โครงการวิจัยและพัฒนาการอาชีวะบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนสำหรับบุคคลออทิสติก ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ปี2552-2557)

1.หลักการและเหตุผล

ความเป็นจริงที่ว่าประชากรมนุษย์ในสังคมมนุษย์หนึ่งๆ  นับแต่เกิดมาก็มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในด้านชาติพันธุ์และด้านสรีระร่างกายทางกายภาพทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองเห็นไม่ได้ด้วยตา โดยคนกลุ่มที่มีปริมาณมากที่สุด คือ กลุ่มคนปกติ [ในเกณฑ์เฉลี่ย] และคนกลุ่มที่มีอยู่ในปริมาณน้อยหรือน้อยกว่า คือ กลุ่มคนอปกติ หรือก็คือกลุ่มคนที่เกิดมามีความแตกต่างไปจากคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆ ไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ทางร่างกาย [ เช่น คนพิการทางสายตา ฯลฯ ] ก็ทางสมอง (เช่น คนออทิสติก ฯลฯ)] ในโลกยุคปัจจุบันที่คำว่า "คนออทิสติก" เป็นที่รู้จักและเป็นที่เข้าใจได้มากขึ้น รวมทั้งในสังคมไทยด้วย ทั้งยังมีกลุ่มที่ทำให้ต้องรู้จักติดตามมาอีก ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มคนที่ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD-Learning Disability) และกลุ่มคนสมาธิสั้น (ADHD-Attention Deficit Hyperactivity) ประชากรในกลุ่มเหล่านี้ ส่วนข้างมากที่สุดล้มเหลวกระทั่งเข้าไม่ถึงระบบการศึกษที่วางรากฐานมาจากคนปกติและเพื่อคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย(mean) เท่านั้น แต่ปรากฏการณ์ที่ บุคคลสำคัญของโลกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ที่สำคัญๆ หลายต่อหลายคน ไม่ประสบผลสำเร็จในระบบการศึกษาปกติของคนปกติ และบ้างในช่วงวัยเด็กก็ถูกตราหน้าว่า "โง่" บ้าง "ติ๊งต๊อง"บ้าง เช่น ไอน์สไตน์ เอดิสัน นิวตัน ฯลฯ และบ้างก็ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากในยุคนั้นๆ เช่น แวนโก๊ะ ฯลฯ ปัจจุบันที่ได้ชื่อว่าสร้างคุณูปการแก่โลกสมัยใหม่อย่างมาก ก็คือ บิลล์เกต บุคคลเหล่านี้ล้วนอยู่นอกเกณฑ์เฉลี่ย(mean)เกือบทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านสังคมนั้น บุคคลเหล่านี้จะอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย (mean) แต่หากเป็นทางด้านวิชาความรู้-วิชาการโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ บุคคลเหล่านี้มักจะอยู่เหนือ (mean) ทว่าในเรื่องง่ายๆ ที่คนปกติทำและคิดได้ โดยใช้แค่ "สามัญสำนึก" แต่คนอปกติทำไม่ได้หรือทำได้อย่างยากลำบาก อาทิเช่น กิจวัตรประจำวัน ฯลฯ ขณะที่คนปกติในเกณฑ์เฉลี่ยคิดทฤษีทางวิทยาศาตร์ยากๆ ไม่ได้ [ทฤษฏีสำคัญๆ ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติก็มักมีแต่คนอปกติเท่านั้นที่คิดไว้ให้] อาทิ เช่น ไอน์สไตน์ ทำช่องใหญ่ให้แมวตัวใหญ่ลอด และทำช่องเล็กให้แมวตัวเล็กลอด เป็นต้น ความสัมพันธุ์ระหว่างความสำคัญของคนปกติและคนอปกติที่มีต่อสังคมมนุษย์หรือมวลมนุษยชาติจึงเป็นไปในลักษณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. โอ ไอว่า โลวาสส กล่าวไว้ว่า 

"ผมมีความเชื่อว่า คนที่ไม่ปกติกลุ่มนี้ ถือกำเนิดเกิดมาในโลกของเราเพื่อปกป้องพวกเราจากอนาคตอันไม่แน่นอน มีพลังเข้มแข็งอยู่ในความแปรปรวนที่เบี่ยงเบนไป ถ้าคุณพิจารณาดูนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พวกเขาทำให้เราอยู่รอดในอนาคตที่เราไม่สามารถทำนายได้ และถ้าคุณพิจารณาดูศิลปินที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ได้ทำให้อนาคตชัดเจนขึ้นสำหรับเรา แวน โก๊ะห์ เป็นตัวอย่างที่ดี คนผู้หนึ่งซึ่งตัดหูของตัวเองส่งให้เพื่อนหญิงของเขาเพื่อให้เธอประทับใจในความรักที่เขามีให้ อธิบายได้ถึงการขาดทักษะทางสังคมที่จะแสดงออกในเรื่องของความรัก จะเป็นการสูญเสียของโลกสักแค่ไหนถ้าเราทำให้เขากลายเป็นใครที่รู้จักแต่ผลประโยชน์ทางสังคมและสอนเขาซึ่งทักษะที่จะได้มันมา โดยทั่วไป สังคมขึ้นอยู่กับพวกเราพวกคนปกติ เราจ่ายภาษี เราดูแลลูกๆ เราไปทำงาน แต่ถ้าทุกๆ คนเป็นเหมือนอย่างพวกเรากันหมด เราคงไม่แน่ใจในความอยู่รอด ส่วนหนึ่งของอนาคตเป็นของบุคคลผู้ซึ่ง เหมือน ออทิสติก คนที่เราคิดว่า “ติ๊งต๊อง” คน “ติ๊งต๊อง” คือคนที่งุ่มง่ามเงอะงะเชื่องช้าในสถานการณ์ทางสังคม ซึ่งบ่งบอกถึงลักษณะของการเป็นออทิสซึ่มแบบเบาๆ แต่ถ้าปราศจากคน “ติ๊งต๊อง” บางทีเราอาจะไม่มีศาสตร์หรือวิทยาการทางคอมพิวเตอร์ก็เป็นได้" [จากบทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส ที่ปรากฏใน ADVOCATE Nov-Dec 1994 กำกับโดย แคทเทอรีน จอห์นสัน ถอดความโดย ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)]

พูดอีกนัยยะหนึ่ง ก็หมายถึงว่า คนปกติทำให้มนุษย์เราดำรงอยู่ได้อย่างที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ แต่คนอปกติทำให้มนุษย์เราอยู่รอดได้ในโลกธรรมชาติ ประชากรมนุษย์ของโลกทั้งสองกลุ่มนี้ จึงจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตพร้อมๆ กันไปในทุกมิติ แต่ที่ผ่านมาทั้งในประวัติศาสตร์และโลกยุคปัจจุบัน โภคทรัพย์และทรัพยากรเกือบทั้งหมดของรัฐ-สังคม ถูกใช้ไปเพื่อกลุ่มคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ยเท่านั้น ในโลกนี้จึงมีนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จำนวนไม่มาก ยิ่งกล่าวสำหรับประเทศไทยที่มีฐานคิดจากคติความเชื่อที่ว่า การเกิดมาเป็นคนอปกติเป็นเวรกรรมมาแต่ชาติปางก่อน นักวิทยาศาสตร์ไทยจึงแทบไม่มีเลยหรือมีน้อยมาก หากจะมีก็มักจะเป็นเฉพาะในสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์เท่านั้น จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกำหนดใหม่ซึ่งการใช้โภคทรัพย์และทรัพยากรของรัฐ-สังคมเพื่อการพัฒนาศัยภาพและคุณภาพชีวิตของประชากรทั้งสองกลุ่มนี้ให้ได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ในทุกมิติ

