ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก-ห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษในโรงเรียนทั่วไปใกล้บ้าน
[ : นวตกรรมการบริหารจัดการทางการศึกษาสำหรับประชากรในวัยเรียนที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมอง]
ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก และ ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ใน โรงเรียนทั่วไปใกล้บ้าน นับเป็น "นวตกรรมทางด้านการบริหารจัดการทางการศึกษา" ของประเทศไทยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนับแต่ระดับอายุช่วงชั้นอนุบาล ระดับอายุช่วงชั้นประถมศึกษา ไปจนถึงระดับอายุช่วงชั้นมัธยมศึกษา เพื่อสนองตอบต่อ ความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษา ของ ประชากรในวัยเรียน กลุ่มที่โครงสร้างของสมองมีการทำงานที่แตกต่างออกไปจากคนปกติ อย่างกลุ่มออทิสติกและกลุ่มอาการใกล้เคียง เช่น แอลดี สมาธิสั้น พัฒนาการช้า พิการซับซ้อนที่มีกลุ่มอาการออทิซึ่ม/แอลดี/สมาธิสั้นร่วมด้วย ฯลฯ ได้ทุกกลุ่ม
การบริหารจัดทางการการศึกษาด้วยห้องเรียนทั้งสองรูปแบบดังกล่าว เกิดขึ้นบนฐานขององค์ความรู้เดิมด้านต่างๆ อันเกี่ยวข้องที่มีอยู่แล้วอย่างกระจัดกระจายเอามาบูรณาการเข้าด้วยกัน จากการระดมสมองของกลุ่มแกนนำผู้ปกครองฯ ที่ได้แลกเปลี่ยนถกเถียงกันมายาวนานกว่าครึ่งทศวรรษ จากหลากหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม(ไทย) นางหทัยพร คลังกำแหงเดช นายกสมาคมผู้ปกครองเด็กออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่ นางนุชอนงค์ ธิติศาสตร์ จากกลุ่มเพื่อนออทิสติก (กทม.) และที่ปรึกษากองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาทุนฯ นายจักรกฤษณ์ เมธชนัน เลขานุการสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม(ไทย) สมัยที่ ๒ นางจีรพันุ์ ตันมณี ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ นายธีรศักดิ์ กอวรกุล ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมออทิซึ่ม(ไทย) สมัยที่ ๒ และที่ปรึกษากองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ นางประภา อภิพัฒนา ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลแอลดี และประธานสมาคมสภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมอง นางนภัทร พุกนะสูตร ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้น และกรรมการบริหารสมาคมสภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมอง รศ. นพ. กำธร ธรรมประเสริฐ ประธานกองทุนออทิสติก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายกสมาคมเพื่อบุคคลออทิสติก จากจังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ
กล่าวเฉพาะ "ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก" นั้น จะเป็นรูปแบบการบริหารจัดการทางการศึกษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับกลุ่มออทิสติกเท่านั้น ทั้งกลุ่มอาการหนัก กลุ่มอาการปานกลาง และกลุ่มอาการเบา (ออทิสติกศักยภาพสูง/ออทิสติกสเปกตรัม) ที่ยังไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการมาก่อน โดย ๑/ มี อัตราส่วนครูผู้สอนต่อบุคคลออทิสติกผู้เรียน เป็น ๒:๓ หรือ ๓:๕ ต่อหนึ่งห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ๒/ มีสถานที่ที่จัดเป็นห้องเรียนคู่ขนานออฯ อย่างเป็นสัดส่วนแยกต่างหาก แต่อยู่ในบริเวณหรืออยู่ในอาคารเดียวกันกับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกัน โดยภายในห้องเรียนคู่ขนานออฯ ดังกล่าวจะต้องมีการจัดองค์ประกอบให้เอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติก [เพราะห้องเรียนคู่ขนานออฯ นี้จะต้องมีการบูรณากิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์เข้ามาจัดกันในห้องเรียนนี้ด้วย] ๓/ มี หลักสูตรขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ที่บูรณาการเอามาจากสามส่วน หนึ่ง ฐานศักยภาพทั้งทางพฤติกรรมและวิชาการของผู้เรียน สอง กิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ เพื่อแก้กลุ่มอาการออทิซึ่มของผู้เรียน และ สาม หลักสูตรของนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นที่สอดคล้องกับศักยภาพทางวิชาการของผู้เรียน ๔/ มี ระบบการเชื่อมต่อ ส่งต่อ และถ่ายโอน อันเป็นบริหารจัดการทางการศึกษา ที่สามารถเอื้อให้นักเรียนออทิสติกกับนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกัน ได้ปะทะสังสรรค์เรียนรู้ที่จะมีสัมพันธภาพและเจตคติที่ดีต่อกันและกัน ที่สำคัญ ก็คือ ให้นักเรียนออทิสติกสามารถเรียนรู้ "รูปแบบการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย" จากนักเรียนปกติ และให้นักเรียนปกติเรียนรู้และฝึกฝนการช่วยเหลือเพื่อนผู้เกิดมาแตกต่าง ๕/ มี ระบบการทำงานร่วมกันระหว่างทีมครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานกับทีมครูผู้สอนร่วม โดยครูผู้สอนร่วมจะเป็นครูผู้สอนนักเรียนปกติ ที่รับเอานักเรียนออทิสติกเข้าเรียนร่วม/เรียนรวมในบางกิจกรรม หรือในบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๖/ มี ระบบห้องออทิสติกเรียนร่วม(ห้องเรียนบัดดี้) และ ระบบการจัดตั้ง "กลุ่มเพื่อนบัดดี้" และ "เพื่อนบัดดี้/เพื่อนคู่หู" จาก นักเรียนปกติ ให้แก่ นักเรียนออทิสติกแต่ละคน ๗/ มี ระบบประเมินผลด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน เช่น การประเมินผลการเรียนของผู้เรียน/นักเรียนออทิสติก การประเมินผลงานการจัดกิจกรรมการเรียนการของครูผู้สอนทุกคน [โดยเฉพาะการประเมินคุณภาพครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานออฯ นั้น จะต้องเป็นการสร้าง "นวตกรรมด้านกฎระเบียบ/กฎกระทรวง/กฎหมาย" ขึ้นมารองรับกันเลยทีเดียว] การประเมินคุณภาพทั้งภายนอกภายในของ "ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก" [ที่น่าจะต้องกำหนดมาตรฐานกลางขึ้นสำหรับเป็นมาตรฐานอ้างอิง] ฯลฯ
ส่วน ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ นั้น เป็นรูปแบบการบริหารจัดการทางการศึกษา สำหรับประชากรในวัยเรียน ที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะแต่ออทิสติกเท่านั้น เพียงแต่ถ้าเป็นออทิสติกก็จะต้องเป็น ออทิสติกศักยภาพสูง ที่ ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถ นั่งเรียนกับเพื่อนนักเรียนปกติในระดับช่วงชั้นอายุเดียวกันในห้องเรียนปกติได้ได้ด้วยหลักสูตรปกติเช่นเดียวกับนักเรียนปกติทั่วไป เพียงแต่อาจจะต้องเอาออกมา "สอนซ่อมเสริม" หรือ "สอนล่วงหน้า" ใน บางรายวิชาหรือในบางรายกิจกรรม ที่ผู้เรียน เรียนรู้ตามไม่ทันกลุ่มเพื่อน หรือที่ผู้เรียน เรียนรู้ล้ำหน้าไปกว่ากลุ่มเพื่อน ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการดังนี้สามารถใช้ได้ด้วยกับกลุ่มแอลดี กลุ่มสมาธิสั้น และ กลุ่มอื่นๆ ที่มีปัญหาทางด้านพฤติกรรมและการเรียนรู้ทำนองเดียวกัน โดย ๑/ มี ครูประจำห้องสอนเสริมฯ หรือครูผู้ผู้รับผิดชอบอำนวยการให้เกิดกระบวนการในการสอนซ่อมเสริมหรือสอนล่วงหน้าในอัตราส่วนครูผู้รับผิดประจำห้องสอนเสริมฯ ต่อ ผู้เรียนกลุ่มต่างๆ เป็น ๑:๕-๑๐ หรือ ๒:๑๐-๒๐ ต่อหนึ่งห้องสอนเสริมฯ ๒/ มี สถานที่ (หรือมุมที่เหมาะสม) ที่สามารถจะจัดกิจกรรมการสอนซ่อมเสริมฯ ได้ ๓/ มี กระบวนการจัดระบบให้ครูที่สอนประจำแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้มี "ช่วง/คาปเวลา" ในการจะมาสอนซ่อมเสริมฯ ให้แก่ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่จะต้องได้รับการสอนซ่อมเสริมฯ แต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม [ตามลักษณะที่เฉพาะเจาะจง ของ ความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองในแต่ละกลุ่มและในแต่ละคน] ๔/ และก็เช่นเดียวกับห้องเรียนคู่ขนานออฯ ก็จะต้องมีระบบการประเมินผลด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ในทางปฏิบัติทางเครือข่ายผู้ปกครองฯและองค์กรผู้ปกครองฯ ทั้งหลายดังกล่าวข้างต้น ได้ผลักดันให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ส.พ.ฐ.) โดย สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ จัดทำ โครงการนำร่องการจัดการศึกษาแบบห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกจำนวน ๕๓ ห้องเรียน จนสามารถบ่มเพาะบุคคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานออฯ ได้เป็นจำนวนถึง ๑๐๖ คน ใน โครงการนำร่องโรงเรียนออทิสติกเรียนร่วม โดยใช้เงินนอกงบประมาณจากกองสลาก[เงินหวยสองตัวสามตัว] ซึ่งทั้งครูผู้สอนและนักเรียนออทิสติกผู้เรียนของห้องเรียนคู่ขนานออฯ ทั้ง ๕๐ กว่าห้องเรียนในห้าสิบกว่าโรงเรียนทั่วประเทศในปีการศึกษาที่แล้ว กำลังจะถูก "ลอยแพ" ในปีการศึกษานี้ แต่ด้วยอานิสงค์จากการที่ นายกสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม(ไทย) ได้นำคณะผู้ปกครองฯ เข้ายื่นหนังสือประท้วงต่อ ร.ม.ต.ว่าการกระทรวงศึกษาฯ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ทางกระทรวงศึกษาฯ จึงได้เร่งยื่นเรื่องขอเงินฉุกเฉินจากกองสลากมาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ส่วนรูปแบบ ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ทางองค์กรผู้ปกครองฯ ทั้งหลายดังกล่าว ก็กำลังอยู่ในระยะผลักดันจะให้เกิดการนำร่องให้สอดรับและคู่ขนานกันไปกับโครงการห้องเรียนคู่ขนานออฯ ในปีการศึกษา ๒๕๔๙ ที่จะถึงนี้ (?)
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การบริหารจัดการทางศึกษาด้วยรูปแบบห้องเรียนทั้งสองรูปแบบนี้ เข้าอยู่ในโครงสร้างของงบประมาณปกติ และโครงสร้างการบริหารจัดการปกติเฉกเช่นการบริหารจัดการทางการศึกษาของผู้เรียนปกติอย่างเป็นการต่อเนื่องยั่งยืนถาวร ทางเครือข่ายกลุ่มผู้ปกครองฯและองค์กรผู้ปกครองฯ ก็ได้มีการประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง อนุกรรมการออทิสติกในแท่งของ ส.พ.ฐ. เพื่อการนี้ ซึ่งกำลังอยู่ในระยะดำเนินการ ภายใต้ คณะกรรมการบริหารการศึกษาพิเศษ ที่มี ร.ม.ต. ว่าการกระทรวงศึกษาฯ เป็นประธานโดยตำแหน่ง(?) ด้วยคาดหวังว่า อนุฯ ภายใต้คณะกรรมการฯ ชุดนี้ จะเป็นเวทีที่แกนนำผู้ปกครองฯ จากกลุ่มและองค์กรผู้ปกครองต่างๆ ที่เป็น "ตัวตั้งตัวตี" ในการนี้มาแต่ต้นดังกล่าว จะได้ร่วมทำงานกับ "มืออาชีพ" และ "มือบริหารจัดการทางการศึกษา" ของ ภาครัฐ/กระทรวงศึกษาธิการ และก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งอีกด้วยว่า อนุฯ ชุดนี้จะเป็น กลไกการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดวางโครงสร้างทางการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ ประชากรในวัยเรียนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบได้ทั้งระบบในขอบเขตทั่วทั้งประเทศ
