|
@รูปธรรมที่ต้องการให้เกิดภายใต้สถาบัน:
ด้านการศึกษา;
๑.ศูนย์วิจัยด้านการศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก่อนอาชีวะและอุดมศึกษา......(อนุบาล,๑๒
เกรด หรือ ๔ ระดับช่วงชั้น) ซึ่งเกิดแล้ว คือ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
แต่เป็นเพียง
"โครงการพิเศษ" เล็กๆ ภายใต้โครงสร้างการบริหารของโรงเรียนสาธิตฯ
ที่มีข้อจำกัดหลายประการที่จะพัฒนางานและบุคลากร เพราะต้องไป "ติดกับ"
อยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารจัดการแบบโรงเรียนที่ไม่ได้เน้นหนักงานวิจัยแต่เน้นการจัดการเรียนการสอนประจำวัน
เพราะผู้บริหารโรงเรียนที่คุ้นกับการปฏิบัติประจำวันในแบบของ
"โรงเรียน"
ไม่เข้าใจมิติของงานวิจัยและพัฒนาการศึกษาในบริบทของบุคคลออทิสติก
๒.ศูนย์วิจัยด้านการอาชีวศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลาง
ที่กำลังเริ่มต้นจาก "โครงการวิจัยและพัฒนาอาชีวบำบัดสำหรับเด็กออทิสติก
ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น"
โดยมีกลุ่มเป้าหมายเริ่มต้นเป็นนักเรียนออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง
ที่ตามระเบียบที่วางไว้ต้องออกจาก
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
จำนวน ๓-๕ คน เป็นกลุ่มบุกเบิก ณ พ.ศ.นี้ (2552) ที่มุ่งเป้าที่จะก่อตั้ง
สถานศึกษาระดับวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยแก่น ที่จะบ่มเพาะนักศึกษาออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางให้เป็น
ผู้ประกอบวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ
ในบริบทของการวิจัยและการพัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องและที่ต้องสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่
สำหรับการต่อยอดส่งต่อออกไปให้ชุมชนและสังคมเพื่อการพัฒนาศักภาพและคุณภาพชีวิตของ
บุคคลออทิสติกศักภาพต่ำและปานกลาง
๓.ศูนย์วิจัยด้านการอุดมศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพสูง
ที่ภายในสองปีสามปีนี้
ก็จะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูง
ที่ตามระเบียบที่วางไว้จะต้องออกจาก
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
อีกจำนวนหนึ่งเช่นกันที่จะต้องเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา
ด้านสังคม;
๑.ศูนย์วิจัยแบบครบวงจรด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในบริบทของบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีโครงสร้างการทำงานของสมองแตกต่างออกไปจากคนปกติ
โดยการจัดตั้งศูนย์วิจัยทางด้านนี้ที่มี
"บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติก(สาธิต)ในชุมชนเมืองมหาวิทยาลัยขอนแก่น"
ในสิ่งแวดล้อมแบบป่าปลูกมือทำด้วยพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ
บนเนื้อที่ ๕-๑๐ ไร่
ด้านการแพทย์การบำบัด;
๑.ศูนย์วิจัยแบบครบวงจรด้านการแพทย์การบำบัด
ทั้งการใช้ยา-หัตถการทางการแพทย์ และการบำบัดทางกายภาพทั้งมวล
(พฤติกรรมบำบัด/กิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด ศิลปะบำบัด ฯลฯ)
การทำงานของสมองด้านการเรียนรู้ การทำงานของระบบประสาทการรับรู้ ฯลฯ
@
แนวคิด:
๑.ฐานคิดจากทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนาน(กับคนปกติ)เพื่อบุคคลออทิสติกในทุกมิติ
"การพัฒนาแบบคู่ขนาน
[ในบริบทของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับการพัฒนาประเทศหรือในทางกลับกันในบริบทของการพัฒนาประเทศเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์]
หมายถึง
การยืนอยู่ความเป็นจริงที่ว่าประชากรมนุษย์ในสังคมมนุษย์หนึ่งๆ
นับแต่เกิดมาก็มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในด้านชาติพันธุ์และด้านสรีระร่างกายทางกายภาพทั้งที่มองเห็นด้วยตาและมองเห็นไม่ได้ด้วยตา
โดยคนกลุ่มที่มีปริมาณมากที่สุด คือ กลุ่มคนปกติ
[ในเกณฑ์เฉลี่ย]
และคนกลุ่มที่มีอยู่ในปริมาณน้อยหรือน้อยกว่า คือ
กลุ่มคนอปกติ
[หรือก็คือกลุ่มคนที่เกิดมามีความแตกต่างไปจากคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆ
ไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ทางร่างกาย[
เช่น คนพิการทางสายตา ฯลฯ
]
ก็ทางสมอง (เช่น คนออทิสติก ฯลฯ)]
ประชากรมนุษย์ทั้งสองกลุ่มนี้จะต้องได้รับการพัฒนาพร้อมๆ
กันไปในทุกมิติ
เปรียบเหมือน เส้นขนานคู่หนึ่ง - เส้นสองเส้น -
เส้นหนึ่ง เป็นเส้นทางชีวิตของคนปกติ
ตั้งแต่เกิดจนตาย อีกเส้นหนึ่ง เป็นของคนอปกติซึ่งในกรณีนี้
ก็คือ คนออทิสติก
ก็พิจารณาว่า ตั้งแต่ เกิดจนตาย มี "อะไร"
สำหรับคนปกติบ้าง ใน แต่ช่วงระยะ ของ ชีวิต
แต่ละวัย ..วัยทารก ...วัยเด็ก
..วัยรุ่น..วัยผู้ใหญ่วัยทำงาน
วัยชราและก่อนสิ้นอายุขัย ก็จัดให้มี "อะไร" นั้น สำหรับคนออทิสติกด้วย แต่แตกต่างกันไปในรายละเอียด
ของ ทั้งปริมาณและคุณภาพ
ที่จะต้องจัดการ ให้สอดคล้อง กับ
"ความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล"
ของ คนออทิสติก เป็นคนๆ ไป
หมายเหตุ:
ทฤษฎีการพัฒนาคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติกถูกคิดขึ้นมาเพื่อตีโต้ทฤษีการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการประชาธิปไตยเสียงข้างมากสามานย์ของระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมบริโภคนิยมสุดโต่ง
ที่เน้นความสำคัญไปที่ปริมาณมากเป็นสรณะ
และเน้นความคุ้มค่าของการลงทุนเพื่อคุ้มทุนหรือผลกำไรในมิติของเศรษฐกิจแบบสามาณย์ที่หวังผลกำไรในมิติของ
"ตัวเงิน"
หรือผลที่วัดปริมาณและตีค่าเป็นกำไรทางเศรษฐกิจได้เพียงมิติเดียวเท่านั้น
เช่น
ผู้บริหารโรงเรียนหนึ่งปารภว่า
การจัดการศึกษาให้นักเรียนออทิสติกเพียงสามคนที่ตามระเบียบจะต้องถูกให้พ้นออกไปจากระบบโรงเรียนแล้วนั้นน่าจะไม่คุ้มค่าการลงทุน
รึจะให้ดูแลนักเรียนออทิสติกสามคนเท่านี้ไปอีกนานสักเท่าไร?ซึ่งสะท้อนทัศนคติการคิดแบบเศษฐกิจทุนนิยมสามานย์ซึ่งฐานการคิดเน้นด้านปริมาณมากน้อยเข้าว่าโดยไม่คำถึงคุณภาพ
ทั้งคุณภาพของปัญหา ทั้งคุณภาพของประชากร
และไม่ตระหนักว่าที่ธรรมชาติให้เกิดมีขึ้นได้ทั้งคนปกติและคนอปกตินั้น
ก็เพราะคนปกติและคนอปกติต้องพึ่งพาอาศัยกันสังคมมนุษย์จึงจะดำรงอยู่ได้และอยู่รอดต่อไปได้
คนอปกติทำเรื่องง่ายๆ
(ที่คนปกติใช้บาทาทำก็ยังได้)ไม่ได้หรือทำได้ด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถามว่าคนปกติคิดเรื่องยากๆ อย่างทฤษฎีเกม ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
ฯลฯ ได้รึไม่? ไม่เคยได้
คนปกติได้แต่คิดตามเรียนตามทำตามสิ่งที่คนอปกติคิดไว้ให้หรือตีกรอบไว้ให้
จึงเป็นไปตามที่ ศาสตราจารย์โลวาส แห่งมหาวิทยาลัย
UCLA
ผู้ทำงานคร่ำหวอดกับบุคคลออทิสติกวันละแปดชั่วโมงทุกวันสัปดาห์ละสามสิบถึงสี่สิบชั่วโมง
ว่าไว้ว่า
คนปกติทำให้สังคมดำรงอยู่ได้(อย่างที่มันเป็นอยู่เป็นมา)แต่เมื่อเกิดวิฤติคนอปกติ(เท่านั้น)ที่ช่วยให้มนุษย์ผ่านพ้นไปได้
ถามว่า ไอสไตน์คนเดียวเทียบกับคนปกติได้กี่คน?