"เปรียบเหมือน เส้นขนานคู่หนึ่ง - เส้นสองเส้น - เส้นหนึ่ง เป็นเส้นทางชีวิตของคนปกติ ตั้งแต่เกิดจนตาย อีกเส้นหนึ่ง เป็นของคนอปกติซึ่งในกรณีนี้ ก็คือ คนออทิสติก ก็พิจารณาว่า ตั้งแต่ เกิดจนตาย มี "อะไร"       สำหรับคนปกติบ้าง  ใน แต่ช่วงระยะ ของ ชีวิต แต่ละวัย ..วัยทารก ...วัยเด็ก ..วัยรุ่น..วัยผู้ใหญ่วัยทำงาน วัยชราและก่อนสิ้นอายุขัย ก็จัดให้มี "อะไร" นั้น    สำหรับคนออทิสติกด้วย แต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด ของ ทั้งปริมาณและคุณภาพ ที่จะต้องจัดการ ให้สอดคล้อง กับ "ความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล" ของ คนออทิสติก เป็นคนๆ ไป" [จาก "ทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติก (http://www.autisticthailand.com/aboutKKU/AuKKUT_6.htm)]

จากรายงานผลการศึกษาถึงสถิติอุบัติการณ์ของภาวะออทิซึ่ม ในต่างประเทศ พบว่า อัตราการเกิดของประชากรออทิสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ในหลายประเทศ มีอัตรส่วนถึง 1:100 หรือมากกว่า  (The National Autistic Society UK, 2008; Autism Society of America, 2009) ส่วนในประเทศไทยความชุกของประชากรออทิสติก เมื่อปี พ.ศ. 2547 มีอัตราส่วนเป็น 1:1,000 โดยมีอัตรส่วน เพศชาย:เพศหญิง 4-5:1 (เพ็ญแข ลิ่มศิลา, 2550) นักวิจัยและนักการศึกษาหลายคนจึงทำนายไว้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประชากรออทิสติกจะมีจำนวนมากที่สุด ในบรรดาประชากรที่มีความพิการ 9 ประเภท (ดารณี อุทัยรัตนกิจ, 2550) กล่าวสำหรับจังหวัดขอนแก่น จำนวนผู้ป่วยออทิสติก (F840) ที่มารับบริการที่โรงพยาลศูนย์ขอนแก่น ปีงบประมาณ 2549, 2550 และ 2551 คือ 44 คน, 119 คน, และ 315 คน ตามลำดับ (สถิติจาก หน่วยเวชสถิติ งานเวชระเบียนและสถิติ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น) สำหรับอุบัติการณ์ของทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจจะอนุมานได้จากสถิติผู้ป่วยของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพราะมีผู้ป่วยออทิสติกจากเกือบทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาใช้บริการ ในช่วงปีงบประมาณปีงบประมาณ 2545, 2546, 2547, 2548, 2549, 2550 และ 2551 คือ 223คน, 304 คน, 341 คน, 377 คน, 407 คน, 434 คน, และ 480 คน ตามลำดับ (ข้อมูลผู้ป่วยนอก โรค Autism รพ.ศรีนครินทร์ ปี 2545-2551)

จึงจะเห็นได้ว่า ประชากรออทิสติกของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดขอนแก่น มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้ยังไม่นับที่ตกหล่นสถิติอีกมาก โดยเฉพาะออทิสติกในกลุ่มศักยภาพสูงในครอบครัวที่มีเศรษฐะฐานะปานกลางไปจนถึงสูง ที่เข้าถึงการให้บริการด้านต่างๆ ของรัฐ-สังคมไทย และสามารถเข้าสู่การศึกษาร่วมกับประชากรปกติในวัยเดียวกันได้แล้ว ครอบครัวของบุคคลออทิสติกเหล่านี้ ก็มักจะไม่ยอมรับว่าบุตรหลานของตนเป็นบุคคลออทิสติกอีกต่อไป หรือกระทั่งตัวบุคคลออทิสติกเอง ก็ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า ตนเองเป็นคนออทิสติก ฉะนั้นออทิสติกศักยภาพสูงในกลุ่มนี้ก็จะไม่อยู่ในสถิติ รวมทั้งประชากรออทิสติกทุกระดับศักยภาพในครอบครัวที่มีเศรษฐะฐานะปานกลางค่อนข้างไปทางยากจนและยากจน ที่เข้าไม่ถึงการให้บริการด้านต่างๆ ของรัฐ-สังคมไทย ก็จะตกสำรวจและไม่อยู่ในสถิติอีกเช่นกัน อุบัติการณ์ของประชากรที่มีภาวะออทิซึ่มจึงไม่อาจมีสถิติที่ตรงตามความเป็นจริง

แต่เมื่อประกอบเข้ากับข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ที่ศูนย์วิจัยฯออทิสติกมหาวิทยาลัยขอนแก่นและกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ เข้าร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องจนผลักดันให้เกิดขึ้นได้ซึ่ง "ศูนย์บริการบุคคลออทิสติก จังหวัดขอนแก่น" ในความดูแลของ กรมพัฒนาสวัสดิการสังคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) ซึ่งรับดูแลบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความบกพร่องอื่นอันใกล้เคียงแบบเช้าไป-เย็นกลับ เฉพาะที่มีอายุ ๑๒-๑๓ ปีขึ้นไป หรือรับเฉพาะวัยรุ่น-วัยผู้ใหญ่นั้น ในเบื้องต้นปีแรก(2548-2549) เฉพาะบุคคลออทิสติกเท่านั้นมีเพียง ประมาณเกือบ ๑๐ กว่าคน ปัจจุบัน(2552)มีเกือบ ๒๐ คน โดยเกือบทั้งหมดเป็นบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง ก็จึงยิ่งเป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ต้องตระหนักว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรออทิสติกอยู่ในอัตราที่น่าตกใจ

กล่าวสำหรับออทิสติกศักภาพสูงและอายุยังไม่มากรุ่นใหม่ๆ แนวทางในการพัฒนาช่วยเหลือยกระดับศักยภาพนั้น มีหนทางและไม่ยากเย็นดังแต่ก่อน โดยโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. ร่วมกับโรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์บุกเบิกไว้บ้างแล้ว แต่บุคคลออทิสติกรุ่นแรกๆ ทุกระดับศักยภาพและออทิสติกศักภาพต่ำและปานกลางปัจจุบัน ยังคงต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยอีกมาก โดยทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นเองนั้น ได้เริ่มต้นศึกษาวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษสำหรับบุคคลออทิสติกทุกระดับศักยภาพอย่างเป็นทางการเป็นแห่งแรกของของประเทศนี้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2545 มาจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนาการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกในระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อผ่านการศึกษาวิจัยไปได้ ๕ ปี ก็พบว่า นักเรียนออทิสติกกลุ่มศักยภาพต่ำและปานกลาง จำนวนหนึ่ง ไม่สามารถเรียนรวมในวิชาสามัญเทียบเท่านักเรียนปกติได้ แต่พัฒนาการด้านอื่นๆ เป็นไปอย่างน่าพอใจ ทางศูนย์วิจัยออทิสติกและผู้ปกครองจึงได้จัดประชุมเสวนา เพื่อหาทางออกในการพัฒนาและจัดการศึกษาที่เหมาะสม และพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตเพื่อรองรับบุคคลออทิสติกกลุ่มนี้ในอนาคต