โดย ปมเงื่อนสำคัญ ๒ ประการ ว่า จะเป็นดังที่คาดหวังหรือไม่? ก็อยู่ที่ องค์ประกอบในเรื่อง "ตัว" บุคคลที่จะประกอบกันเข้าเป็นคณะอนุกรรมการ ว่า ประการหนึ่ง ตัวแทนของกลุ่มแกนนำของกลุ่มผู้ปกครองฯ และองค์กรผู้ปกครองฯ ที่เป็น "ตัวตั้งตัวตี" ในการนี้มาแต่ต้นดังกล่าว จะมีที่นั่งในอนุฯ นี้ด้วยหรือไม่? และ อีกประการหนึ่ง ก็คือว่า "ตัว" บุคคล ที่จะมานั่งเป็น ประธานของอนุฯ ชุดนี้ มี "ใจ" ที่จะทำงานเพื่อการนี้อย่างกระตือรือร้นอย่างเป็นฝ่ายกระทำหรือไม่? มี "บารมี" และ "อำนาจ"/"ตำแหน่ง" ทางการบริหารมากพอ ที่จะยังให้เกิดการจัดวางโครงสร้างทางการศึกษาของประชากรกลุ่มออทิสติกและกลุ่มที่มีอาการใกล้เคียง ได้เข้าไปอยู่ใน โครงสร้างนโยบายและแผนปกติอย่างเป็นรูปธรรมที่ต่อเนื่องยั่งยืนถาวรของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนของ ส.พ.ฐ. หรือไม่? ไม่เช่นนั้น ก็จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์อันขมขื่นของ อนุฯ ออทิสติก เมื่อครั้งปฏิรูปการศึกษาในรัฐบาลทักษิณยุค ๔ ปีซ่อม ที่เอารองอธิบดีใกล้ปลดเกษียณในอีกไม่กี่วันมาเป็นประธาน และเลขาฯ ของอนุฯ ชุดนั้น ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะ "ชงเรื่อง" ให้เกิดการประชุมเพื่อให้เกิด "งาน" ตามที่คาดหวัง จนอนุฯ ชุดนั้นหมดวาระไปโดยไม่ได้ทำงานที่จะยังให้เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ปล่อยทิ้งให้ปัญหาการบริหารจัดการทางการศึกษาของประชากรกลุ่มนี้ คาราคาซังและไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายมาจนบัดนี้
แต่สำคัญที่สุดของสำคัญที่สุดก็ยังอยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ มีความจริงใจต่อการศึกษาของประเทศชาติโดยเฉพาะการศึกษาของประชากรในวัยเรียนกลุ่มนี้หรือไม่? รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาจะ "ได้เวลา" ที่จะนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ นานพอที่จะอำนวยการในการนี้ให้ได้จนบรรลุผลสัมฤทธิ์หรือไม่? เพราะรัฐมนตรีแต่ละ ฯพณฯ ท่าน ตลอดจน "ที่ปรึกษา" หรือ "ผู้ช่วย" บรรดาไม้ประดับอันแวดล้อม หาผู้ที่จะเข้าใจการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการหรือผู้ที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองได้น้อยเต็มทีแทบจะนับ "ตัว" ไม่ได้ การปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่ละครั้ง ยังให้ต้องมานั่งเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่กับทีมงานรัฐมนตรีใหม่แทบทุกครั้ง อันนับเป็นวงจรอุบาททางด้านการศึกษาพิเศษเรื่อยมาแท้ๆ นับแต่รัฐบาลทักษิณยุค 4 ปีซ่อม มาจนถึงยุค 4 ปีสร้าง แต่ก็ยังคงหวังต่อไป ว่า วงจรอุบาทนี้จะปิดลงได้เสียที เพื่อ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในส่วนที่เป็นประชากรในวัยเรียนกลุ่มออทิสติกและกลุ่มอาการใกล้เคียงทั้งหลาย ( แอลดี สมาธิสั้น พัฒนาการช้า ฯลฯ) ที่รวมๆ แล้ว น่าจะมีมากว่าร้อยละ 20-30 ของประชากรในวัยเรียนทั้งหมดของประเทศ และเป็นวิบากกรรมของระบบการศึกษาไทยตลอดมา โดยบรรดาคุณครูผู้สอนทั้งหลายที่กำลังประท้วงเย้อวๆๆ กันอยู่นี้นั้น ไม่เคยจะแก้ปัญหาทางด้านการเรียนการสอนได้!
