถนำไปสู่การตีความหมายที่ผิดว่าออทิสติกมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม
ซึ่งมันไม่ใช่ สิ่งแวดล้อมที่ เลว
ไม่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งเกิดมีกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
อะไรที่สิ่งแวดล้อมสามารถทำได้คือถ้าไม่สนับสนุนก็ขัดขวางพฤติกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
อื่นๆที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็คือ
เพราะว่าระบบประสาทสัมผัสของพวกเขาแตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไปอย่างไม่น่าเชื่อ
เด็กออทิสติกเรียนรู้ได้ไม่ดีจากสิ่งแวดล้อมปกติ
สิ่งแวดล้อมปกติของครอบครัวที่ได้ยกระดับเด็กๆมีวิวัฒนาการมามากกว่าพันปี
เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของเด็กเหล่านี้
แต่สิ่งแวดล้อมปกติไม่สามารถเชื่อมต่อกับเด็กออทิสติกได้ มันแค่ผ่านเด็กไปเฉยๆ
มันเป็นกลาง
หมายถึงว่ามันไม่มีปฎิกิริยาใดๆระหว่างสิ่งแวดล้อมปกติกับเด็กออทิสติก
ดังนั้นคุณก็จะมีเด็กคนหนึ่งที่มีประสบการณ์น้อยนิดหรือไม่มีเลย
แม้กระทั่งเขาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมของครอบครัวที่ร่ำรวย
มันก็ไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่ร่ำรวยสำหรับเด็กคนนั้น
หลังจากที่เราเห็นว่าเด็กๆในโครงการแรกของเราสูญเสียในสิ่งที่พวกเขาได้เคยเรียนรู้
เป้าหมายของเราจึงกลายเป็นการสรรสร้างสิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อมปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่นั่นต้องทำงานได้ผลกับเด็กกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ขั้นแรกเรานำพวกเขาออกจากสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลและคลีนิก และสอนพวกเขาที่บ้าน
ดั้งเดิมที่เราบำบัดเด็กๆที่โรงพยาบาลเพราะว่าความเชื่อที่ครอบงำทั่วไปที่ว่าในการศึกษาทดลองใดๆ
สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมได้ดีที่สุด-
และโรงพยาบาลเป็นสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่ควบคุมได้
แต่การสอนพวกเขาที่โรงพยาบาลหมายความว่าพวกเขาไม่ได้ถ่ายโอนการเรียนรู้ของพวกเขาไปสู่สิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ขั้นที่สอง เราอบรมผู้ปกครองให้รู้จักทำงานกับเด็กๆของพวกเขา อีกด้วย
ก่อนหน้านี้ทางความคิดเป็นว่ามืออาชีพทำงานกับเด็กแล้วพ่อแม่เป็นคนให้ข้าวให้น้ำ
ให้เสื้อผ้าและรักเขา แต่ก็นั่นแหละ เมื่อพ่อแม่ไม่ได้ถูกอบรมให้รู้จักเทคนิค
เด็กก็ถดถอย
สิ่งแวดล้อมของครอบครัวไม่ได้สนับสนุนสิ่งที่เด็กได้รับและทำได้เมื่ออยู่กับมืออาชีพ
ผู้สัมภาษณ์:
เร็วๆนี้เรามีประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นจริงๆ ถึงอะไรที่คุณกำลังพูดถึง
เราเก็บรายงานจากครูของจิมมี่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประเภทของสิ่งต่างๆที่จิมมี่กำลังพูดที่โรงเรียน
และความก้าวหน้ามากเท่าไรที่เขากำลังทำได้ในด้านภาษาของเขา และก็ใช่เลย
ที่บ้านเราไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ เห็นได้อย่างชัดเจนเลยในความหมายของคุณ
เขาไม่ได้ขยายผลสิ่งที่เขาทำได้ที่โรงเรียนมาที่บ้าน
ในที่สุดเราก็ต้องเท้าติดดิน
เราเริ่มเรียกร้องให้จิมมี่ใช้ภาษาและคำที่เขาเรียนรู้ใหม่ๆที่บ้านด้วย
และเขาก็ทำ
ศาสตราจารย์โลวาส:
นวัตกรรมขั้นที่สามของเราคือพยายามทำให้สิ่งแวดล้อมของเด็กออทิสติกของเราเข้มข้นเท่ากับเด็กอื่นๆ
เด็กตามแบบฉบับทั่วไปใช้เวลาเรียนกว่า ๑๖ ชั่วโมงต่อวัน ทุกวัน
รวมทั้งวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดทั่วไป
สิ่งแวดล้อมของเขาถูกปรับปรุงปรับสร้างอยู่ตลอดเวลาเขาจึงต้องเรียนรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้นเราจึงสรรสร้างโปรแกรมที่ทำให้แน่ใจได้ว่าเด็กออทิสติกจะได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอด้วยเหมือนกัน
เราให้เด็กแต่ละคนในโครงการศึกษาของเราได้รับการบำบัด ๔๐
ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า
แปดชั่วโมงต่อวันก็ไม่ดีเท่าสิบหกชั่วโมงต่อวัน
แต่มันก็ยังดีกว่าอะไรที่เด็กออทิสติกตามปกติจะได้รับ
และพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกเขาจะขยายการบำบัดในเวลาที่เหลือจาก ๔๐ ชั่วโมงที่ว่า
ดังนั้นเด็กแต่ละคนในกลุ่มทดลองจะได้รับการบำบัดเป็นเวลาโดยเฉลี่ยกว่า ๔,๐๐๐
ชั่วโมงเป็นเวลาสองปีหรือมากกว่า และเด็กเหล่านี้
ได้รับอะไรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เป็นฉากๆ อย่างน่าทึ่ง ๔๗%
สามารถเข้าเรียนได้ในชั้นเรียนปกติและผ่านเกรดหนึ่งไปได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง
เด็กกลุ่มที่ว่านี้ยังคงรักษาสิ่งที่พวกเขาได้รับไว้ได้ตลอดระยะเวลาในวัยเด็กของพวกเขา
ผู้สัมภาษณ์:
ปกติอย่างไรที่ว่าปกติ?
คงไม่ใช่ใช่ไหมว่าเด็กเหล่านี้ดูเป็นปกติแต่เพียงบนกระดาษและดินสอบนแผ่นทดสอบ
แต่การออกไปในโลกที่เป็นจริง?
ศาสตราจารย์โลวาส:
โชคไม่ค่อยดีเท่าไรนัก จนกระทั่งเร็วๆนี้ ก็ยังไม่การทดสอบที่ดีพอใดๆ
สำหรับการตรวจสอบสิ่งที่เหลือตกค้างของกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ดังนั้นสำหรับการติดตามผลขั้นที่สอง เมื่อเด็กๆ
กลุ่มนี้มีอายุอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยราว ๑๓ ปี
เราได้ออกแบบบทสัมภาษณ์ที่ครอบคลุมสิ่งทั้งหลายอย่างเช่น อารมณ์ขัน
ความเห็นอกเห็นใจ ความสามรถในการวางแผนชีวิตประจำวัน
ว่าพวกเขาจะสามารถรักษาหัวข้อในการสนทนาหรือเปลี่ยนไปเรื่อย
ว่าพวกเขามีเพื่อนหรือไม่ และพวกเขาพูดถึงเพื่อนอย่างไร
สิ่งเล็กๆน้อยๆอะไรทั้งหลาย
เราทำเช่นนี้เพราะว่าส่วนมากที่สุดของบุคคลออทิสติกในวัยผู้ใหญ่ที่ว่า
ทำได้ดีสูงสุดแล้ว (High- functioning) ก็ยังคงไว้ซึ่ง ความแตกต่าง
พวกเขามีแนวโน้มที่จะแสดงการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ไม่เป็นปกติ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเสียงถ้อยคำหรือหัวข้อหรือกระทั่งการผูกโยงประโยคในการสนทนา
ใครก็ตามที่ปะทะสังสรรค์กับพวกเขาสามารถเห็นลักษณะที่ว่านี้
นักจิตวิทยาที่กำกับการสัมภาษณ์เด็กกลุ่มนี้เป็นคนใหม่ที่จัดหามาโดยนายแพทย์คนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคลีนิกของเรา
พวกเขาไม่รู้ว่าเด็กๆอายุน้อยๆที่พวกเขาจะทดสอบนี้ครั้งหนึ่งเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสซึ่ม
และไม่รู้กระทั่งว่าเราได้รวมเอาวัยรุ่นที่ไม่เคยมีประวัติทางจิตเวชใดๆ
ว่าจะมีพฤติกรรมก่อกวนเข้าไว้ด้วยในกลุ่ม
ไม่มีนักจิตวิทยาแม้แต่เพียงคนเดียวที่จะสังเกตเห็นถึงความแตกต่างระหว่างเด็กออทิสติกกับเด็กคนอื่นๆ
ผู้สัมภาษณ์:
บางทีจุดนี้นี่เองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามว่าเด็กในกลุ่มทดลองของคุณมีพวก
High-functioning มากกว่าอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มแรก
อย่างที่บทวิจารณ์บางส่วนกล่าวหา
ศาสตราจารย์โลวาส: ดี,นั่นเป็นคำถามที่น่าสนใจ
และเราได้ใช้กลุ่มควบคุมออกแบบมาสำหรับตรวจสอบความเป็นไปได้นี้
เริ่มแรกเลยทีเดียวเราต้องการจับคู่เด็กแต่ละคนที่เข้ากลุ่มทดลองในเงื่อนไขเริ่มต้นแรกรับเข้าเดียวกันกับเด็กที่เข้ากลุ่มควบคุมในพื้นฐานที่เหมือนกันทั้งระดับไอคิวและระดับอายุที่สอดคล้องกัน
แล้ววิธีการก็คือจะต้องทอยเหรียญเสี่ยงดวงตัดสินกันว่าเด็กคนไหนจะเข้าสู่การบำบัดรักษาแบบเข้มข้นและเด็กคนไหนจะเข้าสู่กลุ่มทดลอง
ถ้ากลุ่มที่ว่ามีความแตกต่างกันหลังการบำบัดรักษา
นี้จึงสามมารถอ้างเหตุผลถึงการบำบัดรักษาที่จัดให้กับกลุ่มทดลองซึ่งได้รับบำบัดรักษาแบบเข้มข้นได้
มันไม่ทำงานออกมาได้อย่างนั้นเพราะผู้ปกครองพูดว่าพวกเขาจะต่อต้าน
ไม่มีผู้ปกครองคนใดจะอาสาสมัครให้เด็กของตนเข้าสู่กลุ่มควบคุมที่ส่วนมากที่สุดพวกเขาจะไม่ได้รับการบำบัดรักษาเลย
ดังนั้นเราจึงทำ แบบนี้
ให้กลุ่มทดลองได้รับการบำบัดแบบพฤติกรรมบำบัดบ้างบางส่วน แต่มันจะต้องไม่เกิน
๑๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เราต้องรอคอยรายชื่อเด็กที่จะเข้าสู่กลุ่มควบคุม
ซึ่งผันแปรตามหลักการที่ว่ามาก่อนก็ได้รับบริการก่อน
เราจัดตั้งกลุ่มทั้งสองอย่างบริสุทธิ์ตามอะไรที่ว่ามีทีมงานพร้อมอยู่ก่อนที่ผู้ปกครองพาเด็กเข้ามาหรือไม่
ถ้าพร้อมเด็กก็เข้าสู่กลุ่มทดลอง
ถ้าเราไม่สามารถจัดหาทีมงานให้ได้ในจังหวะที่ผู้ปกครองนำเด็กเข้ามาเด็กก็เข้าสู่กลุ่มควบคุม
ผู้สัมภาษณ์:
ดิฉันได้อ่านข้อคิดเห็นที่มีต่องานของคุณโดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนพูดว่างานนี้ของคุณไม่ได้ใช้หลักการสุ่มตัวอย่างแบบที่เรายอมรับกันได้อย่างที่กำหนดไว้เป็นตัวหนังสือ
มันใกล้เคียงที่สุด กรรมวิธีในการคัดเลือกของคุณเป็น การสุ่มตัวอย่าง
ตามหลักการจริงๆ
ศาสตราจารย์โลวาส:
เราชื่อว่าเด็กที่มาเข้ารับการบำบัดมีความเท่ากันกับเด็กที่ไม่ได้รับการบำบัดตั้งแต่เริ่มต้น
เรามี ๒๐ ตัวแปรก่อนการบำบัด เศรษฐานะของครอบครัว จำนวนพี่น้อง
อายุเมื่อได้รับการวินิจฉัย การใช้คำอย่างเข้าใจ การเล่นของเล่น และอื่นๆ
การวัดเหล่านี้แสดงถึงความเท่ากันในด้านต่างๆของกลุ่ม ณ ที่เริ่มต้น
เราใส่กลุ่มควบคุมกลุ่มที่สองเข้ามาด้วยจากหน่วยบริการอื่นโดยการจับคู่เด็กเหล่านั้นกับเด็กในกลุ่มทดลอง
ให้เท่าหรือสอดคล้องต้องกันที่เริ่มแรกรับเข้าในเรื่องของไอคิวและอายุ
ทุกกลุ่มมีระดับไอคิวเหมือนกันที่แรกเริ่มรับเข้า มี เด็กที่เป็น
High-functioning ในกลุ่มควบคุมมากเท่าๆกับที่มีอยู่ในกลุ่มทดลอง
และในกลุ่มควบคุมมีเด็กเพียงหนึ่งคนเท่านั้นจากจำนวน ๔๐
คนที่ได้รับศักยภาพเท่าเด็กปกติเมื่ออายุ ๖ ปี
ผู้สัมภาษณ์:
อะไรคือไอคิวเฉลี่ย?
ศาสตราจารย์โลวาส: ๖๐
แต่คำถามนี้เกี่ยวกับเด็กที่เป็น High-functioning เป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก
เพราะเวลาที่คนพูดว่า ผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็น High-functioning
การตัดสินเช่นนั้นเป็นการมองย้อนไปในอดีต ผู้ใหญ่ที่เป็น High-functioning
วันนี้ไม่ได้ดูเป็น High-functioning แม้แต่น้อยเมื่อตอนที่เขาอายุสองขวบ
คุณไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนไหนจะประสบผลสำเร็จ ผมทำเรื่องนี้มากว่าสามสิบปี
และผมยังคงไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนไหนจะทำได้ดีเด็กคนไหนจะไม่
ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าบ่อยครั้งแค่ไหนที่มืออาชีพมาหาผมแล้วพูดว่า เด็กคนนี้กำลังทำได้ดีมาก
ทั้งหมดที่เขาต้องการที่สุดก็แค่ความช่วยเหลือบางส่วนกับการให้ความร่วมมือ
และแล้วเด็กคนนั้นก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ก้าวหน้าอะไร ไม่มีใครสามารถบอกได้
ผู้สัมภาษณ์:
ดังนั้นคุณจึงกำลังพูดว่าคุณไม่สามารถเลือกเด็กที่เป็น High-functioning
ไม่ว่าคุณจะต้องการทำเช่นนั้น?
ศาสตราจารย์โลวาส:
นั่นถูกต้อง อีกภาพลักษณ์หนึ่งของ แนวคิดเกี่ยวกับ High-functioning
คือผู้คนมักคิดว่าเด็กที่เป็น High-functioning เมื่ออายุ ๒-๓
ขวบจะก้าวหน้าเป็นอย่างมากได้เองโดยตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สิ่งนี้
ด้วยเหมือนกันที่ไม่มีการสนับสนุนด้วยสถิติข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งแสดงให้เห็นเช่นนั้น
สมมุติว่าอะไรก็ตาม
ที่ยังให้เด็กๆที่มีระดับสติปัญญาสูงสุดในสถานแรกมีแนวโน้มจะถดถอยเล็กน้อย
การถดถอยของพวกเขาไม่มีนัยสำคัญและมันมักจะเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างว่าเด็กไอคิวสูงสุดนั้นถูกทดสอบด้วย
แบบทดสอบที่ใช้ภาษาพูดในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก
แต่นั่นก็ยังคงเป็นอะไรที่คุณยังจะไม่เห็นว่าจากการศึกษาเหล่านี้เด็กๆที่ระดับสติปัญญาสูงไม่ได้รับอะไรได้มากขึ้นอย่างที่พวกเขาถูกคาดหวัง
พิจารณาประเด็นนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง ประมาณร้อยละ ๓๐
ของการสุ่มตัวอย่างเด็กที่ถูกเรียกว่า High-functioning
และใช่ไม่ใช่ที่เพียงประมาณร้อยละ ๒
ของเด็กออทิสติกทั้งหมดเท่านั้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระได้
อะไรเกิดขึ้นกับ High-functioning ที่เหลือเหล่านั้นทั้งหมด?
เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าพวกเขาไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่ผู้คนคาดหวัง
ผู้สัมภาษณ์:
คุณพบปัจจัยที่จะทำนายถึงผลสำเร็จได้หรือไม่ได้บ้างหรือไม่?
ศาสตราจารย์โลวาส:
ระดับสติปัญญามีความสัมพันธ์กับผลลัพท์ในขอบเขตหนึ่ง
เราพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างระดับสติปัญญาและความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ .๕๘
ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถทำนายผลสำเร็จในปัจเจกชนเป็นรายกรณี และศาสตราจารย์
ไตรแสตม สมิท กับผมได้ทำการศึกษาขั้นที่สองเสร็จสมบูรณ์แล้วพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันระหว่างระดับสติปัญญาและความสำเร็จในการบำบัดรักษา
ในการศึกษานี้เราเป็นไปได้ที่จะจับคู่ในกระบวนการสุ่มตัวอย่างที่ได้รับมอบหมาย
การศึกษายังไม่ทันจะเสร็จสิ้นดี
แต่สถิติเบื้องต้นแสดงถึงผลลัพท์เปรียบเทียบกับการศึกษาของปี 1987
ตัวทำนายผลความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดจริงๆ
เราพบว่าคือความสามารถของเด็กในการเลียนแบบเสียงพูดในสิ้นเดือนที่สามของการบำบัดรักษา
ร้อยละ ๙๐
ของเด็กๆที่เลียนแบบเสียงพูดได้ในสิ้นเดือนที่สามของการบำบัดรักษาแบบเข้มข้นจะไปได้ถึงขั้นมีศักยภาพเท่าปกติ
เราได้พัฒนาแบบทดสอบที่เรียกว่า มาตรวัดการเรียนเร็ว (Early Learning
Measure-ELM) ซึ่งเป็นเครื่องมือทำนายผลล่วงหน้าได้ดี
ที่สำคัญมันวัดได้ว่าเด็กๆจะเรียนรู้ได้เร็วอย่างไร
เด็กที่เริ่มต้นไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด ก็ยังคงเร็วที่สุด
ผู้ที่เรียนเร็วที่ว่านี้ จะทำได้ดีที่สุด
และไม่ใช่จะเป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาสูงสุดที่เข้ามา ร้อยละ ๙๐
ของเด็กที่ทำคะแนนดีใน ELM จะได้ศักยภาพเท่าปกติ
ผู้สัมภาษณ์:
คุณหมายถึงอะไร การเลียนแบบเสียงพูด?
ศาสตราจารย์โลวาส:
เด็กๆจะเลียนแบบคำพูดหรือวลีของผู้ใหญ่ ด้วยวิธีการออกเสียงที่ถูกต้อง
เหล่านี้คือคำอย่างเช่นว่า เบบี้ มามี๊ แด๊ดดี้ ฯลฯ การออกเสียงกระทัดรัดชัดเจน
เหมือนอย่างเช่นเด็กทั่วไปที่จะต้องก้าวผ่านขั้นตอนของการเลียนแบบเสียงพูด
เด็กออทิสติกก็ทำเช่นเดียวกัน
นี้คือในสามสิบห้าเดือนของการบำบัดรักษาตั้งแต่เริ่มต้นโดยเฉลี่ย
เด็กๆที่จะไปถึงขั้นได้รับศักยภาพเท่าเด็กปกติจะเกิดการเลียนแบบเสียงพูดได้ภายในสามเดือนของการบำบัดรักษา
พวกเขาจะชอบเลียนแบบคำพูดของผู้ใหญ่
การเลียนแบบเสียงพูดเป็นอะไรที่มากกว่าการพูดเป็นชุดๆแบบนกแก้วนกขุนทอง
ในทำนองเดียวกัน มันเป็นส่วนหนึ่งของการประมวลผลของการคิด ยกตัวอย่าง
ถ้าผมพูดกับคุณว่า ๒+๒ เท่ากับเท่าไร? คุณจะพูดว่า ๔ แต่ถ้าผมพูดกับคุณว่า
๒+๒ ลบ ๓+๖ เท่ากับเท่าไร? คุณจะพูดตามในลำคอ คุณจะไม่พูดมันออกมาดังๆ
เพราะคุณแม่ของคุณจะสอนให้คุณไม่ให้สะท้อนเสียงพูดของคนอื่นออกมาดังๆ
แต่ในใจของคุณคุณจะต้องกำลังทวนคำถามเพื่อที่จะไม่ลืมมัน
เพื่อจะประมวลผลมันได้ดีกว่า
ผู้สัมภาษณ์:
ตัวอย่างของคุณสามารถเป็นแบบตัวอย่างที่ดีสำหรับการสอนคนเกี่ยวกับกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ดิฉันจำเป็นต้องพูดว่า เมื่อคุณแค่ถามดิฉันว่า ๒+๒-๓+๖ เท่ากับเท่าไร?