ในความคุ้มค่าไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ? |
๒.แนวคิดเรื่อง
การเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
โดยกระบวนการจัดการเรียนสอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างการทำงาน-การตอบสนองรวมทั้งการพัฒนาสมองและระบบประสาทการรับรู้ของผู้เรียน
การเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
เมื่อนำมากล่าวในบริบทของการจัดการทางการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติกแล้วต้องลงลึกถึงโครงสร้างการทำงาน-การตอบสนองรวมทั้งการพัฒนาสมองและระบบประสาทการรับรู้ของผู้เรียนออทิสติก
(รวมทั้งผู้เรียนที่มีโครงสร้างการทำงานของสมองแตกต่างออกไปกลุ่มอื่นๆ
เช่น บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ บุคคลสมาธิสั้น
เป็นอาทิ)
เพราะธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองและประสาทการรับรู้ของบุคคลออทิสติกที่แตกต่างออกไป
กระบวนการจัดการเรียนการสอนกระบวนการจัดการเรียนรู้รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและสื่อการเรียนการสอนจะต้องมีการปรับใช้สร้างขึ้นใหม่บนฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับโครงสร้างการทำงานของสมองของผู้เรียนที่แตกต่างออกไปจากคนปกติ
|
๓. แนวคิดเรื่องการบูรณาการศาสตร์สาขาวิชาชีพต่างๆ
ให้เป็นเนื้องานเดียวกัน [ซึ่งรูปธรรม ก็คือ
หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก
(ในบริบทของการศึกษาระดับต่างๆ ซึ่งในที่นี้คือ
ในบริบทของการศึกษาระดับการอาชีวศึกษา)]
เพื่อการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ตลอดจนบุคลิกภาพของบุคคลออทิสติก
[เช่น ศึกษาศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์
แพทยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ฯลฯ]
|
กล่าวเฉพาะในบริบทของบุคคลออทิสติกแล้ว
ศาสตร์ที่จะต้องบูรณาการเอามาให้เป็นเนื้องานเดียวกัน
กับกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นสำคัญในทุกระดับการศึกษาของบุคคลออทิสติก
คือ
ศาสตร์ทางด้านการแพทย์การบำบัด |
๔.แนวคิดเรื่อง
ทฤษฎีการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นด้วยเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์
ทฤษฎีการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น
เป็นการนำศาสตร์ทางด้านการบำบัดของนักพฤติกรรมศาสตร์หรือนักจิตวิทยาคลินิกมาที่เรียกย่อๆ
ว่า ABA (Applied
Behavior Analysis ) มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการปรับและการสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์และขจัดหรือสลายพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของบุคคลออทิสติก
โดยมีการนำมาใช้อย่างเข้มข้นและอย่างเป็นระบบและเป็นลำดับขั้นและเป็นการสอนแบบตัวต่อตัวโดยมีบุคลากรผู้ฝึกสอน(หรือทีมนักบำบัดต่อบุคคลออทิสติกหนึ่งคน)ทำงานกันเป็นทีม
โดยศาสตราจาร์ โอ ไอว่า โลวาส แห่ง UCLA
โดยสามารถถอดออกมาเป็นวลีสั้นๆ จำง่ายๆ
และลงสู่ภาคปฎิบัติได้ ว่า "สอนตัวต่อตัว
สอนเป็นทีมอย่าง
เข้มข้น
ต่อเนื่อง
เป็นระบบ
สอนภาษาและสอนภาษานามธรรม" ด้วย
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์
ซึ่งในบริบทของการนำมาประยุกต์ใช้กับออทิสติกประมวลได้ว่า มี ๒ ส่วน
ส่วนหนึ่งเป็น
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมที่ใช้ในการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์
ซึ่งมีอยู่ ๗ เทคนิค ได้แก่
1.
เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย
(Discrete-Trial Training/DTT)
หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การวิเคราะห์งาน (Task analysis)
2.
เทคนิคการแนะ (Prompting) 3.
เทคนิคการให้รางวัลและการลงโทษ (Reinforcements
And Punishments)
4.
เทคนิคการตะล่อมกล่อมเกลาทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ
(Shaping Procedure)
5.เทคนิคการสานต่อพฤติกรรม (Chaining Procedure)
6.