ซึ่งในการพัฒนาอาชีพ/วิชาชีพที่เหมาะสมและพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตดังกล่าวนี้ จะอาศัยหลักการของ การอาชีวบำบัด ที่บูรณาการให้การจัดกิจกรรมการเรียนและกิจกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปในรูปแบบของ  "การปรับพฤติกรรมเพื่อให้เกิดสมดุลของชีวิตในแต่ละวันอย่างเหมาะสมระหว่างกิจกรรมด้านการดูแลตนเอง การทำงาน และกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหรือสันทนาการ ช่วยให้บุคคลดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขได้" ตาม ความหมายของกิจกรรมบำบัด ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขากิจกรรมบำบัดเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ (มาตรา 3) ที่ว่ากิจกรรมบำบัด หมายความว่า การกระทำเกี่ยวกับความสามารถของบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ และพัฒนาการเกี่ยวกับเด็ก โดยกระบวนการตรวจ ประเมิน ส่งเสริม ป้องกัน บำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เพื่อให้บุคคลดำเนินชีวิตได้ตามศักยภาพ โดยการนำกิจกรรม วิธีการ และอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาเป็นวิธีการในการบำบัด ถือได้ว่ากิจกรรมบำบัดเป็นวิชาชีพหนึ่งในกลุ่มวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพที่ดูแลเกี่ยวกับสุขภาพของมนุษย์ในทุกกลุ่มอายุ ทั้งวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยให้บริการครอบคลุมทั้งด้านการส่งเสริม การป้องกัน การบำบัดรักษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการให้คำปรึกษา แก่ผู้มารับบริการ ญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง [สมาคมนักกิจกรรมบำบัด/อาชีวบำบัดแห่งประเทศไทย (The Occupational Therapist Association of Thailand),"มารู้จักกิจกรรมบำบัด", http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=302040 ]

ทั้งนี้สอดคล้องกับที่ Hanbury (2005:14-15) กล่าวไว้ว่า "การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องกระทำไปพร้อมกันกับการแก้ไขปัญหาด้านพฤติกรรม และความบกพร่องด้านอื่นๆ ของบุคคลออทิสติก" เพราะ "การศึกษาและการแก้ไขปัญหาที่จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน (Treatment and education were indeed one and the same thing)" โดย "สถานศึกษาจะต้องจัดหลักสูตรและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมและเอื้อต่อบุคคลออทิสติกแต่ละบุคคลให้มากที่สุด" (Monette et al., 2002:31)

กล่าวสำหรับระดับศักยภาพของบุคคลออทิสติกนั้น ที่ศักยภาพสูงมักจะเป็นผู้ที่มีภาษาพูดได้ในช่วงปฐมวัยและในช่วงการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประถมต้น และที่ศักยภาพต่ำมักจะเป็นผู้ที่ไม่มีภาษาพูดหรือมีน้อยมากแม้จะเข้าสู่ช่วงการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับมัธยมปลายหรือเข้าสู่วัยรุ่นวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม โดยพวกที่มีภาษาพูดดังกล่าวนั้น จะเป็นพวกที่ "เรียนรู้ได้ดีจากการฟัง (Auditory Learner)" และพวกที่ไม่มีภาษาพูดหรือมีภาษาพูดน้อยมากแม้จะเข้าสู่วัยรุ่นวัยผู้ใหญ่แล้วนั้น จะเป็นพวกที่ "เรียนรู้ได้ดีจากการมองเห็น(visual Learner)" ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.โลวาสส เล่าประสบการณ์ในการทำงานกับบุคคลออทิสติกทั้งสองกลุ่มนี้ไว้ว่า "ถ้าเขาสามารถเลียนแบบเสียงพูดได้ เขาเป็นผู้เรียนรู้ได้ดีทางการฟัง (Auditory Learner) คุณสามารถจะอนุมานแบบที่ผมว่าได้อย่างปลอดภัย แต่ถ้าเด็กยังคงใบ้อยู่คุณไม่สามารถจะอนุมาณได้ว่าเขาเป็นผู้เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น(visual Learner) เว้นเสียแต่ว่าคุณจะให้โอกาสเขาเรียนที่จะเลียนแบบเสียงและคำ อย่างไรก็ตาม มีมืออาชีพเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถสอนการเลียนแบบเสียงพูด มันเป็นโปรแกรมที่ยากที่จะทำให้ดีได้จริงๆ ทั้งกับผู้บำบัดและกับเด็กทั้งคู่ ขณะนี้เรากำลังทำงานกับผู้ที่เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น เช่นเดียวกับมืออาชีพคนอื่นๆอีกหลายคนทั่วประเทศ เรามีเด็กเล็กๆคนหนึ่งที่ทำได้ไม่ดีกับการเลียนแบบเสียงพูด ดังนั้นเราจึงได้เริ่มต้นการสอนเขาด้วยการเขียนเป็นอันดับแรก หนึ่งในหลายๆอย่างที่เราสอนเขาก็คือ จับคู่ บัตรตัวอักษร ม-ะ-ไ-ฟ กับบัตรคำว่า “มะไฟ” ที่สะกดไว้แล้ว และเรายังได้สอนให้เขาจับคู่บัตรคำว่า”มะไฟ” กับมะไฟที่เป็นผลไม้จริงๆอีกด้วย วันหนึ่งเขานั่งลงที่โต๊ะที่ตรงหน้าเขามีบัตรตัวอักษรประมาณ ๑๐ หรือ ๑๒ ใบ โดยบนบัตรแต่ละใบจะมีตัวอักษรแต่ละตัวที่แตกต่างกัน ด้วยตัวของเขาเองและอย่างระมัดระวังมากเขาแยกเอาบัตรที่มีตัวอักษร ม,ะ,ไ,ฟ และทิ้งที่เหลือ เราไม่ได้สอนเขาให้ทำอย่างนั้น และผมคิดว่าคุณคงไม่เคยเห็นอย่างนี้ในเด็กที่มีอายุเพียง ๒ หรือ ๓ ขวบทั่วๆไป มันบ่งชี้ถึงความเป็นอัจฉริยะ เขาจัดระเบียบงานของเขาอย่างเป็นไปเองโดยปราศจากการถูกสอนให้ทำเช่นนั้นมาก่อน และก็ใช่ที่เด็กคนนี้วัดระดับสติปัญญาแต่แรกได้ที่ ๔๗ โดยแบบทดสอบของไบเล่ย์ มีเด็กที่พูดไม่ได้เลยที่รักตัวเลขและตัวหนังสือ ย้อนกลับไปทศวรรษที่ 60 ก็มีตัวอย่างให้เห็น เราได้พบเด็กที่พูดไม่ได้และทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงที่โรงพยาบาลท้องถิ่นของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งเรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษรได้เมื่อผ่านการสอนไปได้เพียงชั่วโมงครึ่ง เด็กกลุ่มนี้บางคนฉลาดมาก" [จากบทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส ที่ปรากฏใน ADVOCATE Nov-Dec 1994 กำกับโดย แคทเทอรีน จอห์นสัน ถอดความโดย ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)]

เมื่อประกอบกับประสบการณ์ในเชิงประจักษ์ของศูนย์วิจัยฯ เอง ที่ได้ร่วมกับองค์กรผู้ปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ในการให้การช่วยเหลือพัฒนาบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง จึงเชื่อมั่นว่าบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างแน่นอนและการจัดการศึกษาอาชีวบำบัดนี้ นอกจากจะช่วยพัฒนาบุคคลออทิสติกที่เข้าร่วมโครงการของศูนย์วิจัยฯ โดยตรงแล้ว ก็ยังจะเป็นต้นแบบในการจัดการศึกษาด้านอาชีพ/วิชาชีพและการดำรงชีวิตสำหรับบุคคลออทิสติกให้แก่สถาบันด้านการศึกษาและสถานศึกษาต่างๆ รวมทั้งผู้ปกครองบุคคลออทิสติกอื่นๆ ในสังคมโดยรวม ดังนั้นภายใต้ความเห็นชอบของคณะศึกษาศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงใคร่ขอเสนอ "โครงการวิจัยและพัฒนาการอาชีวบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ สำหรับบุคคลออทิสติก  ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น" เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการโดยมีวัตถุประสงค์และรายละเอียดของโครงการ ดังนี้