ดิฉันต้องทวนคำถามในใจทันที คำต่อคำ
ขณะที่เราไม่มีเนื้อที่ให้ลงรายละเอียดจำนวนมากนี้
ดิฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพยายามบอกกับผู้ปกครองถึงบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับอะไรจริงๆที่ครูและผู้ช่วยกำลังสอนเด็กเหล่านั้นในกว่า
๔,๐๐๐ ชั่วโมงนั่น พฤติกรรมบำบัดคืออะไร?
ศาสตราจารย์โลวาส:
สิ่งหนึ่งที่มันไม่ใช่ก็คือ
แค่วิธีการหนึ่งเท่านั้นสำหรับการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่ดี อย่างเช่น
การโมโหอาละวาดหรืออะไรทำนองนี้
นั่นเป็นสิ่งน่าสนใจน้อยที่สุดที่คุณสามารถทำกับเทคนิคกรรมวิธีของการดัดแปลงพฤติกรรม
ด้วยเหมือนกันที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับการดัดแปลงพฤติกรรมอย่างกับ ผู้กล้าหาญแห่งโลกใหม่
เท่ากับว่าเป็นเทคนิคที่จะทำให้ทุกๆคนเหมาะพอดีในแบบพิมพ์หนึ่ง
แต่นั่นเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับที่เราต้องการทำ เราช่วยสร้างพฤติกรรมที่หลากหลายในเด็กกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ซึ่งเพิ่มเติมความสามารถของพวกเขาที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
เมื่อคุณศึกษาอย่างนักพฤติกรรมคุณทำให้คนเตรียมพร้อมกับตัวแปรต่างๆที่ควบคุมพฤติกรรมเหมือนกับหลีกหนีพวกเขา
นั่นเป็นท่วงทำนอง ที่ทำให้คุณเหมือนทรราชไปไม่มากก็น้อย
ถอยลงมาให้เฉพาะเจาะจง พฤติกรรม
หนึ่ง หมายถึงอะไรก็ตามที่คุณสามารถสังเกตได้
การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นพฤติกรรม อารมณ์หนึ่งเป็นพฤติกรรมหนึ่ง
อะไรก็ตามที่สามารถวัดได้คือพฤติกรรม ดังนั้นในการศึกษาของเรา
เราจึงใช้หลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของการเรียนรู้
มาประยุกต์ใช้กับเด็กออทิสติก เพื่อสอนเด็กกลุ่มนี้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่เขาไม่สามารถเข้าใจ
เราสอนเด็กๆ เกี่ยวกับการให้ความตั้งใจ การเลียนแบบเสียง
การเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดกับเขา การใช้คำนาม คำกิริยา คำสรรพนาม คำบุพบท
และภาษานามธรรมต่างๆ เราสอนพวกเขาถึงวิธีการเล่นกับของเล่น
วิธีการแสดงออกและรับรู้ซึ่งอารมณ์ต่างๆ การสื่อสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น
เราสอนพวกเขาทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง
เราจำเป็นต้องสอนทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง เพราะว่าเราพบว่าเด็กออทิสติกต้องการการสอนในทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง
เราไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้เมื่อตอนที่เราเริ่มต้น
เป็นเวลายาวนานทีเดียวที่เราก็คิดแบบที่ว่าถ้าเราสอนทักษะหนึ่งที่สำคัญทักษะอื่นก็จะตามมาโดยธรรมชาติ
แบบว่า ในทันที
ที่คุณสอนให้เด็กเชื่อมสัมพันธแบบมีอารมณ์หรือความรู้สึกกับพ่อแม่ของเขาได้
ความก้าวหน้าอื่นๆทุกชนิดทั้งหมดจะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ
ชั่วระยะหนึ่งเราด้วยเหมือนกันที่คิดว่าถ้าแค่ทำให้เด็กสามารถพูดได้เท่านั้น
สิ่งดีๆ ทุกชนิดทั้งหมดจะตามมาเอง
แต่ไม่มีอะไรเลยที่ว่ามานี้จะถูกพิสูจน์ได้ว่าถูก เราไม่สามารถจะเคยค้นพบ เครื่องงัด
ในเด็กกลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ไม่ปรากฏว่ามีความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นศูนย์กลาง
เด็กกลุ่มนี้มี
ความบกพร่องในหลายๆ ด้าน
และแต่ละด้านจะต้องได้รับการบ่งชี้ออกมาอย่างเฉพาะเจาะจง
ผู้สัมภาษณ์:
ในการอ่าน The Me Book
ดิฉันถูกทำให้สนใจที่เห็นว่าคุณใช้เงื่อนไขของสิ่งเร้าสอนเด็กออทิสติกได้อย่างเป็นไปเอง
ศาสตราจารย์โลวาส:
อย่างเป็นไปเอง และด้วยความปารถนาที่จะเรียน
เป้าหมายของเราคือสร้างสรรความสนุกสนานของการเรียนรู้ในเด็กๆ
เพื่อทำให้มันสนุกสำหรับพวกเขามากกว่าการไปหมุนวน หรือการขยับมือท่าแปลกๆ
หรือการเดินสำรวจไปทั่วห้อง
ผู้สัมภาษณ์:
การเฝ้าดูทีมงานของคุณในช่วงสั้นๆกับจิมมี่ ผู้ซึ่งเพิ่งจะได้ ๗ ปี
ดิฉันสนใจที่เห็นว่าคุณมักจะยุติ การฝึกสอน หรือช่วงระยะการสอนหลังจาก ๓๐
นาทีหรือน้อยกว่านั้นเพื่อที่จะคงไม่ให้เด็กเบื่อหรือต่อต้าน ในอีกจุดหนึ่ง
ทั้งหมดที่จิมมี่จำเป็นต้องทำก็แค่ยกมือขึ้นเมื่อครูบอกให้เขาทำ
และแตะที่ศรีษะเมื่อครูบอกให้เขาทำ และมันก็แค่นั้น เขาก็ได้ไปพัก
พวกเขาคงให้มันสั้นและอ่อนหวาน
ศาสตราจารย์โลวาส:
เกือบทั้งหมดส่วนมากของเด็กที่เราเห็นจะตอบสนองด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว
เมื่อเราพยายามที่จะสอนพวกเขา เด็กๆบางส่วนก้าวร้าวกับผู้บำบัดผู้ใหญ่ของพวกเขา
ขณะที่อีกบางส่วนทำร้ายตัวเอง นี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
เพราะว่าเป็นหลายปีที่เด็กเหล่านี้ล้มเหลวที่จะเข้าใจอะไรที่พ่อแม่และครูของพวกเขาต้องการให้พวกเขาเรียนรู้
ก็ใครจะไม่กระทำอาการลักษณะนี้?