-----------------------------------------
ความคืบหน้า
๑/"ห้องเรียนคู่ขนานฯ" จำนวน กว่า 50 ห้องเรียน ที่ดำเนินการโดย สำนักบริหารการศึกษาพิเศษ โดยศูนย์การศึกษาพิเศษต่างๆ ในสังกัด ตามเงื่อนไขให้มีคุณครูประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ ห้องละ 2 คน ต่อนักเรียนออทิสติก 3 คน (กลุ่มอาการหนักและปานกลาง) เป็นทั้งหมด จำนวน 106 คน ได้งบประมาณจากกองสลาก(เงินหวยสองตัวสามตัว) มาจ่ายค่าตอบแทนครู ทั้ง 106 คนนี้ ถึงเดือน กันยายน 2549 ก็จะหมดเงินอีกแล้ว และ ไม่รู้ว่าจะขอมาจ้างต่อได้หรือไม่ ถ้าไม่ก็จะถูกลอยแพกันหมดทั้งครูจำนวนร้อยกว่าคนและเด็กอีกเกือบสองร้อยคน
ทางกองทุนฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายผู้ปกครองฯ ทั่วประเทศ และยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม(ไทย) ให้มีการจัดตั้งอนุกรรมการเพื่อการจัดการศึกษาของออทิสติก(รวมแอลดี สมาธิสั้น และพัฒนาการช้าเพราะความผิดปกติในระบบการทำงานของสมองกลุ่มอื่นๆ ที่ใกล้เคียงด้วย) เพื่อผลักดันให้การจัดการศึกษาแบบ "ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก" และ "ห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษ" ในโรงเรียนทั่วไปในชุมชนใกล้บ้านในสังกัดหรือในกำกับดูแลของ ส.พ.ฐ. (รวมทั้ง 50 กว่าห้องเรียนคู่ขนานฯกับครูผู้สอน 106 คนดังกล่าวนั้นด้วย) เข้าสู่โครงสร้างของงบประมาณปกติ ที่มีระเบียบของกระทรวงศึกษาศึกษาที่เกี่ยวข้องรองรับ ทั้งตำแหน่งครูผู้สอนนักเรียนออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ ตำแหน่งครูผู้สอนประจำห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ และ งบประมาณรายหัว ฯลฯ โดยมีรองเลขาธิการ ส.พ.ฐ. ฝ่ายนโยบายและแผน เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยหัวหน้าส่วนและตัวแทนหน่วยงานของ ส.พ.ฐ.และสังกัดอื่น( เช่น ก.พ. สำนักงบฯ ) คลิกอ่าน อนุกรรมการฯ ออทิสติกในแท่ง ส.พ.ฐ. ทางกองทุนฯและแกนนำเครือข่ายผู้ปกครองฯ ทั้งห้าภูมิภาคได้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายส่วนตัวกันไปเป็นจำนวนไม่ใช่น้อยในการวิ่งเต้นประสานงาน เพื่อให้เกิดการจัดตั้งอนุกรรมการฯ ดังกล่าว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะ เมื่อกลายเป็น รัฐบาลรักษาการ ร.ม.ต. รักษาการ อะไรๆ ที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งอนุกรรมการดังกล่าวที่เริ่มต้นกันทำไว้ ส.พ.ฐ. โดยเลขาธิการคนปัจจุบัน ที่ได้ข่าวมาว่า จะปลดเกษียณในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ก็มีข่าวว่าให้เก็บลงลิ้นชักหมดแล้ว ขณะนี้หลายคนที่ทำงานด้านคนพิการก็แทบจะทอดอาลัยตายอยาก ได้แต่รอวันรอคืนที่ท่านผู้นี้จะเกษียณไปเสียทีเท่านั้น จึงจะสามารถขับเคลื่อนต่างๆ ใดๆ ต่อไปได้ !