2.วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อศึกษาค้นคว้าและทดลองรูปแบบวิธีการในการบำบัดรักษาและพัฒนาบุคคลออทิสติกด้วยกิจกรรมการอาชีวบำบัดด้วยรูปแบบเนื้อหาเทคนิควิธีการที่เหมาะสม และได้ประสิทธิผลสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบในเบื้องต้น

2.2 เพื่อสร้างและรังสรรค์ขึ้นซึ่งนวัตกรรมทางด้านต่างๆ สำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง อาทิเช่น หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล สื่อการเรียนการสอน เครื่องวัดผลประเมินผล ตำราและเอกสารประกอบการเรียนการสอนการทำกิจกรรมเริ่มต้นต่างๆ สำหรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนการสอน กระบวนการวัดผลประเมิน กระบวนการจัดทำและบริหารจัดการหลักสูตร ฯลฯ  และคู่มือเทคนิควิธีการต่างๆ สำหรับบุคลากรครูผู้ฝึกสอนบุคคลออทิสติกศักยภาพตำและปานกลาง โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบในเบื้องต้น

2.3 เพื่อพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตและทักษะวิชาชีพที่เหมาะสม สำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางที่เข้าร่วมโครงการกับศูนย์วิจัยฯ ตามหลักสูตรสถานศึกษาของบุคคลกับนักเรียนนักศึกษาปกติไม่ได้เต็มเวลาหรือน้อยกว่าร้อยละ ๕๐ โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบในเบื้องต้น


3.ผู้รับผิดชอบโครงการ

ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้การกำกับของ คณะศึกษาศาตร์ม หาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก


4.โครงสร้างของศูนย์วิจัยในอนาคต

ปัจจุบันศูนย์วิจัยฯออทิสติกฯ โรงเรียนสาธิตมหาวิยาลัยขอนแก่น ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาและจัดการศึกษาแบบการเรียนรวมสำหรับเด็ก/บุคคลออทิสติก เฉพาะในระดับปฐมวัยและในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากได้รับความเห็นชอบและได้รับงบประมาณในการจัดทำ "โครงการวิจัยและพัฒนาอาชีวะบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ สำหรับบุคคลออทิสติก ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น" (ปี2552-2557) แล้วในอนาคตศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ จะมีโครงการการดำเนินใหม่ เป็นดังนี้

[ดูแผนภาพประกอบ/แยกออกเป็น ๓ ฝ่าย ดังรายละเอียดใน ข้อ 5]


5.ขอบข่ายการดำเนินงานแต่ละฝ่ายตามโครงสร้างใหม่ของศูนย์วิจัยออทิสติก

5.1 ฝ่ายการศึกษาระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก ที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย/อนุบาลศึกษา มาจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน/ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นส่วนงานที่ได้รับงบประมาณและกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

5.2 ฝ่ายการศึกษาอาชีวบำบัด หมายถึง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับบุคคลออทิสติกระดับอาชีวศึกษา จัดการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิตและสร้างอาชีพ/วิชาชีพที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก อันเป็นส่วนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ให้ต่อเนื่องและรองรับบุคคลออทิสติกของศูนย์วิจัยฯ ในข้อ 5.1 ที่เป็นกลุมบุคคลออทิสติกซึ่งไม่สามารถเข้าเรียนรวมเต็มเวลาร่วมกับนักเรียนปกติโดยหลักสูตรนักเรียนปกติได้ ให้ได้รับการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตและฝึกอาชีพด้วยกิจกรรมการอาชีวบำบัด ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังเสนอของบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อเป็นฐานเริ่มต้นจัดตั้งในครั้งนี้

5.3 ฝ่ายบริการบุคคลออทิสติกในระดับอุดมศึกษา หมายถึง ศูนย์การช่วยเหลือและสนับสนุนนักศศึกษาออทิสติกที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยจะประสานงานร่วมกับศูนย์การช่วยเหลือนักศึกษาที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ (Disable Student Support : DSS) ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยจะเน้นนักศึกษาออทิสติกเป็นหลัก ซึ่งฝ่ายนี้จะก่อตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อมีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานจากข้อ 5.1 เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา


6.กิจกรรมการเรียนการสอนด้านอาชีวบำบัด

จากประสบการในเชิงประจักษ์ของการทำงานเกี่ยวกับบุคคลออทิสติกมากว่า ๖ ปี ของศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ พบว่า สามารถจำแนกบุคคลออทิสติกออกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีภาษาพูดได้ก่อนเข้าสู่การศึกษาขั้นฐานหรือในช่วงการศึกษาระดับปฐมวัย และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่เริ่มมีภาษาพูดออกเสียงเป็นคำได้เมื่อพ้นช่วงการศึกษาระดับประถมวัยมาแล้วหรือกระทั่งมีน้อยมากและไม่มีภาษาพูดเลยจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นวัยผู้ใหญ่

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ศาสตราจารย์ไอว่า โลวาสส แห่ง UCLA ไม่สนใจอีกแล้ว เพราะจากการคร่ำหวอดทำงานกับบุคคลออทิสติกวันละ ๘ ชั่วโมง สัปดาห์ละ ๓๐-๔๐ ชั่วโมง มาเกือบครึ่งศตวรรษ ( ๓๐-๔๐ ปี) ด้วยการประยุกต์ทฤษฎี ABA (Applied Behavior Analysis ) มาใช้ในบริบทของการปรับและการสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์และขจัดหรือสลายพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของบุคคลออทิสติก โดยเป็นการนำมาประยุกต์ใช้อย่างเข้มข้นอย่างเป็นระบบและหรืออย่างเป็นลำดับขั้น ในรูปแบบของการสอนตัวต่อตัวโดยบุคลากรผู้ฝึกสอนที่ทำงานร่วมกันเป็นทีมและหรือเป็นทีมนักบำบัดจำนวน ๓-๕ คนต่อบุคคลออทิสติกหนึ่งคน รูปแบบและเนื้อหาการฝึกสอนที่เข้มข้นอย่างมากนี้ สามารถถอดออกมาเป็นหลักการในวลีสั้นๆ จำง่ายๆ จากการลงสู่ภาคปฏิบัติอย่างจริงจังจริงๆ นี้ได้ประมาณ ว่า (เป็นการ)  "สอนตัวต่อตัว สอนเป็นทีมอย่าง เข้มข้น ต่อเนื่อง เป็นระบบ สอนภาษาและสอนภาษานามธรรม" ด้วย เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์ (Teaching  Applied  Behavior  Analysis  Techniques) และมีการเรียกในภาพรวมของหลักการ ABA ที่ ดร. โลวาสนับมาประยุต์ใช้อย่างเข้มข้นกับบุคคลออทิสติกนี้ว่า ทฤษฎีการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น (Intensive Behavioral Intervention) ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนาและประยุกต์ใช้ในบุคคลออทิสติกช่วงปฐมวัย ด้วยหลักสูตร ABA เบื้องต้นสำหรับบุคคลออทิสติกเด็กเล็กในช่วงปฐมวัย แบ่งเป็น หลักสูตรระต้น ระกลาง และระยะก้าวหน้า (ดูรายละเอียดในอ้างอิงและภาคผนวก) ซึ่งด้วยหลักสูตรดังกล่าวนี้ ทำให้บุคคลออทิสติกศักภาพสูง (High-functioning -ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลออทิสติกในกลุ่มที่มีภาษาพูดในช่วงอายุปฐมวันและในช่วงก่อนวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่ นั่นเอง)  จำนวนประมาณกว่าหนึ่งในสามหรือเกือบครึ่งต่อครึ่ง (๙ คนใน ๑๙ คน) ที่เข้าร่วมโครงการทดลองของ ดร. โลวาส สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติในระดับการศึกษาขั้นฐาน (๑๒ เกรด) ได้โดยมีการช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย และมีผลการเรียนอยู่ในระดับต้นๆ ของห้อง และไม่ปรากฏกลุ่มอาการออทิซึ่มหลงเหลือให้ตรวจับได้อีกเลย มีผู้นำหลักการของ ดร. โลวาสไปทำการทดลองซ้ำ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน สำหรับในประเทศไทยมีการนำเอาหลักการของ ดร. โลวาสมาใช้โดย ผศ. จิราพร ศรีกาญจนา นักจิตวิทยาคลินิก แห่งหน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจากประสบการในเชิงประจักษ์ ของกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก ที่ได้นำ บุคคลออทิสติกคนหนึ่ง (ราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗-๒๕๓๙) เข้าร่วมกลุ่มบำบัดกับ ผศ.จิราพร ที่หน่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลออทิสติกระดับช่วงอายุไม่เกินระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประมาณเกือบ ๒๐ ครอบครัว ก็พบปรากฏการณ์ที่ให้ผลทำนองเดียวกับการทดลองของ ดร. โลวาสส