ความก้าวร้าวเป็นเครื่องหมายของแรงขับที่แข็งแรง
และแรงขับเช่นนี้สามารถใช้สร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคมมากกว่า
สำหรับการควบคุมสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น
หลักการพื้นฐานที่สำคัญยิ่งเพื่อความสำเร็จสูงสุด
คือเราจะต้องจบการฝึกการสอนด้วยความสำเร็จเสมอ
และทำให้การเรียนแต่ละก้าวง่ายพอที่เด็กจะแน่ใจว่ามีความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า
ผู้สัมภาษณ์:
นั่นเป็นอีกมโนคติหนึ่งที่น่าสนใจที่ดิฉันเห็นจากการเฝ้ามองทีมของคุณทำงาน
ไม่มีอะไรเลยที่จะถูกพิจารณาว่า ง่าย เกินไปสำหรับเด็ก
คุณมักจะเริ่มต้นด้วยการให้งานบางอย่างที่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ-งานที่เด็กสามารถทำได้กับงานที่ยากขึ้น
อย่างเช่นการเรียกร้องให้เด็กวัย ๗ ปี ยกแขนขึ้นไปในอากาศ
ศาสตราจารย์โลวาส:
เราประกันความสำเร็จด้วยการสร้างความมั่นใจให้เด็กว่าเขาสามารถทำมันได้ เสมอเลย
ที่ทุกๆช่วงของการเรียนการสอน
จุดมุ่งหมายพื้นฐานสองประการที่แยกออกจากเนื้อหาที่กำลังสอนกันอยู่ก็คือ
เพื่อทำให้เด็กเกิดความต้องการที่จะเรียน
และทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าเขาสามารถเรียนได้ นั่นคือเขาเป็นผู้มีความสามารถ
ผู้สัมภาษณ์:
ฉะนั้นในการเรียนการสอนในแต่ละช่วงคุณกำลังพยายามเพิ่มแรงขับและความเชื่อมั่นในตัวเองของเด็กไปพร้อมๆ
กับทักษะของเขา
ดิฉันฉันรู้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการจะได้ยินเกี่ยวกับเทคนิคเฉพาะที่เกี่ยวข้อง
ศาสตราจารย์โลวาส :
อันดับแรกเราสอนเด็กๆทั้งหมดแบบตัวต่อตัว
ผู้สัมภาษณ์:
บางครั้งสองต่อหนึ่งตาม The Me Book
ดิฉันนึกขึ้นมาได้ทันทีที่คุณเคยพูดว่ามีครูหลักหนึ่งคนนั่งอยู่ข้างหน้าเด็ก
กับครูผู้ช่วยอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ข้างหลังเด็กเพื่อคอยช่วยเหลือเขาให้ทำตามที่ถูกสั่งได้
ศาสตราจารย์โลวาส:
ครับ เด็กเหล่านี้เรียนเป็นกลุ่มไม่ได้ พวกเขาสามารถถูกสอนให้เรียนเป็นกลุ่มได้
แต่มันจะต้องใช้เวลาสักสองถึงสามปีของการฝึกฝนเพื่อที่จะไปถึงจุดนั้น
อย่างที่ผมพูด
ครึ่งหนึ่งของเด็กของเราไปถึงจุดที่พวกเขาสามารถเรียนได้ดีด้วยตัวของพวกเขาเองในสิ่งแวดล้อมของชั้นเรียนปกติ
หลักการพื้นฐานอีกประการหนึ่งก็คือต้องย่อยเนื้อหาที่จะสอนออกเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดหลาย
ๆ หน่วย และแล้วก็สอน และให้แรงเสริม แต่ละหน่วยอย่างแยกออกจากกัน
ผู้สัมภาษณ์:
ดิฉันสังเกตว่าใน The Me Book แค่สอนการใส่กางเกงคุณแยกย่อยออกเป็นตั้ง ๑๑ ขั้น
ศาสตราจารย์โลวาส:
ด้วยเหมือนกันที่เราใช้ การแนะ เป็นแนวทางให้เด็กเริ่มต้นทำตามคำสั่ง
ดังนั้นในทันทีที่คุณสั่งเด็กของคุณว่า ยกแขน
คุณแนะเขาโดยการช่วยจับแขนเขายกขึ้น และให้แรงเสริมพฤติกรรมหรือรางวัลในทันที
แล้วทีละน้อย คุณก็ค่อยๆ ถอนกลับ การแนะเมื่อเขาฝึกทำได้สำเร็จ
โดยแทนที่จะจับแขนยกขึ้นให้เขาทั้งหมดคุณก็ทำแค่ครึ่งเดียว
แล้วแทนที่จะช่วยเขาจับแขนเขายกให้ครึ่งหนึ่งคุณก็ไม่ทำให้เลย
แต่แค่แตะแขนเขานิดหน่อย
คุณกำลังถอนกลับการแนะจนกระทั่งเด็กสามารถทำตามคำสั่งได้ด้วยตัวของเขาเอง
ผู้สัมภาษณ์:
เพื่อประโยชน์สำหรับผู้อ่านของเราดิฉันอยากจะเพิ่มเติมว่าบางส่วนของสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายในแต่ละวัน
เมื่อจิมมี่อายุได้ ๒ ขวบนักฝึกพูดบำบัดสอนเราถึงเทคนิคที่หลากหลายของการแนะ
ซึ่งเขาเรียกว่า จับให้ทำ ทุกครั้งที่เราบอกให้จิมมี่ทำอะไรบางอย่าง
เราจับมือเขาทำสิ่งนั้น อย่างว่าเราสั่งเขาให้ ปิดประตู
เราจับมือเขาและขับเคลื่อนให้เขากระทำการปิดประตู แทนที่จะยืนดูอยู่เฉยๆ
แล้วรู้สึกคับข้องใจว่าเขาไม่ตอบสนอง ซึ่งนี่คืออะไรที่เรากำลังทำ
มันง่ายที่จะทำ และจิมมี่เกิดการรับรู้ทางภาษาอย่างมหาศาลในการทำแบบนั้น
และยังได้เกิดการให้ความร่วมมือไปด้วยในตัว มันเป็นเทคนิคที่น่าทึ่ง
ศาสตราจารย์โลวาส: การก่อรูปพฤติกรรม
เป็นเทคนิคสำคัญอีกส่วนของการสอนแบบพฤติกรรมบำบัดที่สำคัญ
เมื่อคุณก่อรูปพฤติกรรมของเด็กคุณค่อยๆ
เรียกร้องต้องการการตอบสนองที่ถูกต้องและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆทีละน้อยจากเด็กเพื่อที่เขาจะไดัรับรางวัล
ด้วยคำสั่งว่า ยกแขน
แรกทีเดียวคุณต้องให้รางวัลการเคลื่อนไหวใดๆที่ขยับขึ้นทั้งหมด แล้ว
ขณะที่เขาเอามือขึ้น คุณยังคงถือรางวัลไว้จนกระทั่งเขายกแขนสูงขึ้นอีก
ในที่สุดคุณก็ก่อรูปพฤติกรรมให้เขาจนถึงจุดที่เขาสามารถยกแขนขึ้นสูงสุดในทันทีและยกค้างไว้สักสองสามวินาทีก่อนเขาจะได้รางวัล
ผู้สัมภาษณ์:
หนังสือของคุณได้พูดถึงสิ่งที่น่าสนใจมากมายเกี่ยกับการเลือกรางวัลหรือสิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม
ศาสตราจารย์โลวาส:
เด็กๆไม่ว่าคนไหนสามารถถูกสอนได้ถ้าผู้ใหญ่อดทนและเข้าถึงอะไรที่เขาต้องการ
บางครั้งคุณต้องเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรมากๆ
เกี่ยวกับการค้นพบว่ารางวัลอะไรที่จะทำงานได้ผลกับเด็กของคุณ เรามีเด็กชายเล็กๆ
คนหนึ่งผู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่ต้องการอะไรเลย ไม่มีอาหารที่ชอบ ไม่ชอบการกอดรัด
ไม่ชอบการจั๊กจี้ ไม่มีอะไรจะใช้ได้ผล มันเป็นความพยายามล้วนๆ ในการสอนเขา
แล้วโดยบังเอิญเราพบว่า เขาชอบที่จะเทน้ำจากแก้วหนึ่งไปยังอีกแก้วหนึ่ง
นี่เป็นภาวะที่ถูกครอบงำในชีวิตของเขา
ดังนั้นเราจะให้แก้วและน้ำกับเขาเป็นรางวัลในการเรียน ทุกๆ
ครั้งที่เขาตอบสนองถูกต้อง เขาจะได้รินน้ำจากแก้วหนึ่งไปใส่อีกแก้วหนึ่ง
นี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า การเข้าควบคุมเด็กได้ด้วยความเหนือกว่า
ผู้สัมภาษณ์:
จากที่อ่านในหนังสือของคุณ
การให้ความร่วมมือคุณพิจารณาให้ความสำคัญถึงขั้นชี้ขาดอย่างไรขนาดนั้น
ศาสตราจารย์โลวาส:
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดโลกให้เด็กเรียนรู้ทักษะที่สูงขึ้นเมื่อเขาไม่ให้ความร่วมมือ
ผู้สัมภาษณ์:
ก่อนที่เราจะคุยกันต่อ ดิฉันอยากจะเพิ่มเติมว่า พูดในฐานะคนเป็นพ่อแม่
คุณจำเป็นต้องทำการศึกษาเพื่อจะจับมาให้ได้ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ อ่านหนังสือ
ดูวีดีโอของช่วงการฝึกการสอน บางทีต้องเข้าชั้นเรียนหรือลงมือปฏิบัติจริง
สามีและดิฉันได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการดัดแปลงพฤติกรรมอยู่สองสามชั่วโมงเมื่อสองสามปีมาแล้ว
ซึ่งอย่างชัดเจนเลยมันไม่เพียงพอ
และเราตระหนักว่าเราไม่เคยมาถึงจุดที่เข้าถึงวิธีการนี้ด้วยตัวของเราเอง
พฤติกรรมบำบัดไม่ได้มาถึงพ่อแม่ได้เอง อย่างธรรมชาติ
คุณต้องลงมือทำงานกับมันจริงๆ ถ้าคุณจะทำมันด้วยความเข้าใจไม่ว่าจะทางใด
ศาสตราจารย์โลวาส:
นั่นคือกฎทองของการบำบัดรักษากลุ่มอาการออทิสซึ่ม
ผู้บำบัดจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมให้แสดงการบำบัดด้วยหรือไม่?
ถ้าไม่มีฝึกการอบรมที่จำเป็นจริงๆ การบำบัดก็ไม่เป็นผล
นั่นเป็นอะไรที่ผิดพลาดของทฤษฎีทั้งหมดที่มีฐานรากอยู่ที่การรักษากลุ่มอาการออทิสซึ่มให้หายด้วยการให้ความรักกับพวกเขา
ใครๆก็รักเด็กเหล่านี้ได้ คุณไม่มีหัวใจหรือไง
แต่มันจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนที่จะใช้ความรักในลักษณะที่สร้างสรร
ถ้าคุณรักเด็กออทิสติกในเวลาที่เขาทำร้ายตัวเอง คุณต้องกำจัดการทำร้ายตัวเอง
มันต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดเก้าเดือนของการฝึกอบรมที่ต้องได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดในการบำบัดแบบตัวต่อตัวเพื่อจะเรียนรู้ถึงการสร้างเสริมพฤติกรรมที่ซับซ้อน
อย่างเช่นในเรื่องของภาษา
และแล้วคุณก็จำเป็นต้องปรับปรุงให้ทันสมัยเป็นครั้งคราว
เพราะว่าโปรแกรมที่ใหม่และดีกว่ากำลังถูกพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง
ภายใต้สิ่งนี้
เราพบว่ามันสำคัญสำหรับทีมงานที่ได้รับการอบรมมาแล้วที่จะต้องทำงานเป็นกลุ่ม
ผู้บำบัดของเราจะต้องพบปะกันอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะมาสาธิตเทคนิคการสอนซึ่งกันและกัน
เราจัดทำมันในแนวนี้เพื่อป้องกันอะไรที่เรียกว่า การเบี่ยงเบนออกไปจากบรรทัดฐาน
เพื่อรักษาพวกผู้บำบัดให้อยู่กับล่องกับรอย
มันเป็นการง่ายมากสำหรับผู้บำบัดคนหนึ่งคนใดที่ทำงานตามลำพังจะเบี่ยงเบนออกไปจากโปรแกรม
การพบปะประชุมกันตามปกติจะรักษาผู้คนจากการทำงานอย่างลวกๆแบบสุกเอาเผากิน
และยังเก็บรักษาแรงจูงใจในการทำงานของทุกๆคนให้อยู่ในระดับสูง
ผู้สัมภาษณ์:
โชคไม่ดีเลย ดิฉันรู้สึกถึงเรื่องที่ว่ามาทั้งหมดนี้ได้ดีทีเดียว
สามีและดิฉันกำลังจัด โปรแกรมที่บ้าน ขึ้นอย่างจริงจัง สำหรับจิมมี่ เราทำแผน
เราแต่ละคนกำหนด การเรียนบนโต๊ะ, การอ่านจากหนังหนังสือ,การเล่นกับของเล่น
กับเขามากมายเกินไปในแต่ละวันทุกวัน เราเริ่มต้นได้ดีมากในเบื้องแรก
แล้วเราก็เกิดอาการ เบี่ยงเบน แบบที่ว่า เห็นได้ชัดในสามอาทิตย์ต่อมา
มันยังกับว่าเรากำลังอดอาหาร จริงๆมันหนักหนาสาหัสกว่าการอดอาหารเสียอีก
มันถึงจุดระเบิดซึ่งเป็นอันตรายจริงๆกับเด็กเหล่านี้
ศาสตราจารย์โลวาส:
นั่นเป็นอะไรที่เราปารถนาจะหลีกเลี่ยง และที่ UCLA
เราได้เสริมให้นักศึกษาที่มาฝึกเป็นผู้บำบัดเพื่อจะรับเกรดจะต้องมาเข้ากระบวนวิชาเรียนของผมด้วยเมื่อจบเทอม
ผู้สัมภาษณ์:
ก่อนจะจบเรื่องเทคนิค เราควรต้องหยิบยกเรื่องเทคนิคที่เรียกว่า มาตรการเด็ดขาด
(Aversive) มาคุยกันสักหน่อย
ศาสตราจารย์โลวาส:
มันคงต้องพูดถึงประวัติความเป็นมาย้อนไปในอดีต
เมื่อตอนที่เราเริ่มต้นทำงานกับเด็กเหล่านี้ในปี 1960
เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับว่าจะฝึกสอนเด็กออทิสติกกันอย่างไร
เราถูกให้เป็นที่ปรึกษาในเรื่องการทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในสถาบันขนาดใหญ่หลายแห่ง
เหล่านี้คือเด็กๆที่กำลังควักลูกตาของพวกเขาออกมา, พวกเขาทุบจมูกตัวเอง
อะไรที่เราพบ โดยบังเอิญอีกแล้ว ก็คือ มาตรการเด็ดขาดในยามฉุกเฉิน
พูดในอีกนัยหนึ่งก็คือ การลงโทษ ทำให้มันหยุดลงได้
ผู้สัมภาษณ์:
คุณค้นพบสิ่งนี้โดยบังเอิญ?