เทคนิคการขยายผลพฤติกรรม (Generalization Procedure)
7.
เทคนิคการคงรักษาไว้ซึ่งทักษะที่ทำได้แล้ว (Maintaining
Previously Learned Skill Procedure)
อีกส่วนหนึ่งเป็น
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมที่ใช้ในขจัดหรือสลายพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
เช่น
การให้ทำพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้แทนพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับ
(ให้ใช้วิธีทักทายด้วยการจับมือแทนการทุบหลัง-ออทิสติบางคนทักทายผู้อื่นด้วยการทุบหลังแรงๆ
) ฯลฯ
ทั้ง
ทฤษฎีการแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้น และ
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์
พัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก
ทฤษฎีการเรียนรู้
อันเนื่องมาจากการทดลองของพาฟล๊อฟ ที่มีแนวคิดหลักว่า
มีสิ่งเร้า-มีการตอบสนอง-มีผลที่ติดตามมา หากผลที่ติดตามมาเป็นที่น่าพึงพอใจ
การตอบสนองนั้น หรือ พฤติกรรมนั้น
ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีก หากไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ
การตอบสนองนั้นหรือพฤติกรรมนั้น
ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกหรือเกิดขึ้นอีกน้อย
"พฤติกรรมหรือการตอบสนองจึงขึ้นอยู่กับการวางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าและการวางเงื่อนไขกับผลที่ติดตามมา
ด้วยหลักการง่ายๆ ขององค์ความรู้ตรงนี้ มนุษย์ได้นำมาประยุกต์ใช้ในการปรับพฤติกรรมได้ทั้งกับของสัตว์และกับของมนุษย์ด้วยกันเอง
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และทำพฤติกรรมที่ต้องการ
"เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
หมายถึงต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม
พฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นที่ต้องการ
จึงต้องเป็น พฤติกรรมที่มีคุณค่าทางสังคม
หมายถึงพฤติกรรมที่สามารถทำให้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนดำรงอยู่ได้ในสังคม
ซึ่งตรงนี้มนุษย์ในฐานะปัจเจกชนต้องเรียนรู้และได้รับการอบรมบ่มเพาะจากสังคม
ทั้งในระดับครอบครัวชุมชนและจากระดับสังคมใหญ่โดยรวม
ด้วยเพราะว่ามนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งที่ไม่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
การถือกำเนิดเกิดมาในแต่ละรุ่นจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลง,
ไม่สมบูรณ์
กระทั่งการกลายพันธุ์
ทำให้ประชากรมนุษย์บางส่วนมีพฤติกรรมและการเรียนรู้ที่
เบี่ยงเบนไปจนไม่สามารถมีพฤติกรรมซึ่งตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ทางสังคมของมนุษย์ปกติในเกณฑ์เฉลี่ยได้
จึงถูกมนุษย์ด้วยกันปฏิเสธไม่ให้เข้าอยู่ร่วมในสังคมและถูกจับแยกออกไปให้อยู่ต่างหาก
มนุษย์ออทิสติกและมนุษย์ออทิสติกสเปกตรัม
ก็อยู่ในกลุ่มที่มีการเรียนรู้ผิดปกตินี้ด้วย
เพราะพฤติกรรมปกติของออทิสติกล้วนแต่ไม่มีคุณค่าและไม่ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ทางสังคม
อันเป็นพฤติกรรมที่ต้องได้รับการปรับเพื่อให้สามารถมีพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ของสังคม
จะได้อยู่ร่วมสังคมกับมนุษย์ปกติในเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆไปได้
ความจำเป็นที่สังคมมนุษย์เกิดกลุ่มประชากรที่มีพฤติกรรมอันเบี่ยงเบนจนเข้าสังคมไม่ได้อันเป็นภาระต่อสังคมมนุษย์โดยรวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะการจับแยกไปอยู่ต่างหาก เช่น สถาบันโรคจิต
โรงเรียนดัดสันดาน โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทางต่างๆ
ฯลฯ ทำให้สังคมมนุษย์โดยรวมต้องเสียค่าใช้จ่าย
ทั้งด้านอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณ์และอัตรากำลังบุคลากร
ในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมหาศาลโดยไม่สามารถจะแก้การเข้ามาอยู่ร่วมสังคมของประชากรที่ถูกจับแยกไปอยู่ในสถานที่เหล่านั้นได้
ทั้งประชากรที่ถูกจับแยกไปเหล่านั้นก็ไม่ได้มี
"คุณภาพชีวิต" ที่ดีขึ้น
ทั้งก็ไม่สามารถสร้างอะไรที่เป็น "คุณ" ให้แก่สังคมได้
มีแต่ใช้ทรัพยากรของสังคมให้หมดลงไปเท่านั้น
จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนา
เทคนิควิธีการอบรบบ่มเพาะประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมและการเรียนรู้ซึ่งเบี่ยงเบนไปนี้เสียใหม่
ทั้งนี้จากฐานของหลักการแห่งทฤษฎีการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น
“เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม”
ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ
เพื่อใช้ในการสอนและปรับพฤติกรรมของประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปนี้
ให้พฤติกรรมของพวกเขามีคุณค่าและมีความหมายทางสังคมจนสามารถ
เข้าอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุขโดยไม่ต้องถูกจับแยกออกไปอยู่ต่างหากอีกต่อไป
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม (Teaching
Behavior Techniques)
จึงเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่จำเป็นสำหรับการจัดกิจกรรมการฝึกทักษะและการเรียนการสอนสำหรับเด็ก
หรือบุคคลออทิสติกหนึ่งในประชากรมนุษย์กลุ่มที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจนเข้าสังคมไม่ได้
ที่
บุคลากรครูผู้สอนหรือบุคลากรผู้อนุบาลดูแลบุคคลออทิสติกและออทิสติกสเปกตรัม
สมควรจะต้องมีองค์ความรู้ตรงนี้
เพื่อให้การสอนเด็กหรือบุคคลออทิสติกเป็นไปได้และเป็นไปได้ง่ายขึ้น"
|
๕.แนวคิดเรื่อง
กระบวนการจัดทำและกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก
ในบริบทของการวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาการงานการอาชีพและสวัสดิการสังคม
สำหรับบุคคลออทิสติก
เรื่องหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก
เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่จะต้องเป็นรูปธรรมของแนวคิดตั้งแต่
ข้อ ๑-๕ ซึ่งเมื่อผ่านหลักสูตรนี้แล้ว คุณภาพของบุคคลออทิสติกทุกระดับศักยภาพต้องบรรลุซึ่งการทำพฤติกรรมที่มี
"คุณค่า" ทางสังคม โดยสำหรับออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง
คุณภาพที่วางไว้ขั้นต่ำสุด คือ การประกอบวิชาชีพ[เกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ
]
แบบเป็นทีมหรือเป้นกลุ่มได้ภายใต้การกำกับของทีมบุคลากรครูผู้ฝึกสอนหรือบุคลากรผู้อนุบาลดูแลบุคคลออทิสติกคนนั้นๆ
และทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระในที่สุด
รวมทั้งมีการแสดงออกทาง "ภาษา" ที่จะ "สื่อสาร"
กับบุคคลอื่นในสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้ในระดับที่สามารถสนองตอบต่อความต้องจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิตประจำวันที่แน่นอนได้ในระดับหนึ่ง(?)
ในโลกนี้และในโครงสร้างของรัฐและสังคมไทยนี้ยังไม่มี
กระบวนการจัดทำและกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก
ดังกล่าวอย่างเป็นระบบจึงยังคงต้องอยู่ในบริบทของ
การวิจัยและพัฒนา
ซึ่งกล่าวสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง ก็คือ
บริบทของการวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาการงานการอาชีพและสวัสดิการสังคม
สำหรับบุคคลออทิสติก
หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่ง...ก็คือ ยังไม่เคยมี
หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก
ที่มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในโลกนี้เลย
นั่นเอง! |
๖.แนวคิดเรื่อง
"วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ"
กล่าวสำหรับออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางแล้ว
การเลือกวิชาชีพหรืออาชีพที่จะมาฝึกฝนในเบื้องต้น
ต้องเป็นวิชาชีพหรืออาชีพที่ง่ายต่อการประมวลเป็นหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจง
และไม่มีอันตรายต่อบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางที่ไม่ยังตระหนักในภยันอันตรายรอบตัวมากนักหรือบางคนไม่รู้เรื่องอันตรายเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นเมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นๆ เช่น ช่างไม้ ช่างไฟ ช่างแอร์
ฯลฯ วิชาชีพเกษตรกรรม มีอันตรายน้อยกว่ามาก
จึงนับว่าเหมาะสมกับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำหรือปานกลางมากกว่าวิชาชีพอื่นๆ