ส่วนกลุ่มหลังนั้น เป็นกลุ่มที่ ดร.โลวาสส เรียกว่า "ผู้เรียนรู้ได้ดีจากการมองเห็น (Visual learners)" ซึ่ง ดร.โลวาสส กล่าวว่า บุคคลออทิสติกกลุ่มนี้ "ภาษาพูดยังคงอัตคัดหรือไม่มีเลยแม้จะผ่านการฝึกการสอนกันแล้วหลายปี “ และให้ความเห็นว่า “เด็กๆ กลุ่มที่ดีขึ้นได้แล้ว ไม่อยู่ในความสนใจอีกต่อไป ในอีก ๕ ปีข้างหน้าอีกหลายสิ่งหลายอย่างจำนวนมากจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น เรากำลังจะเริ่มเข้าใจถึงวิธีการที่จะฝึกสอนเขาอย่างไร ด้วยเหมือนกัน" [จากบทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส ที่ปรากฏใน ADVOCATE Nov-Dec 1994 กำกับโดย แคทเทอรีน จอห์นสัน ถอดความโดย ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)] ซึ่งข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ของการทำงานของศูนย์วิจัย ฯ ออทิสติกฯ กว่า ๖ ปี ที่ผ่านมาดังกล่าว ส่วนหนึ่งของบุคคลออทิสติกกลุ่มนี้ ก็คือ กลุ่มบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำ (Low-functioning) และปานกลาง (Moderate-functioning) ที่เข้าร่วม โครงการวิจัยและพัฒนาการอาชีวบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนสำหรับบุคคลออทิสติกฯ นี้นั่นเอง ซึ่งเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุวัยรุ่นวัยเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่ ที่ตกค้างการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านประสาทการรับรู้ทุกระบบหรือถูกกระตุ้นพัฒนาการไม่เข้มข้นพอในช่วง ๑๐ ปีแรกของชีวิต ทำให้ความบกพร่องจากกลุ่มอาการออทิซึ่มยังคงหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมากถึงเหลืออยู่ทุกระบบประสาทการรับรู้ทั้งอาจมีความบกพร่องที่รุนแรงขึ้นอีกด้วย และจะต้องได้รับการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเข้มข้นและอย่างเร่งด่วนตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขา ด้วยอายุที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่อันเป็นวัยเตรียมทำงานหรือวัยทำงาน ก็เช่นเดียวกับบุคคลปกติที่จะต้องได้รับการฝึกอาชีพ   การช่วยเหลือยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิต สำหรับบุคคลออทิสติกกลุ่มนี้ จึงต้องเป็นการบูรณาการระหว่างการบำบัดร่วมกับการฝึกอาชีพ เป็น "การอาชีวบำบัด (Occupational Therapy)"

กล่าวสำหรับออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางแล้ว การเลือกวิชาชีพหรืออาชีพที่จะมาฝึกฝนในเบื้องต้น ต้องเป็นวิชาชีพหรืออาชีพที่ง่ายต่อการประมวลเป็นหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจง และไม่มีอันตรายต่อบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางที่ไม่ยังตระหนักในภยันอันตรายรอบตัวมากนักหรือบางคนไม่รู้เรื่องอันตรายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างแอร์ ฯลฯ วิชาชีพเกษตรกรรม นับว่ามีอันตรายน้อยกว่ามาก จึงนับว่าเหมาะสมกับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางมากกว่าวิชาชีพอื่นๆ ยิ่งเมื่อได้สังเคราะห์ขึ้นเป็น "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ที่มีกระบวนการปลูกและกระบวนการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์และการดูแลด้วยวัสดุปลูกที่ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้สารเคมีใช้ปุ๋ย จึงยิ่งนับว่าเหมาะสมยิ่งด้วยประการทั้งปวง ประกอบกับแนวคิดจากทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติก ที่ว่า ในช่วงชีวิตเดียวกันบุคคลปกติมีอะไร ก็ต้องจัดอะไรนั้นให้บุคคลออทิสติกด้วยเช่นเดียวกัน คนปกติศักยภาพปานกลางและต่ำเข้าสู่การอุดมศึกษาไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่การอาชีวศึกษา บุคคลออทิสติกก็เช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการประมวลและออกแบบหลักสูตรขึ้นมาใหม่บนฐานการเรียนรู้ของบุคคลออทิสติกแต่ละบุคคล และ ณ ปัจจุบันนี้ต้องอยู่ในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา และเพราะหลักสูตร     "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ"   สำหรับผู้เรียนออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางในโลกและในสังคมไทยนี้ยังไม่เคยมีอย่างเป็นระบบเฉกเช่นหลักสูตรระดับการอาชีวศึกษาของบุคคลปกติ หากมีขึ้นได้ก็จะเปิดพื้นที่ในโครงสร้างของรัฐและสังคมไทย(และกระทั่งของโลก) ให้ประชากรออทิสติกมีที่อยู่ที่ยืนในการศึกษาระดับการอาชีวศึกษาที่สอดคล้องกับฐานการเรียนรู้ของสมองและประสาทการรับรู้ตลอดจนกระบวนการประมวลผลในสมองของพวกเขา

ฉะนั้นในเบื้องต้นนี้ ทางศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ จึงได้เลือกที่จะศึกษาวิจัยและสร้างนวัตกรรมหลักสูตร "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" สำหรับบุคคลออทิสติกยศักภาพต่ำและปานกลางขึ้น เพื่อการศึกษาในระบบอย่างเป็นระบบในบริบทของการอาชีวศึกษาเพื่อการอาชีวบำบัด (และหรือการอาชีวบำบัดในระดับการอาชีวศึกษา) โดยจะมีการประมวลเอาเรื่องการฝึกทักษะการดำรงชีวิตประจำวัน ทักษะวิชาการที่จำเป็นทุกด้าน และการฝึกทักษะการเคลื่อนไวเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและมารยาททางสังคมที่สง่างามด้วยแนวคิดเรื่อง "ทักษะนักศึกษาวิชาทหารกับการพัฒนาบุคลิกภาพทางการเคลื่อนไหวของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง" (รายละเอียดอยู่ในภาคผนวก) เข้าไว้ในหลักสูตร และจะมีการสร้างและสังเคราะห์ทีมบุคลากรที่จะต้องผ่านการอบรมหลักการนำ ABA มาใช้ในบริบทของการปรับการสอนพฤติกรรมให้กับบุคคลออทิสติกในแบบของ ดร.โลวาสส อย่างเข้มข้น ซึ่งในต่างประเทศ มีการนำหลักการ ABA ในแบบของโลวาสสดังกล่าวมาประยุกต์ ใช้กับบุคคลออทิสติกวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่ โดย ดร. โฮล์มและทีม แห่งสถาบันอีเดน USA ซึ่งประสบผลสัมฤทธิ์อย่างน่าทึ่ง อาทิเช่น สามารถยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกที่ถูกขังอยู่ในสถาบันโรคจิตแห่งหนึ่ง ให้กลายมาเป็นพนักงานซักผ้าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น(กว่าการเป็นคนไข้โรคจิตอยู่ในสถาบัน-โรงพยาบาลโรคจิต) อยู่ในสถาบันอีเดนร่วมกับบุคคลออทิสติกอื่นๆ ที่สามารถทำงาน-ประกอบอาชีพในสถาบันร่วมกันเป็นทีมได้ภายใต้การกำกับของทีมบุคลากรผู้ฝึกสอนบุคคลออทิสติกของสถาบัน