ศาสตราจารย์โลวาส:
เราสังเกตเห็นว่าเด็กๆที่ทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงแสดงความตื่นตระหนกอย่างไรที่จะถูกฉีดยา
ผู้สัมภาษณ์:
คุณกำลังได้เห็นเด็กๆที่กำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือของตัวพวกเขาเองทุกๆวัน
และก็ใช่ พวกเขากลัวการถูกฉีดยา?
ศาสตราจารย์โลวาส:
ครับ ดังนั้นเราจึงตั้งสมมติฐานว่า
การลงโทษน่าจะหยุดพฤติกรรมทำร้ายตัวเองอย่างได้ผล
และแล้วเราก็ทำการตรวจสอบสมมติฐานนี้
ผู้สัมภาษณ์ :
การลงโทษจากภายนอกอาจจะหยุดการทำร้ายตัวเองจากภายใน
ศาสตราจารย์โลวาส:
ปัญหาก็คือมันหันเหเด็กให้ปรับตัวกับมาตารการเด็ดขาดที่เราใช้
พฤติกรรมการทำร้ายตัวเองอาจจะหยุดได้บางทีสองวัน สองชั่วโมง สองเดือน
และแล้วมันก็ผลุดขึ้นมาใหม่ได้อีก
เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาตรการเด็ดขาดของเราใหม่อีก
เพียงแต่ว่าทีนี้เราจำเป็นต้องเด็ดขาดยิ่งขึ้นไปอีก
มาตรการเด็ดขาดกลายเป็นเหมือนมาตรการของคนฆ่าสัตว์ที่โหดร้ายทารุณ
ยิ่งคุณเรียนรู้เกี่ยวกับคนไข้มากขึ้นเท่าไร
คุณก็ยิ่งคิดว่ามาตรการเด็ดขาดจะคล้ายคลึงกับการกลายไปเป็นคนฆ่าสัตว์มากขึ้นเท่านั้น
ผู้สัมภาษณ์:
มาตรการเด็ดขาดคืออะไร?
ศาสตราจารย์โลวาส:
การหวดก้นหรือการช็อกด้วยไฟฟ้า ก่อนหน้าที่เราจะทดลองทำ
สถาบันต่างๆก็ใช้การมัดและยาสลบแบบกินอยู่แล้ว
พวกเขาใช้ยาสลบแบบกินในขนาดที่อาจจะฆ่าคุณหรือผมได้เลยและขนาดนั้นมันก็ยังคงไม่ได้ผล
ปัญหาก็คือว่าในเวลานั้นเราไม่มีความรู้อย่างเพียงพอในเรื่องการเสริมสร้างพฤติกรรมอันเป็นทางเลือกอื่น
อย่างเช่นภาษา เด็กควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบของตัวเขาด้วยการทำร้ายตัวเอง
อันเป็นช่องทางเดียวเท่านั้นที่เขารู้จัก
ประโยชน์ของมาตรการเด็ดขาดที่ถูกนำมาใช้ก็เพียงเพื่อหยุดการทำร้ายตัวเองให้นานเพียงพอที่จะสอนพฤติกรรมอันเป็นทางเลือกอื่นอย่างเช่นภาษาเท่านั้นเมื่อการเข้าถึงที่เป็นบวกทั้งหมดล้มเหลว
ถ้าไม่มาตรการเด็ดขาดทั้งหมดจะต้องไม่ถูกนำมาใช้
แต่ผมเกรงว่าคนส่วนข้างมากที่สุดที่นำมาตรการเด็ดขาดมาใช้จะไม่รู้จักการสอนพฤติกรรมอันเป็นทางเลือกอื่นเหล่านี้
ผู้สัมภาษณ์:
เราควรจะต้องกล่าวถึงกันไว้ ณ ที่นี้ ว่า
เมื่อผู้ปกครองนำเด็กของพวกเขามาเข้าโปรแกรมของUCLA
พวกเขาตกลงที่จะให้จัดการกับฤติกรรมที่เป็นการก่อกวนหรือไม่เหมาะสมด้วยผลติดตามมาที่เป็นด้านลบเพียงสองอย่างเท่านั้น
คือ การพูดว่า ผิด และ "การกักบริเวณ" (time-outs)
ศาสตราจารย์โลวาส:
ครับ แต่ในการปฏิบัติที่เป็นจริงเป้าหมายหลักที่เราใช้คือ
ต้องหลีกเลี่ยงผลด้านลบที่ตามมาด้วยกันทั้งหมด นักบำบัดของเรา ทำงานผ่านตลอด
พฤติกรรมของเด็ก
ทำให้เขาอยู่กับงานที่มอบหมายให้ได้แม้ขณะเขากำลังโมโหอาละวาดหรือพยายามจะกัด
แน่นอนที่สุดการแทรกแซงที่เป็นลบยังจะไม่ถูกนำมาใช้จนกระทั่งผู้ปกครองจะได้รับแจ้งว่ากระบวนการใช้มาตรการเด็ดขาดจะประกอบด้วยอะไรบ้างและรวมทั้งประโยชน์ของมัน
และจะต้องได้รับอนุญาติให้ใช้ได้จากปากของพวกเขาเอง
ผู้สัมภาษณ์:
คุยกันต่อไปอีก มีการโต้แย้งเป็นอันมากเกี่ยวกับงานของคุณ
โดยมักจะมีคำถามกันว่าเด็กออทิสติกจากโปรแกรมของคุณจำนวน ๔๗%
สามารถได้รับศักยภาพเท่าเด็กปกติจากโปรแกรมของคุณได้จริงหรือ
มันเป็นผลลัพท์ที่พิเศษผิดธรรมดาทีเดียว
แต่ก็อย่างที่บรรณาธิการของดิฉันชี้ออกมาว่าแม้ ๔๗%จะดีขึ้น แต่ยังคงเหลืออีก
๕๓% ที่ไม่ อะไรคือความเห็นของคุณเกี่ยวกับเด็กเหล่านั้น?
ศาสตราจารย์โลวาส: ๒
ของ ๑๙ คนไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงเลยแม้กระทั่งหลังจากการบำบัดไปแล้วกว่า ๔,๐๐๐
ชั่วโมง ที่เหลือทำได้ไม่เลวนัก พวกเขาทั้งหมดก็ได้รับอะไรระดับหนึ่ง
แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นออทิสติก อย่างที่พวกเขาเคยได้รับการวินิจฉัย
ในโปรแกรมของเรา ทักษะในการจับคู่ทางการฟังเมื่อผ่านการบำบัดไปได้ ๓
เดือนเป็นเครื่องทำนายเท่านั้นว่าพวกเขาสามารถเลียนแบบเสียงอย่างเช่นคำได้หรือไม่?
นี้แสดงถึงความจำกัดของโปรแกรมเพราะว่ามันรวมศูนย์ไปที่ภาษาพูดเท่านั้น
นั่นคือทำไมผมจึงไม่ชอบพูดถึงเรื่องว่าเด็กจะมีศักยภาพสูงหรือต่ำ
เพราะว่าเรามีเด็กๆในโปรแกรมการอ่านและการเขียนที่ฉลาดมากๆ
แต่พิการมากๆในโปรแกรมการฟัง
ปัจจุบันมีโปรแกรมดีๆสำหรับผู้ที่เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็นน้อยมาก
แต่ก็กำลังมีการริเริ่ม
ผู้สัมภาษณ์:
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมีเด็กประเภทไหน?