ยิ่งเมื่อได้สังเคราะห์ขึ้นเป็น
"วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ"
ที่มีกระบวนการปลูกและกระบวนการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์และการดูแลด้วยวัสดุปลูกที่ไม่ซับซ้อน
ไม่ต้องใช้สารเคมีใช้ปุ๋ย
จึงยิ่งนับว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
นอกจากนี้จากทฤษฎีการพัฒนาแบบคู่ขนานเพื่อบุคคลออทิสติกที่ว่า
ในช่วงชีวิตเดียวกันบุคคลปกติมีอะไร ก็ต้องจัดอะไรนั้นให้บุคคลออทิสติกด้วยเช่นเดียวกัน
คนปกติศักยภาพปานกลางและต่ำเข้าสู่การอุดมศึกษาไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่การอาชีวศึกษา
บุคคลออทิสติกก็เช่นกัน
ซึ่งต้องมีการประมวลและออกแบบหลักสูตรใหม่บนฐานการเรียนรู้ของบุคคลออทิสติกแต่ละบุคคล
และ ณ ปัจจุบันนี้ต้องอยู่ในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา
เพราะหลักสูตร
"วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ"
สำหรับผู้เรียนออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางในโลกนี้ยังไม่เคยมี
หากมีขึ้นได้ก็จะเปิดพื้นที่ในโครงสร้างของรัฐและสังคมไทย
ให้ประชากรออทิสติกมีที่อยู่ที่ยืนในการศึกษาระดับการอาชีวศึกษาที่สอดคล้องกับฐานการเรียนรู้ของสมองและประสาทการรับรู้ตลอดจนกระบวนการประมวลผลในสมองของพวกเขา |
๗. แนวคิดเรื่อง
"ทักษะนักศึกษาวิชาทหารกับการพัฒนาบุคลิกภาพทางการเคลื่อนไหวของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง"
|
บุคคลอทอิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง
ส่วนข้างมากที่สุดจะมีพัฒนาการบกพร่องทางด้านการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่
ซึ่งส่งผลต่อบุคลลิกภาพการเคลื่อนไหวโดยรวม เช่น เดินไม่ตรง
โหนไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อแขนไม่มีกำลัง วิ่งแบบถูกวิธีไม่เป็น
ฯลฯ ซึ่งจากบทเรียนของ "คุณพุ่ม"
พระโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ
ที่มีพัฒนาการทางบุคลิกภาพทางการเคลื่อนไหวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางทหารกองทหารม้าฯ และนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
ได้ก่อให้เกิดแนวคิดที่จะนำเอา
"ทักษะนักศึกษาวิชาทหารกับการพัฒนาบุคลิกภาพทางการเคลื่อนไหวของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง"
มาช่วยพัฒนาบุคลิกภาพด้านการเคลื่อนไหวของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่างๆ
โดยเฉพาะศักยภาพต่ำและปานกลางในช่วงวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่
ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกับกองทัพ/มณฑลทหารบกต่างๆ ต่อไป
และเช่นกันต้องอยู่ในรูปของการวิจัยและพัฒนา
เพราะจะต้องสังเคราะห์
ทักษะนักศึกษาวิชาทหารให้เข้าเป็นเนื้องานเดียวกันหรือส่วนหนึ่งของ
"วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ"
|
@ บทเริ่มต้น:
"โครงการวิจัยและพัฒนาอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติก
ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น" (ปี2552-2557(?))
บนฐานของแนวคิดต่างๆ ดังกล่าว
โดยเป็นโครงการที่จะเป็นการวางรากฐานเพื่อมุ่งสู่การไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่มุ่งหวังไว้
[การเป็นสถาบันที่มีสถานะเทียบเท่าคณะวิชาคณะหนึ่ง
ที่ทางการบริหารสังกัดสำนักงานอธิการบดีโดยตรง
โดยมีกฏระเบียบจากสภามหาวิทยาลัยรองรับอย่างเฉพาะเจาะจง
จะทำให้สามารถขยายงานได้เต็มตามศักยภาพที่ต้องการ(?)และบุคลากรก็เจริญก้าวหน้าได้บนฐานภาระงานที่เฉพาะเจาะจงของตนเอง
เฉกเช่นบุคลากรสายอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย]
-------------------------------------------------------------------------------------------------
@
หมายเหตุ:
เพื่อนำเสนอ ดร. อาคม
อึ้งพวง ผู้อำนวยการ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติก
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
จีรพันธุ์ ตันมณี
ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก
http://www.autisticthailand.com
11 พฤศจิกายน 2552
|