โดยการดำเนินงานทั้งหมดดังกล่าวนี้ จะต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในศาสตร์หลายด้าน อาทิ นักวิจัย นักจิตวิทยาคลินิก/นักพฤติกรรมศาสตร์ นักกิจกรรมบำบัด ครูการศึกษาพิเศษ แพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการด้านการเกษตร ผู้ปกครองบุคคลออทิสติกที่มีประสบการตรงกับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง นักวิชาการด้านทักษะนักศึกษาวิชาทหาร นักวิชาการจากคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่นและต่างมหาวิทยาลัย ฯลฯ ที่พร้อมจะให้การสนับสนุน ดังนั้นหากได้รับอนุมัติงบประมาณ โครงการนี้จะสามารถดำเนินการได้ทันที


7.สภาพความพร้อมของศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ ปัจจุบัน

7.1 ด้านบุคลากร (Human Resources)

จากการดำเนินงานของศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระยะเวลากว่า ๖ ปี ที่ผ่านมา ได้ช่วยให้คณาจารย์และบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจ มีประสบการและทักษะ ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาแก้ไขความบกพร่องของบุคคลออทิสติก รวมทั้งด้านการวิจัย และมีผลงานเผยแพร่ออกสู่โรงเรียน ชุมชนและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าคณาจารย์ที่มีอยู่เดิมจะสามารถช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านวิชาการและด้านการวิจัยให้แก่โครงการเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทันทีที่ได้รับอนุมัติงบประมาณของโครงการ

7.2 ด้านอาคารสถานที่

นอกจากอาคารศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ หลังเดิม ที่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างตั้งแต่ปีเริ่มของโครงการวิจัยระดับปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ยังมีอาคารประกอบอื่นที่ได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยใช้อาคารเรียนบางส่วน เป็นห้องกายภาพบำบัดและห้องทำกิจกรรมอาชีวบำบัด รวมทั้งมีบริเวณที่เหมาะสมที่สามารถจะให้บุคคลออทิสติกทำกิจกรรมการเรียนการด้านอาชีวบำบัดได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่งในเบื้องต้น นอกจากนี้ในปีการศึกษา ๒๕๕๒ ศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ ได้รับการสนับสนุน จาก     กองทุนออทิสติกไทย เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนและห้องฝึกกิจกรรมอาชีวบำบัดชั่วคราวเพิ่มขึ้นอีก ๑ หลัง ทำให้ในเบื้องต้นศูนย์วิจัยฯ ออทิสติกฯ มีความพร้อมที่จะดำเนินการในโครงการวิจัยและพัฒนาการอาชีวบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนสำหรับบุคคลออทิสติกฯ ในเบื้องต้นมากยิ่งขึ้น


8.งบประมาณและรายละเอียดของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของฝ่ายการศึกษาด้านอาชีวศึกษา

เนื่องจากเป็นโครงการใหม่ ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการศึกษาวิจัยด้านอาชีวบำบัดและการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีอาคารสถานที่และบุคลากรรองรับโครงการนี้โดยตรง ทางศูนย์วิจัยฯ ได้ใช้งบประมาณของศูนย์ส่วนหนึ่งและการหนุนช่วยจากผู้ปกครองส่วนหนึ่ง(กองทุนออทิสติกไทย-รายละเอียด ในข้อ 7.2) จัดสร้างสถานที่ทำกิจกรรมการเรียนการสอน "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยชั่วคราวและใช้บุคลากรของศูนย์ที่มีอยู่แบ่งมาช่วยดำเนินงานชั่วคราว จำนวน ๒ คน ที่ต้องทำงานวิจัยเดิมของการวิจัยและพัฒนาในระดับการศึกษาขั้นปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งหากจะทำการวิจัยและพัฒนาตามวัตถุประสงค์ทั้งบุคลากรและสถานที่ยังไม่สนองตอบต่อการบรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ที่วางไว้ จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ในเบื้องต้นจะต้องมีองค์ประกอบและค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังต่อไปนี้

8.1 ค่าจ้างเงินเดือนบุคลากร มี ๒ ส่วน:

8.1.1 บุคลากรประจำ สำหรับดำเนินโครงการโดยเป็นพนักงานและลูกจ้างของมหาวิทยาลัย;

1) ตำแหน่งอาจารย์ คุณวุฒิปริญญาโท เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย มีจำนวน ๓ อัตรา รับอัตราเงินเดือน ๑๔.๕๕๐-. บาท/คน รวมเป็นเงิน ๕๒๓,๘๐๐-. บาท/ปี

2) ตำแหน่งอาจารย์โภชนาการ คุณวุฒิปริญญาตรี เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย มีจำนวน ๑ อัตรา รับอัตราเงินเดือน ๑๑,๑๒๐. รวมเป็นเงิน ๑๓๓,๔๔๐-. บาท/ปี

3) พนักงานสายสนับสนุน จำนวน ๓ อัตรา;

3.1) เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป คุณวุฒิปริญญาตรี เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัย มีจำนวน ๑ อัตรา รับอัตราเงินเดือน ๗,๙๔๐-. รวมเป็นเงิน ๙๕,๒๘๐-. บาท/ปี

3.2) แม่บ้าน ๑ อัตรา คุณวุฒิไม่ต่ำกว่า ม.๓ หรือเทียบเท่า ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว อัตราเงินเดือน ๕,๐๘๐-. บาท รวมเป็นเงิน ๖๙,๖๙๐-. บาท/ปี

3.2) นักการภารโรงและคนสวน ๑ อัตรา คุณวุฒิไม่ต่ำกว่า ม.๓ หรือเทียบเท่า ตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว อัตราเงินเดือน ๕,๐๘๐-. บาท รวมเป็นเงิน ๖๙,๖๙๐-. บาท/ปี

8.1.2 บุคลากรภายนอกประจำ สำหรับดำเนินโครงการย่อยพิเศษต่างๆ เช่น โครงการพัฒนาบุคลิกภาพด้านการเคลื่อนไหวด้วยทักษะนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) เป็นต้น ตามความต้องการจำเป็นของโครงการย่อยนั้นๆ รับค่าตอบแทนตามลักษณะของภาระงานทั้งที่เป็นรายเดือนและรายชั่วโมง โดยอิงตามระเบียบของมหาวิทยาลัยในการจ่ายค่าตอบแทนอาจารย์พิเศษจากภายนอก ซึ่งประมาณการไว้เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.2 ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร ประมาณ ๘๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.2.1 การฝึกอบรม การเข้าร่วมประชุมสัมมนา

8.2.2 การศึกษาดูงานเพิ่มพูนความรู้

8.3 ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานเพิ่มของพนักงาน ๑๕% ของเงินเดือนทั้งปี รวมเป็นเงิน ๑๓๑,๑๖๖-.(ปีแรก) และปีต่อๆ ไป จะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