ศาสตราจารย์โลวาส:
ถ้าเขาสามารถเลียนแบบเสียงพูดได้ เขาเป็นผู้เรียนรู้ได้ดีทางการฟัง (Auditory
Learner) คุณสามารถจะอนุมานแบบที่ผมว่าได้อย่างปลอดภัย
แต่ถ้าเด็กยังคงใบ้อยู่คุณไม่สามารถจะอนุมาณได้ว่าเขาเป็นผู้เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น(visual
Learner) เว้นเสียแต่ว่าคุณจะให้โอกาสเขาเรียนที่จะเลียนแบบเสียงและคำ
อย่างไรก็ตาม มีมืออาชีพเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น
ที่สามารถสอนการเลียนแบบเสียงพูด มันเป็นโปรแกรมที่ยากที่จะทำให้ดีได้จริงๆ
ทั้งกับผู้บำบัดและกับเด็กทั้งคู่
ขณะนี้เรากำลังทำงานกับผู้ที่เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น
เช่นเดียวกับมืออาชีพคนอื่นๆอีกหลายคนทั่วประเทศ
เรามีเด็กเล็กๆคนหนึ่งที่ทำได้ไม่ดีกับการเลียนแบบเสียงพูด
ดังนั้นเราจึงได้เริ่มต้นการสอนเขาด้วยการเขียนเป็นอันดับแรก
หนึ่งในหลายๆอย่างที่เราสอนเขาก็คือ จับคู่ บัตรตัวอักษร ม-ะ-ไ-ฟ กับบัตรคำว่า
มะไฟ ที่สะกดไว้แล้ว และเรายังได้สอนให้เขาจับคู่บัตรคำว่ามะไฟ
กับมะไฟที่เป็นผลไม้จริงๆอีกด้วย
วันหนึ่งเขานั่งลงที่โต๊ะที่ตรงหน้าเขามีบัตรตัวอักษรประมาณ ๑๐ หรือ ๑๒ ใบ
โดยบนบัตรแต่ละใบจะมีตัวอักษรแต่ละตัวที่แตกต่างกัน
ด้วยตัวของเขาเองและอย่างระมัดระวังมากเขาแยกเอาบัตรที่มีตัวอักษร ม,ะ,ไ,ฟ
และทิ้งที่เหลือ เราไม่ได้สอนเขาให้ทำอย่างนั้น
และผมคิดว่าคุณคงไม่เคยเห็นอย่างนี้ในเด็กที่มีอายุเพียง ๒ หรือ ๓ ขวบทั่วๆไป
มันบ่งชี้ถึงความเป็นอัจฉริยะ
เขาจัดระเบียบงานของเขาอย่างเป็นไปเองโดยปราศจากการถูกสอนให้ทำเช่นนั้นมาก่อน
และก็ใช่ที่เด็กคนนี้วัดระดับสติปัญญาแต่แรกได้ที่ ๔๗ โดยแบบทดสอบของไบเล่ย์
มีเด็กที่พูดไม่ได้เลยที่รักตัวเลขและตัวหนังสือ ย้อนกลับไปทศวรรษที่ 60
ก็มีตัวอย่างให้เห็น
เราได้พบเด็กที่พูดไม่ได้และทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงที่โรงพยาบาลท้องถิ่นของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งเรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษรได้เมื่อผ่านการสอนไปได้เพียงชั่วโมงครึ่ง
เด็กกลุ่มนี้บางคนฉลาดมาก
คนเราไม่สามารถสันนิษฐานเอาเองว่าเด็กจะมีเจ้าความฉลาดนี้อยู่ภายในเรียบร้อยแล้วและคุณไม่จำเป็นต้องลงมือทำการบำบัดเขามากก็ได้
คนเราปารถนาเช่นนี้มากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว
ที่ว่าเจ้าความฉลาดนี้ทั้งหมดมีอยู่แล้วภายในและคุณเพียงแต่ค้นหาทางให้มันผลิบานออกมาเท่านั้น
นั่นเป็นความคิดของ Bettelheim ด้วยเหมือนกัน ที่ว่า
ความอบอุ่นสักเล็กน้อยจะอนุญาตให้เด็กที่พัฒนาการอย่างเต็มที่แล้วกระโดดออกมาจากโลกส่วนตัวในหัวของเขา
อะไรจะง่ายดายขนาดนั้น
แต่ความเป็นจริงก็คือ
มันต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงและหลายชั่วโมงและหลายชั่วโมงของการทำงานอย่างเข้มข้นเอาเป็นเอาตายในการสอนเด็กเหล่านี้
พฤติกรรมมนุษย์-พฤติกรรมมนุษย์ทั้งหมด
ไม่เฉพาะแต่พฤติกรรมของบุคคลออทิสติกเท่านั้น-เปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้ามากและในปริมาณที่ทีละเล็กทีละน้อย
ดาร์วินพูดไว้ดีที่สุด:
อย่างธรรมชาติไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดได้
ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ของการบำบัดรักษาบุคคลออทิสติกผู้คนเฝ้ามองหาสิ่งที่เรียกว่า
การทะลุทะลวงออกมา จากโลกส่วนตัวในทันทีทันใดของบุคคลออทิสติก
เราก็มองหาให้พวกเขาด้วยเหมือนกันในตอนแรกที่เราเริ่มต้น
แต่เราพบว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่เคยจะทะลุทะลวงออกมาได้อย่างที่ว่า
พวกเขาเพียงแต่ค่อยๆก้าวหน้าไปอย่างช้าๆและมั่นคงด้วยความพยายามอย่างมหาศาลจากทุกส่วนของพวกเราทุกๆคน
ผู้สัมภาษณ์:
พูดในฐานะที่เป็นพ่อแม่คนหนึ่ง
นั่นเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้โปรแกรมของคุณน่าหวาดหวั่นมากที่สุดมันสามารถดูดซับเอาทุกขณะจิตของชีวิตที่กำลังตื่นอยู่ของคุณ
ศาสตราจารย์โลวาส:
นี่จึงหมายถึงว่าบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องกลายเป็นนักการเมืองไปด้วย
ในประเทศนอรเวย์
ถ้าคุณให้กำเนิดเด็กอทิสติกและความผิดปกติได้รับการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ
คุณจะได้รับการช่วยเหลือให้มีครูผู้ช่วยพิเศษสำหรับการฝึกสอนตัวต่อตัวตลอดช่วงวัยเยาว์ของเด็กจนกระทั่งอายุ
๑๘ ปี
มันเป็นการลงทุนที่ดีของรัฐเพราะเด็กสามารถที่จะอยู่กับครอบครัวและชุมชนได้นานกว่า
เราก็ต้องการแบบนั้นที่นี่
การจัดให้เด็กออทิสติกแต่ละคนมีครูการศึกษาพิเศษของตัวเองอาจจะแพง
บางแห่งจะตกอยู่ในราว ๓๐,๐๐๐ เหรียญต่อคนต่อปี
แต่การประหยัดในแง่ของการจัดบ้านพักและการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กที่จะเติบโตขึ้นไปมีชีวิตของตัวเองได้อย่างอิสระนับว่ามหาศาลกว่า
บางแห่งอยู่ระหว่าง ๒ ถึง ๓ ล้านเหรียญในช่วงชีวิตหนึ่ง
สำหรับเด็กที่มีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ
การฝึกสอนแบบตัวต่อตัวอย่างเข้มข้นตั้งแต่อายุ ๒
ขวบควรจะเป็นอีกสิทธิหนึ่งที่จะต้องถูกบัญญัติไว้
ผู้สัมภาษณ์:
มันกำลังจะได้รับการบัญญัติไว้
ตั้งแต่ที่ราคาของความพยายามที่จะทำอย่างนี้ด้วยการแบกภาระนี้ไว้ด้วยลำพังตัวของคุณเองโดยไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐบาลกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ครอบครัวส่วนมากที่สุดไม่อาจเข้าถึงได้
ศาสตราจารย์โลวาส:
คนที่ต้องการจะเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายสามารถจะติดต่อกับ FEAT, Families For
Early Autism Treatment, ในสคราเมนโต
ในเวลานี้แต่ละครอบครัวสามารถจ้างทนายและฟ้องร้องรัฐสำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาเหล่านี้
ผู้ปกครองที่ผมรู้จักได้ผ่านการทำเรื่องแบบนี้ไปได้ด้วยความเครียดแบบสุดๆ
กับการดำเนินการทางศาล
พวกเขาสามารถได้ประโยชน์จากอาสาสมัครท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน
ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่ามีครอบครัวจำนวนมากเท่าไรที่ผมรู้จักต้องว่าจ้างอาสาสมัครคนแล้วคนเล่าจากครอบครัว
โรงเรียน และโบสถ์เพื่อทำงานในชั่วโมงที่จำเป็น
บางครั้งครอบครัวหนึ่งจะต้องจ่ายครูฝึกหนึ่งคนอยู่ในราวๆ ๑๕,๐๐๐
เหรียญเพื่อให้ดูแลทั้งโปรแกรมตลอด ๒๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นพื้นฐาน
และครูฝึกก็จะดูแลอาสาสมัครทั้งหลายอีกต่อหนึ่ง
ครอบครัวที่จ้างก็จะต้องจ่ายพวกเขาในอัตราราวๆ ๕-๘ เหรียญต่อชั่วโมง
ผู้สัมภาษณ์:
ดิฉันคิดว่ามันคงจะเป็นการดีที่จะต้องชี้ออกมาว่าแม้คุณจำเป็นจะต้องการการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิค
ผู้คนส่วนมากที่สุดก็สามารถเรียนรู้การทำแบบนี้
ศาสตราจารย์โลวาส:
คนส่วนหนึ่งได้รับการฝึกอบรมในทางที่ถูก คนอีกส่วนหนึ่งไม่
แต่หลายคนก็สามารถจะทำแบบนี้ได้โดยปราศจากการเสียเวลาไปหลายปีกับการฝึกอบรมราคาแพง
ในโปรแกรมของเราเองเราคิดผู้ปกครอง ๑,๔๐๐ เหรียญ สำหรับการสอนเทคนิคต่างๆ ให้ ๒
วันที่สำนักงาน
แล้วเราใช้การติดตามผลโดยสำนักงานที่สองอีกสำนักงานหนึ่งในอีกสองเดือนต่อมาโดยคิดค่าใช้จ่ายอีก
๖๐๐ หรือ ๗๐๐ เหรียญ
บางครอบครัวสามารถเรียกร้องให้โรงเรียนท้องถิ่นของตนจ่ายตรงนี้
ผมเห็นทีจะต้องชี้ออกมาให้ชัดด้วยเหมือนกันว่ามีนักพฤติกรรมบำบัดที่จะช่วยพัฒนาโปรแกรมอยู่ทั่วประเทศ
สิ่งที่น่าทึ่งของพฤติกรรมบำบัดก็คือมันไม่ได้ผูกติดอยู่กับผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่ง
ไม่มีฟรอยด์
เทคนิคเหล่านี้ได้ถูกประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมาโดยนักพฤติกรรมบำบัดที่ทำงานกับเด็กกลุ่มนี้จำนวนมากเป็นเวลาหลายๆ
ปี มันเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องระบบหนึ่ง ปัจจุบันเรารู้ว่าเด็กเหล่านี้มีความบกพร่องอย่างสาหัสอยู่ที่อะไรที่เราเรียกว่า
การเรียนรู้จากการสังเกต นั่นคือ
พวกเขาไม่เรียนรู้จากการเฝ้าดูเด็กคนที่นั่งถัดไปจากพวกเขากำลังเรียน
ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งสำคัญของการเรียนในระบบที่เป็นสิ่งแวดล้อมแบบห้องเรียน
ดังนั้นเมื่อครูคนหนึ่งพูดกับเด็กคนหนึ่งว่า เธออยู่ที่ไหน?