ดังนั้นกรณีห้องเรียนคู่ขนานฯ กว่า 50 ห้องเรียน กับครูอีก 106 คน ใน 50 กว่าโรงเรียนทั่วประเทศ ก็จึงอยู่ในสภาพอกสั่นขวัญแขวนอย่างน่าอเน็จอนาจดังเดิมกันอีกครั้ง เพราะค่าตอบแทนของคุณครูผู้สอนจำนวน 106 คนนั้น จะหมดลงในเดือนกันยายนนี้ แล้วในปีการศึกษา 2549 จะมาจากไหน? หวยสองตัวสามตัวจะให้อีกไหม? เพราะ ส.พ.ฐ. ยังไม่ดำเนินการให้เข้าสู่โครงสร้างของ งบประมาณปกติ ยังปล่อยปละละเลยตามลีลาของ ส.พ.ฐ ยุคนี้อยู่ คือ ปล่อยให้เป็นประเภท "งบประมาณขอทาน" จากหวยสองคัวสามตัวจากกองสลากอยู่...แล้วจะให้ต่อไหมล่ะ? ซึ่งตามข่าวที่ได้ยินมา ว่า มีการเขียนขอเงินกองสลาก โดย มูลนิธิของเอกชน 3 มูลนิธิ ต่อ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ( ใช้เงินหวยสองตัวสามตัว ) เป็น จำนวน 200 ล้านบาท ( คลิกไปอ่าน รายละเอียดคร่าวๆ ได้ ที่ http://www.autisticthai.org/newaus/newnet2006_6.html ) ซึ่งไม่ทราบว่า จะมีเรื่องของ ห้องเรียนคู่ขนาน ฯ กว่า 50 ห้อง กับครูผู้สอนนักเรียนออทิสติก จำนวน 106 คน ในกว่า 50 โรงเรียน นี่ด้วยหรือไม่? ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ทางกองทุนฯ จะตามติดมานำเสนอต่อไป
ทั้งนี้ เกี่ยวกับการทำงาน ของ ส.พ.ฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องการจัดการศึกษาของคนพิการหลากหลายกลุ่มนี้ ทางกองทุนฯ จะได้ทำการวิพากษ์และเสนอแนะต่อกระทรวงศึกษาฯ ไว้ในบทความเรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ(ศ.ธ.) กับ ออทิสติก (เรียนเชิญท่านผู้สนใจคลิกไปอ่านกันได้)
๒/ส่วน "ห้องเรียนคู่ขนานฯ" ในโรงเรียนในชุมชนในสังกัดของเทศบาลนครขอนแก่น ที่ทางเครือข่ายผู้ปกครองฯ โดยกองทุนรัฐวัฒน์ฯ ร่วมกับ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มผู้ปกครองบุคคลออทิสติกเพื่อห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ในโรงเรียนทั่วไป ในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งต่อไปจะเรียกสั้นๆว่า กลุ่มผู้ปกครองฯเพื่อห้องเรียนคู่ขนานฯ ไปเปิดไว้เมื่อต้นปีการศึกษา 2547 นั้น มีความเป็นมา และ กำลังจะมีการผลักดันให้จัดทำ ระเบียบการห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกโรงเรียนเทศบาลหนองแวง ในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งทางเครือข่ายผู้ปกครองฯ ได้ร่วมกันทำ ฉบับร่าง เสร็จแล้ว คลิกไปอ่านกันได้ ท่านผู้ใดมีข้อเสนอแนะอะไร เชิญได้ที่ กระดานสนทนา ค่ะ / 1 พฤษภาคม 2549