8.4 ครุภัณฑ์และอุปกรณ์ จะมีมากในปีแรกและจะลดลงในปีถัดไป

8.4.1 ครุภัณฑ์สำนักงาน ประกอบด้วยโต๊ะ-เก้าอี้ ทั้งของบุคลากรและของบุคคลออทิสติกผู้เข้าร่วมโครงการ ตู้และชั้นเก็บอุปกรณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์ โทรศัพท์ วิทยุมือถือ(วอล์คกี้ทอล์คกี้) กล้องถ่ายรูปถ่ายวีดี ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ฯลฯ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-. บาท

8.4.2 ครุภัณฑ์และอุปกรณ์งานบ้านงานครัวและงานโภชนาการ อาทิชุดรับแขก โต๊ะอาหาร เตาแก๊ส ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว ตู้เย็น หม้อประกอบอาหาร ถ้วย จาน ชาม ช้อน ช้อนส้อม ช้อนชงเครื่องดื่ม แก้วน้ำ กระติกน้ำร้อน กระติกน้ำเย็น เครื่องปั่นวัสดุประกอบอาหาร ฯลฯ ประมาณ ๑๕๐,๐๐-. บาท และวัสดุครุภัณฑ์สิ้นเปลือง อาทิ น้ำยาล้างจาน วัสดุทำความสะอาด ฯลฯ ประมาณ ๕๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.4.3 วัสดุครุภัณฑ์ประกอบการเรียนการสอนใน "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ประเภทวัสดุครุภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน อาทิ จอบ เสียม พลั่ว ชุดลงภาคสนามและเครื่องป้องกันการแพ้ละอองเกษรฝุนดิน ฯลฯ ของบุคคลออทิสติกและบุคลากรครูผู้สอน (ตามข้อ 8.1) ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท

8.4.4 วัสดุประกอบการเรียนการสอนตามโครงการที่เกี่ยวกับพืชพันธุ์ไม้และวัสดุในการปลูกเพาะและขยายพันธุ์ตามหลักสูตร ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.4.5 อุปกรณ์ในการปลูกในกิจกรรมการเรียนการสอนตามโครงการ อาทิ กรถาง ลวดแขวน ไม้ระแนง ขอนไม้ ฯลฯ ประมาณ ๕๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.5 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมและโครงการ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.5.1 การพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และตำรา ต่างๆ ของ บุคคลออทิสติกผู้เข้าร่วมโครงการ

8.5.2 โครงการหรือกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น กิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมศิลปะของชุมชน กิจกรรมกีฬา และการนันทนาการ ฯลฯ

8.5.3 ค่าใช้จ่ายในการทัศนศึกษานอกสถานที่ เพื่อฝึกการดำรงชีวิตตามชุมชน สถานที่สาธารณะ เป็นต้น

8.6 ค่าใช้จ่ายในการวิจัย ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.7 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโครงการ

8.7.1 วัสดุสำนักงาน อาทิ เครื่องใช้สำนักงาน กระดาษ หมึกเครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์ เครื่องเย็บกระดาษ กรรไกร กาว เทป ฯลฯ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.7.2 ค่าสาธารณูปโภคและค่าติดต่อสื่อสาร ประมาณ ๓๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.7.3 ค่าซ่อมบำรุงวัสดุครุภัณฑ์  ประมาณ ๕๐,๐๐๐-. บาท/ปี

8.8 ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นค่าตอบแทนผู้เชียวชาญด้านต่างๆ ที่มาให้คำปรึกษาหรือมาเป็นวิทยากร ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-. บาท/ปี

 9.ระยะเวลาของโครงการวิจัยอาชีวบำบัด

"โครงการวิจัยและพัฒนาอาชีวะบำบัดด้วยวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ สำหรับบุคคลออทิสติก ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น" (ปี2552-2557) มุ่งที่จะศึกษาวิจัยและพัฒนาการบำบัดรักษาความบกพร่องของบุคคลออทิสติก ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านอาชีพ เพื่อเป็นได้ทั้งการบำบัดรักษาและการฝึกฝนวิชาชีพที่เหมาะสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง ซึ่งมีความบกพร่องค่อนข้างมากและไม่สามารถเรียนร่วมกับบุคคลปกติได้ตามหลักสูตรของสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยในช่วงของการวิจัยในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในช่วงประมาณ ๕ ปีที่ผ่านมาของศูนย์วิจัยฯ พบว่ามีเด็กออทิสติกศักยภาพสูงเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถจะประสบผลสำเร็จในการเรียนร่วมเรียนรวม ที่เหลืออีกจำนวนหนึ่ง(ที่มากกว่า)ก็น่าจะต้องเช่นเดียวกับบุคคลปกติ ที่ไม่สามารถเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ แต่ต้องเข้าสูการอาชีวศึกษา แต่ข้อจำกัดของหลักสูตรระดับอาชีวศึกษาทั่วไป นั้นจัดทำกันขึ้นเพื่อบุคคลปกติเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับบุคคลออทิสติก (เช่นเดียวกับหลักสูตรอื่นๆ ของบุคคลปกติ) เพราะหลักสูตรของบุคคลออทิสติกโดยเฉพาะออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางนั้น มีความแตกต่างจากหลักสูตรของบุคคลปกติที่สำคัญ ประการหนึ่งคือ จะต้องมีการบูรณาการเอาศาสตร์ทางด้านการแพทย์การบำบัดที่เกี่ยวข้องมาให้เป็นเนื้องานเดียวกัน กับกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นสำคัญในทุกระดับการศึกษาของบุคคลออทิสติก แต่หลักสูตรที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ยังไม่เคยเกิดขึ้น จึงต้องจัดเป็นโครงการศึกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม ซึ่งในช่วงของการศึกษาวิจัยและพัฒนานี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาฯ ออทิสติกฯ จะขอใช้เวลา ๕ ปี

โดยในปีการศึกษา ๒๕๕๒ จะเป็นการเตรียสถานที่ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ จะเป็นการสร้างทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกและเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม-ภาคปฏิบัติของบุคคลออทิสติกผู้เข้าร่วมโครงการในทุกมิติ เพื่อจัดทำหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลอออทิสติก สำหรับบุคคลออทิสติกผู้เข้าร่วมโครงการแต่ละบุคคลในปี ๒๕๕๔ ซึ่งจะเป็นปีการศึกษาที่ทดลองใช้หลักสูตรเต็มรูปแบบ ในปีการศึกษา ๒๕๕๕-ปีการศึกษา ๒๕๕๗ จะเป็นปีการศึกษาที่ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรตลอดจนพัฒนาคู่มือและตำราตลอดจนสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือวัดผลประเมินผลต่างๆ และสรุปโครงการ โดยเลือกที่จะสังเคราะห์ให้เกิดมีขึ้นซึ่ง "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เพราะกล่าวสำหรับออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางแล้ว การเลือกวิชาชีพหรืออาชีพที่จะมาฝึกฝนในเบื้องต้น ต้องเป็นวิชาชีพหรืออาชีพที่ง่ายต่อการประมวลเป็นหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจง และไม่มีอันตรายต่อบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางที่ไม่ยังตระหนักในภยันอันตรายรอบตัวมากนักหรือบางคนไม่รู้เรื่องอันตรายเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างแอร์ ฯลฯ วิชาชีพเกษตรกรรม มีอันตรายน้อยกว่ามาก จึงนับว่าเหมาะสมกับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางมากกว่าวิชาชีพอื่นๆ ยิ่งเมื่อได้สังเคราะห์ขึ้นเป็น "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ที่มีกระบวนการปลูกและกระบวนการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์และการดูแลด้วยวัสดุปลูกที่ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้สารเคมีใช้ปุ๋ย จึงยิ่งนับว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ที่จะเป็นวิชาชีพต้นแบบของวิชาชีพอื่นๆ ที่จะจัดทำสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางต่อไป