และเด็กคนนั้นก็ตอบว่า ชิคาโก
แล้วคุณก็หันมาถามเด็กออทิสติกที่นั่งอยู่ข้างๆกันในห้องเรียนเดียวกัน เขาอยู่ที่ไหน?
และเด็กออทิสติกคนนี้จะไม่ตอบเพราะเขาไม่แม้กระทั่งจะได้ยินเด็กคนอื่นตอบสนองต่อครูว่าอย่างไร
นี้เป็นหลักการพื้นฐานในสิ่งแวดล้อมแบบห้องเรียน
เด็กจะต้องสามารถที่จะเรียนจากอะไรที่เขาได้ยินเด็กคนอื่นๆกำลังเรียน
ดังนั้นเราจึงคิดสร้างย่างก้าวที่จะสอนเด็กออทิสติกถึงการที่เขาจะทำแบบนี้ได้อย่างไร
แต่จนถึงบัดนี้เราเพียงเพิ่งกำลังเริ่มต้นเท่านั้น เราต้องใช้เวลาถึงกว่า ๓๐
ปีที่จะคิดออกมาได้ว่าต้องทำแบบนี้อย่างไร
นั่นคืออะไรที่ผมพูดว่ามันเป็นสนามที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สนามของนักพฤติกรรมบำบัดคือการที่คนจำนวนมากต้องมาทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนให้การบำบัดได้ประสิทธิผลในลักษณะสะสมไปทีละขั้นทีละขั้น
และนั่นคือ อะไรที่คุณจำเป็นต้องเรียกร้องให้กับลูกหลานของคุณ
คนจำนวนมากมาทำงานร่วมกัน
ผู้สัมภาษณ์:
ดิฉันคิดว่าคำถามเมื่อมาถึงจุดนี้ในใจของใครหลายๆคนก็คือ
ถ้าคุณไม่สามารถทำมันเต็มเวลา มันจะมีประโยชน์หรือกระทั่งเสียเวลาเปล่า?
ทำสักเล็กน้อยจะดีกว่าไม่ทำเลยหรือไม่?
ศาสตราจารย์โลวาส:
สักเล็กน้อยอธิบายได้ว่าดีกว่าไม่เลย
เด็กในกลุ่มทดลองซึ่งได้รับการบำบัดแบบพฤติกรรมบำบัดเล็กน้อยในแต่ละสัปดาห์
อย่างเช่น การฝึกขับถ่ายและการฝึกให้รู้จักให้ความร่วมมือ
พวกก็ได้รับการยกระดับในพัฒนาการที่สำคัญ
เทคนิคเหล่านี้มีคุณค่าแก่การที่จะรับรู้ไว้และลงมือปฏิบัติในขอบเขตเท่าที่คุณสามารถ
ผู้สัมภาษณ์:
และเรื่องที่เกี่ยวกับอายุล่ะ? จากการอ่านผลงานของคุณ
ผู้ปกครองสามารถฝังใจได้ว่าถ้าพวกเขาไม่เริ่มต้นโปรแกรมพฤติกรรมบำบัดที่อายุ ๔
ปี ทั้งหมดจะไม่ได้ผล
ศาสตราจารย์โลวาส:
ไม่มีช่วงอายุใดจะตัดขาดออกไปได้สำหรับโปรแกรมของพฤติกรรมบำบัด
อย่างที่ผมเคยพูดไว้ พฤติกรรมบำบัดคือการขยายผลได้ มันไปได้ทีละก้าว
ก้าวต่อก้าว ดังนั้นคุณเริ่มต้น ณ จุดที่คุณเป็นวันนี้
และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในก้าวเล็กๆ อย่างคุณมีเด็กอายุ ๘ ขวบซึ่งชอบพูดตาม
เขาก็ทำได้บางส่วนของโปรแกรมแล้ว ครึ่งหนึ่งของเด็กๆ
กลุ่มนี้ยังไม่พูดเลยด้วยซ้ำ จัดตั้งโปรแกรมและเริ่ม ณ จุดที่เขาเป็น
ในอีกด้านหนึ่ง
การแทรกแซงพฤติกรรมแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญก็เพราะว่า
มันให้โอกาสเด็กในการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนได้ที่อายุ ๓ หรือ ๔ ขวบ
ในขณะที่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของเด็กในวัยขนาดนี้ยังไม่สู้ซับซ้อนมากมายนัก
ในทางความคิดคือก็เพื่อจะเกี่ยวโยงเด็กออทิสติกให้เข้ากับเด็กอื่นได้แต่เนิ่นๆ
เพื่อให้เด็กอื่นๆ ให้การบำบัดพวกเขาแทนผู้ใหญ่ เข้าทำนอง ผู้ปกครองหรือพ่อแม่
ค่อยๆถอยออกไป และกลุ่มเพื่อนที่วัยเดียวกัน ค่อยๆ เข้าแทนที่
ผู้สัมภาษณ์:
ก่อนจะมาพบคุณเพื่อการสัมภาษณ์ ดิฉันได้รวบรวมถกเถียงกับเพื่อนๆ
ของดิฉันเกี่ยวกับคำถามต่างๆ ที่พวกเรามี
และหนึ่งในคำถามที่เป็นภาระอันหนักหนาที่สุดของพวกเรา ก็คือ จะสอนจะทำอย่างไร
เกี่ยวกับทักษะทางสังคม
คุณจะใช้เทคนิคกรรมวิธีของพฤติกรรมบำบัดเพื่อช่วยเหลือเด็กออทิสติกของคุณให้พัฒนาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกันอย่างไร?
มันดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ซับซ้อนยุ่งยาก กว่าการสอนเรื่องคำนามและคำบุรพบท
ศาสตราจารย์โลวาส:
ความผิดปกติทางด้านสังคม คือ คำจำกัดความของออทิสซึ่ม
มันเป็นสิ่งเดียวที่เด็กออทิสติกทั้งหมดมีเหมือนกันเป็นปกติ
พวกเขาไม่มีระดับสติปัญญาเหมือนกัน บางคนต่ำ บางคนสูง บางคนกลางๆ
พวกเขาไม่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะผูกติดทางอารมณ์ เหมือนกัน
แต่พวกเขาทั้งหมดมีการพัฒนาทางสังคมช้าเหมือนกัน
พวกเขาไม่เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน
กับเด็กๆ ในการศึกษาของเรา
อันดับแรกเลย เราทำงานกับเขาอย่างเข้มข้นประมาณ ๖ เดือน
เพื่อทำให้ทักษะด้านภาษาของเขามาถึงจุดที่ใช้ได้ค่อนข้างดีระดับหนึ่ง
ในตอนนี้พวกเขาจะอยู่ในช่วงอายุราวๆ ๓-๔ ขวบ
และพวกเขาสามารถนั่งที่เก้าอี้เมื่อผู้ใหญ่บอกให้พวกเขานั่ง
นั่งล้อมวงได้เมื่อผู้ใหญ่บอกให้พวกเขาทำเช่นนั้น และ
พวกเขาสามารถควบคุมการโมโหอาละวาดของพวกเขาได้
แล้วเราก็มองหาโรงเรียนสักแห่งหนึ่ง
เราไปกับผู้ที่เป็นแม่ยังย่านข้างเคียงและหาโรงเรียนอนุบาลที่มีครูหนึ่งหรือสองคนในชั้นเรียนที่มีเด็กราวไม่เกิน
๑๐ คน เราถามพวกเขา คุณจะกรุณารับเด็กสักคนหนึ่งที่มีความยากลำบากในการเล่นกับเด็กคนอื่นๆ
ได้ไม๊? แรกๆเราจะไม่เอ่ยถึงออทิสซึ่ม เพราะว่ามันจะทำให้ครูตื่นตกใจ
ทำให้พวกเขานึกถึงแนวคิดของเบทเทนไฮม์(Bethleheim) หรือ พ่อแม่ที่ เย็นชา
หรือการนำไปไว้ในสถาบันตลอดกาล
เราแค่ถามว่าพวกเขาจะสามารถดูแลเด็กคนหนึ่งที่เล่นกับเด็กคนอื่นได้ไม่ดีเท่าไรนัก
และภาษาของเขาก็ไม่ดีเท่าไรนักได้หรือไม่
และเราจะมองหาครูที่มีแบบแผนการสอนที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบคงเส้นคงวาเสมอ
เด็กออทิสติกจะทำได้ดีกว่ากับครูที่มีแบบแผนการสอนที่แน่นอนมากกว่าครูที่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ
ในห้องเรียนเป็นไปเองอย่างอิสระ
แล้วเราก็ถามครูว่า เราจะมาอยู่ที่นี่กับเด็กด้วยได้ไม๊?
เมื่อเธอบอกว่าได้
เราก็บอกว่า เราสามารถเสนอแนะแนวทางใหม่ๆที่จะช่วยจัดการกับเขาถ้าเกิดมีปัญหาได้หรือไม่?
ถ้าเธอพูดว่าได้อีก
เราก็เลือกโรงเรียนนี้
แล้วเราก็มาพิจารณากันว่าในแต่ช่วงของวันเด็กจะถูกคาดหมายให้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง
บางทีเราตกลงใจว่าเขาจะต้องมีเวลาที่ต้องนั่งล้อมวงฟังนิทานหรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กคนอื่นๆ
เราก็จะฝึกการนั่งล้อมวงนั้นที่บ้านก่อน หรือบางทีเราคาดว่าจะมีช่วงเวลาที่มีการปล่อยให้เด็กเล่นอย่างอิสระ
เราก็จะฝึกการเล่นอะไรอย่างอิสระนั้นที่บ้านก่อน Ring around the rosy
เป็นเกมง่ายๆที่เด็กคนไหนก็เรียนรู้ที่จะเล่นได้
และเราฝึกให้เขาเล่นมันที่บ้านกับแม่หรือนักศึกษาผู้บำบัดที่จะเล่นเป็นเด็กคนอื่น
สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องดีสำหรับโรงเรียนอนุบาลในแง่ของการค่อยๆ
นำเด็กออทิสติกเข้าสู่สังคมก็คือ
กิจกรรมของโรงเรียนอนุบาลเป็นกิจกรรมในระดับที่สูงขึ้น
ในทางสังคมเป็นที่ยอมรับได้ของการทำอะไรซ้ำๆ Itsy-Bitsy-Spider
เป็นตัวอย่างที่ดี และมีอีกมากทำนองนี้
แล้วเด็กก็ไปโรงเรียน
พร้อมกับนักบำบัดหรือแม่ที่เป็นเหมือน เงา ของเขา
และเขาจะอยู่ที่นั่นเพียงประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงประสบผลสำเร็จ
แล้วทีละน้อยเราขยายเวลาของเขาที่จะอยู่ในโรงเรียน และค่อยๆ
ถอนกลับการชี้แนะของ เงา
ปัญหาก็คือว่าตราบเท่าที่ผู้ช่วยเหลืออยู่ด้วยสิ่งต่างๆ
ดูเหมือจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่คุณจะทำอะไรได้บ้างล่ะ
เมื่อแม่หรือผู้บำบัดเริ่มที่จะถอนตัวออกมา?
ถ้าครูเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่ นั่นก็โอเค
แต่ครูทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะทำได้อย่างนั้น
จุดวิกฤติเมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็คือ
คุณไม่ต้องการให้เด็กถดถอย
ดังนั้นเด็กอาจจะต้องการผู้ช่วยเหลือในระยะเวลาที่ยาวนาน นานพอสมควรทีเดียว
จนกระทั่งครูปกติและกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันเข้ามาควบคุมเขาได้
และเขาอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งเป็นระบบอะไรที่ประเทศนอร์เวย์ยึดถือเป็นพื้นฐาน
ครึ่งหนึ่งของเด็กของเราสามารถทำอย่างนี้ได้ อีกครึ่งหนึ่งไม่สามารถ
เป้าหมายสูงสุดคือการถ่ายโอนการควบคุมจากครูไปยังเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน
ผมเชื่อว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เด็กที่ได้รับศักยภาพเท่าเด็กปกติในการศึกษาของเราไม่ถดถอย
เรานำพวกเขามาถึงจุดที่เด็กคนอื่นสามารถควบคุมพฤติกรรมของพวกเขาได้แล้วนั่นเอง
อย่างที่ผมพูด
มันง่ายกว่าที่จะทำแบบนี้ในวัยอนุบาลเพราะว่าทักษะทางสังคมสำหรับวัยนี้ยังไม่ก้าวหน้าซับซ้อนเท่าไรนัก
ผู้สัมภาษณ์: คุณทำอย่างไรต่อ
ในการช่วยเด็กให้ถ่ายโอนการควบคุมจากผู้ช่วยของเขาไปสู่เด็กคนอื่นๆ?
ศาสตราจารย์โลวาส:
อย่างที่พูดไม่ใช่วิสัยของเด็กออทิสติกที่จะชอบพูดกับเด็กอื่น
เขาจะพูดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เราถามครูว่าเด็กคนไหนในห้องเรียนที่ดูจะชอบเด็กของเราดีที่สุด
และต้องการที่จะเล่นกับเด็กของเรา ครูก็บอกเราว่า ชัค ชอบบิลลี่มาก
ดังนั้นเราก็ไปหาแม่ของชัคและพูดว่า ชัคสามารถมาและเล่นกับจิมมี่ได้หรือไม่?
ถ้าเธอพูดว่าได้ เราก็ขอต่อกับแม่ของชัคว่า ชัค
สามารถมาได้สักสองหรือสามวันในตอนบ่ายต่อหนึ่งสัปดาห์ได้หรือไม่
แล้วเราก็สอนบิลลี่ให้พูดกับชัค และสอนชัคให้พูดกับบิลลี่
จะทำแบบนี้ได้ก็ตั้งแต่บิลลี่สามารถพูดและเล่นกับเราได้ก่อนแล้ว
เราสอนให้พวกเขารู้จักเล่นด้วยกัน
เราถ่ายโอนการควบคุมจากผู้ใหญ่ไปสู่เด็กวัยเดียวกัน
เราอาศัยเกมอะไรที่เล่นบนกระดานได้มากเลยเพราะในเกมแบบนี้เด็กๆจะต้องมีการผลัดกันเล่น
ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีของการสื่อสารสนทนากลับไปกลับมาระหว่างกันของผู้เล่น
เราจะมองหาเกมที่ขึ้นอยู่กับบทสนทนาเป็นหลัก
จะต้องจดจำไว้เสมอว่ามันเป็นกระบวนการที่เชื่องช้ามาก
ด้วยไม่มีการทะลุทะลวงออกมาในทันทีทันใด
ไม่ใช่ทันใดนั้นเขาก็เกิดเล่นกับเพื่อนเป็นขึ้นมา
มันจะต้องเป็นการฝึกฝนกันขึ้นมาเป็นขั้นๆ
ผู้สัมภาษณ์:
คุณมีข้อคิดเห็นอย่างไรที่ว่า กลุ่มอาการออทิสซึ่ม
เป็นความผิดปกติชนิดหนึ่งที่แบ่งได้เป็นช่วงเหมือนแถบสี จากหนักสุดไปเบาสุด
ที่ว่าออทิสซึ่มแบบเบาๆจะฟันฝ่าชีวิตผ่านไปได้โดยไม่ได้รับการวินิฉัยว่าเป็น?
นี้เป็นความคิดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในวงกว้างรู้สึกประหลาดใจ ที่นิตยสารไทม์
ได้ตึพิมพ์บทความเชิงประชดประชันชิ้นหนึ่งที่พวกเขาเรียกว่า การวินิฉัยบิลล์
เกตส์ เปรียบเทียบบิลล์ เกตส์ กับ เทมเปิล การ์แดง
ด้านต่อด้านถึงความเหมือนกันของพวกเขา
ศาสตราจารย์โลวาส:
ผมพบว่าความคิดเกี่ยวกับออทิสซึ่มแบบเบาๆ น่าสนใจเป็นที่สุด
ในแถบประเทศแสกนดิเนเวีย มีบุคคลออทิสติกแบบเบาๆ จำนวนมาก
เพราะในภูมิอากาศแบบนั้นพวกเขาเลือกที่จะแยกตัวเองออกมา
พวกเขาชอบอยู่ตามลำพังในความมืด พวกเขาเจริญเติบโตกับมัน
บางคนฆ่าตัวตายในภูมิภาคที่หนาวเย็นและโดดเดี่ยวแถบนั้น
แต่บุคคลออทิสติกแบบเบาๆ คงจะชอบมัน
เมื่อคุณสนทนาประสาทะกับบุคคลเหล่านี้พวกเขาจะไม่มองตาคุณ
พวกเขามองที่รองเท้าคุณ การสนทนาเป็นอะไรที่คล้ายๆกับการพูดตาม คุณพูด วันนี้อากาศดี
และพวกเขาจะพูด ครับ,วันนี้ค่อนข้างดี
ถ้าคุณคิดเกี่ยวกับเด็กออทิสติกเหมือนกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา
แล้วคุณจะหยุดมองเห็นพวกเขาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิชาพยาธิวิทยาหรือเป็นโรคอะไรที่จะต้องหาทางเยียวยาให้หาย
พวกเขาเหมาะกับธรรมชาติที่สิ่งต่างๆ ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ
ผมมีความเชื่อว่า คนที่ไม่ปกติกลุ่มนี้
ถือกำเนิดเกิดมาในโลกของเราเพื่อปกป้องพวกเราจากอนาคตอันไม่แน่นอน
มีพลังเข้มแข็งอยู่ในความแปรปรวนที่เบี่ยงเบนไป
ถ้าคุณพิจารณาดูนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย
พวกเขาทำให้เราอยู่รอดในอนาคตที่เราไม่สามารถทำนายได้
และถ้าคุณพิจารณาดูศิลปินที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ได้ทำให้อนาคตชัดเจนขึ้นสำหรับเรา
แวน โก๊ะห์ เป็นตัวอย่างที่ดี
คนผู้หนึ่งซึ่งตัดหูของตัวเองส่งให้เพื่อนหญิงของเขาเพื่อให้เธอประทับใจในความรักที่เขามีให้
อธิบายได้ถึงการขาดทักษะทางสังคมที่จะแสดงออกในเรื่องของความรัก
จะเป็นการสูญเสียของโลกสักแค่ไหนถ้าเราทำให้เขากลายเป็นใครที่รู้จักแต่ผลประโยชน์ทางสังคมและสอนเขาซึ่งทักษะที่จะได้มันมา
โดยทั่วไป
สังคมขึ้นอยู่กับพวกเราพวกคนปกติ เราจ่ายภาษี เราดูแลลูกๆ เราไปทำงาน
แต่ถ้าทุกๆ คนเป็นเหมือนอย่างพวกเรากันหมด เราคงไม่แน่ใจในความอยู่รอด
ส่วนหนึ่งของอนาคตเป็นของบุคคลผู้ซึ่ง เหมือน ออทิสติก คนที่เราคิดว่า ติ๊งต๊อง
คน ติ๊งต๊อง คือคนที่งุ่มง่ามเงอะงะเชื่องช้าในสถานการณ์ทางสังคม
ซึ่งบ่งบอกถึงลักษณะของการเป็นออทิสซึ่มแบบเบาๆ แต่ถ้าปราศจากคน ติ๊งต๊อง
บางทีเราอาจะไม่มีศาสตร์หรือวิทยาการทางคอมพิวเตอร์ก็เป็นได้้
ผมเห็นว่าเด็กออทิสติกน่าสนใจที่สุด ผมทำงานกับพวกเขากว่า ๔๐
ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ และยิ่งผมรู้จักพวกเขามากขึ้นเท่าไร
พวกเขาก็ยิ่งเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
จากพวกเขาทุกวัน