หากผลการศึกษาวิจัยได้ผลลัพธ์ที่ดี บุคคลออทิสติกผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการเป็นที่น่าพอใจจึงจะขอเสนอจัดตั้งเป็นหน่วยงานหรือเป็นศูนย์ที่ถาวรต่อไป


10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

10.1ได้    ประมวล(ตำรา)เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์สำหรับบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลาง ๑ เล่ม

10.2 ได้    คู่มือการใช้    เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์สำหรับบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลางในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ๑ เล่ม

10.3 ได้        ประมวลโครงสร้างหลักสูตร       "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง"   ในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา ๑ เล่ม

10.4 ได้ หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลางในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม [เป็นรายกรณี ๓ หลักสูตร (สำหรับผู้เรียน ๓ คน/พร้อมรูปธรรม สื่อการเรียนการสอน/ตำราเรียนที่เฉพาะเจาะจง กิจกรรม เครื่องมือการวัดผลประเมินผล ฯลฯ ประกอบหลักสูตรฯ)](๑ วิชาชีพ/วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ)

10.5 บุคคลออทิสติกที่เข้าร่วมโครงการได้รับการพัฒนาและได้รับการศึกษาวิชาชีพที่เหมาะจนสามารถที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมแบบพึ่งตนเองและกลุ่มในชุมชนของตนได้อย่างปกติสุข

10.6 ได้คู่มือการบริหารจัดการหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลางในการศึกษาระดับอาชีวศึกษา โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบ

10.7 ได้ คู่มือการออกแบบหลักสูตรวิชาชีพต่างๆ สำหรับบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลาง โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบ

10.8 ได้ คู่มือการจัดทำหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกระดับศักยภาพต่ำและปานกลางในระบบการศึกษาระดับอาชีวะ โดยมี "วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" เป็นต้นแบบ

10.9 ได้ รูปแบบและวิธีการจัดการศึกษาด้านอาชีวบำบัดที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง ที่สามารถขยายผลไปสู่สถานศึกษาและสถานประกอบวิชาชีพของบุคคลออทิสติกของภูมิภาคและของประเทศ

10.10 มี    ศูนย์กลาง  ใน        การศึกษาวิจัยและพัฒนาเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมในการศึกษา และพัฒนาอาชีพสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและของประเทศ

10.11 มี แบบอย่าง การพัฒนาวิชาชีพด้วยหลักการอาชีวบำบัดให้แก่ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และมีศูนย์กลางการศึกษาดูงานด้านออทิสติกระดับการอาชีวศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

 

อ้างอิง

O. Ivar Lovaas , Ph.D., Teaching Developmentally Disabled Children, The ME Book, 1981, PRO-ED, Inc. Texas.

Ron Leaf & John McEachin , Editors, A WORK IN PROGRESS-Behavior Management Strategies and a Curriculum for Intensive Behavioral Treatment of Autism, 1999, DRL Books, L.L.C., New York.

Linda A. Hodgdon , M. ED., CCC-SLP, Visual Strategies For Improving Communication-Volume 1: Practical Supports for School and Home, Seventh Printing, 1999, Quirk Roberts Publishing, Troy, Michigan.

Edited by Geraldine Dawson, Ph.D., AUTISM-Nature, Diagnosis, and Treatment, 1989, THE GUILFORD PRESS, New York.

Mark L. Sundberg , Ph.D. & James W. Partington , Ph.D., Teaching Language to Children with Autism or Other Developmental Disabilities, 1998, Behavior Analysts, Inc. CA.

Raymond G. Romanczyk , Ph.D., Stephanie Lockshin , Ph.D., M.Ed., and Linda Matey, M.Ed., INDIVIDUALIZED GOAL SELECTION CURRICULUM, 1996, CBTA, N.Y.

           David L. Holme, Ed. D. Executive Editor, EDEN INSTITUTE CURRICULUM, Volum1-5,1990 ,The Eden Institute Foundation, Inc. The Eden Press One Logan Drive, Princeton, NJ 08540

            David L. Holme , Ed. D. AUTISM through the LIFESPAN the Eden Model, 1997, Woodbine House, Inc. USA

                Nena Watthen-Lovaas, M.A., Erik Ernst Lovaas, B.A., THE READING & WRITING PROGRAM_ An Alternative From of Communication, 1999,LIFE, LA,CA

         Hanbury, Matin. (2005). Educating Pupils with Autistic Spectrum Disorder: Practical Guide. London: Pual  Chapman Publishing.

           Lockshin, Stephanie B., Gillis, Jennifer M. and Romanczyk, Ramaond G.(2005). Helping Your Child with Autistic Spectrum Disorder: Step-by-Step Workbook for Families. Oakland, CA: New Harbinger Publication, Inc.

         ดารณี อุทัยรัตนกิจ,(2550), การจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ใน 84 พรรษาพระบารมี. ที่ระลึก 40 ปี โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์. หน้า 168-179. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

          เพ็ญแข ลิ่มศิลา. (2550). 40 ปี  โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์. ใน 84 พรรษาพระบารมี. ที่ระลึก 40 ปี โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์. หน้า 45-62. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

Autism Society of America, “Challenging Behaviors”, http://www.autism-society.org/

http://www.autism.org.uk/nas/jsp/polopoly.jsp?a=3527&=235 ,Statistics: how many people have autistic spectrum disorder?, The National Autistic Society. (2008), Retrived, June 30, 2008.

            http://www.princeton.edu/~cbli/profiles/edeninstitute.html

            http://www.edenservices.org/index.jsp

            http://info.med.yale.edu/chldstdy/autism/

            http://psy-svr1.bsd.uchicago.edu/ldn/

            http://www.lovaas.com

            http://www.featofmn.org/

         http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=302040 ,"มารู้จักกิจกรรมบำบัด",สมาคมกิจกรรมบำบัด/อาชีวบำบัดแห่งประเทศไทย (The Occupational Therapist Association of Thailand)

         http://www.autisticthailand.com/aucontents2008/auducument/audoconline/audoconline2intlovaas.htm          [บทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส ที่ปรากฏใน ADVOCATE Nov-Dec 1994 กำกับโดย แคทเทอรีน จอห์นสัน ถอดความโดย ดนุนุช ตันมณี (นามปากกา)]

         http://www.autisticthailand.com/aboutKKU/AuKKUT_6.htm [กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก, "ทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติก":2552]

-------------------------------------------------------------------------------------------------

@ หมายเหตุ: เพื่อนำเสนอ ดร. อาคม อึ้งพวง ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อันอาจจะเกี่ยวข้องคนอื่นๆ

จีรพันธุ์ ตันมณี

ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก

http://www.autisticthailand.com

19 พฤศจิกายน 2552

 

main menu

ข้อแนะนำจาก สกอ. ในการประชุม วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒

1.ให้เขียนผลลัพท์ที่จะได้จากการวิจัยนี้อย่างชัดเจน
2.ให้เพิ่มสถิติต่างๆ ลงไปด้วย เช่น จำนวนเด็กออทิสติก
3.ให้เพิ่มหลักการและทฤษฎีเกี่ยวกับอาชีวบำบัดลงไปให้ชัดเจน ว่า ทำได้จริงและมี
Review Literature ด้วย
4.เรื่องสิ่งก่อสร้างอาจไม่ได้รับการสนับสนุน
5.เรื่องอัตรากำลังอาจมีปัญหาต่อเนื่องและยั่งยืน
6.เพิ่มรายงานผลการวิจัยของศูนย์วิจัยฯในระยะที่ผ่านมาด้วย

Jealous Guy _ Roxy Music