@ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก
ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้าน
ความเป็นมา:
เป็นระบบจัดการทางการศึกษาในระดับปฐมวัย[อนุบาล]และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
[12
เกรด] ที่แกนนำเครือข่ายผู้ปกครอง
[หลักๆ สี่ห้าคนอันได้แก่ ข้าพเจ้า-คุณจีรพันธุ์
ตันมณี คุณหทัยพร คลังกำแหงเดช คุณธีรศักดิ์ กอวรกุล
คุณจักรกฤษณ์ เมฆชนันท์ และคุณชูศักดิ์ จันทยานนท์ ]
ร่วมกันถกเถียงแลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึง
รูปแบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของลูกหลานออทิสติก
โดยข้าพเจ้าเป็นคนวางเค้าโครงสร้างของห้องเรียนทั้งสองรูปแบบดังกล่าว
จาก เอกสารหลักๆ ของต่างประเทศสามสี่ชิ้น คือ
๑.Autism
Today
จากเอกสารชิ้นนี้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจ
ว่า ออทิสติกมีการทำงานของสมองไม่เหมือนคนปกติ
แต่แตกต่างออกไป
การเรียนรู้และการสอนให้รู้จึงต้องแตกต่างออกไปด้วย
โดยทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับการสอนการฝึกทั้งสิ้น เช่น
แม้แต่การใช้นิ้วสามนิ้วหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น ที่ออทิสติกมีการทำงานของสมองแตกต่างออกไป
ก็เพราะ องค์ประกอบโครงสร้างทางกายภาพ ของสมองของบุคคลออทิสติก
แตกต่างไปจากคนปกติสำคัญๆ อยู่ สามสี่ประการ ได้แก่
หนึ่ง ด้านสารสื่อประสาทในสมอง ที่ คนออทิสติกอาจขาดไปบางตัวหรือหลายตัว
อาจมีปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกิน [ซึ่งตรงนี้อาจมีผลต่อนาฬิกาชีวิต การกิน
การนอน การปะทุอารมณ์ การปวดหัวเป็นระยะอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ฯลฯ?] สอง
พื้นที่ของสมองที่ใช้การสั่งการอวัยวะต่างๆ
ของร่างกายใหญ่หรือเล็กกว่าของคนปกติในพื้นที่เดียวกัน
เช่น
มีพื้นที่สมองตรงส่วนที่ควบคุมอารมณ์เล็กกว่าของคนปกติ
[ซึ่งนี่อาจจะคือสาเหตุที่คนออทิสติกควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างยากลำบาก?]
เป็นต้น สาม
ปริมาณของเซลประสาทสมองในพื้นที่เดียวกันกับคนปกติของคนออทิสติกอาจมีมากหรือน้อยกว่าคนปกติ
[ตรงนี้ก็ให้นึกถึงว่า
งานชิ้นหนึ่งต้องใช้คนสามคน
แต่มีคนเหลือคนเดียวหรือมีคนเกินไปเป็นห้าหรือสิบคน
งานชิ้นนั้นจะใช้คนที่มากไปหรือน้อยไปนี้ทำได้อย่างไร?
ในพื้นที่อันจำกัดที่เท่ากัน!] สี่
รูปร่างของเซลอาจไม่ปกติ
เช่น ของคนปกติมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมแต่ของคนออทิสติกอาจเป็นหกเหลี่ยม
รูรี รึรูปไข่? [ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุให้คนออทิสติกหรือกลุ่มออทิสติกสเปรคตรัม
(เช่น ไอน์สไตน์ นิวตัน ฯลฯ มีการประมวลผลของสมองหรือก็คือ
"การคิด" ไม่เหมือนคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย ?
ทั้งนี้หากเปรียบกับเรื่องอะตอม
ก็จะเห็นว่าทั้งปริมาณและการเรียงตัวของ อิเลคตรอน โฟตรอน
ในปริมาณที่กัน ในรูปร่างที่ต่างกัน
ก็ได้เป็นธาตุที่ต่างกัน?]
ห้า เซลช่วยเหลือที่เรียกว่าเกลียเซลล์และระยางที่
เรียกว่า เอ็กซอลล์ เดรนไดน์
ซึ่งเป็น ตัวช่วยเหลืออำนวยการติดต่อประสานการทำงาน ของ เซลประสาทหลัก
ของ คนออทิสติก นั้น มีน้อยกว่าของคนปกติ
[ตรงนี้น่าจะส่งผลให้
การใช้เวลาการทำงาน(ประมวลและประมวลผลข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ที่ส่งจากภายนอกสู่ประสาทรับรู้สัมผัสต่างๆ
สู่สมองแล้วตอบกลับมา) และการสั่งการของสมองของคนออทิสติกใช้เวลานานกว่าของคนปกติ?]
หก เอกสารชิ้นนี้ระบุว่า พบว่า สมองของคนออทิสติกยังมี
"วงจรประสาทขณะยังเป็นตัวอ่อน" หลงเหลืออยู่
ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าว่า
ขณะเป็นตัวอ่อนสมองของตัวอ่อนมนุษย์คือสมองของสัตว์เลี้อยคลาน
ไม่แตกต่างกัน [นี่อาจะเป็นคำตอบ
ของคำถามที่ว่า ทำไมคนออทิสติกจึงมีการตอบสนองของประสาทการรับรู้ต่างๆ
แตกต่างไปจากคนปกติ? เพราะเขารับรู้ด้วย "วงจรประสาท" ของ
สัตว์เลื้อยคลาน?]
ทั้งหมดนี้ต้องมีการศึกษาวิจัยทางด้านสมองและประสาทวิทยาอีกมาก
๒.บทสัมภาษณ์ไอวาร์
โลวาส จากเอกสารชิ้นนี้
ทำให้ข้าพเจ้า เข้าใจว่า คนออทิสติกจะต้องถูกสอนทักษะต่างๆ
ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทางสังคมอย่างเข้มข้น เป็นระบบ
เชื่อมโยงจากทักษะที่เขาทำได้แล้วไปยังทักษะที่เขายังทำไม่ได้
หรือจากสิ่งที่เขารู้แล้วไปยังสิ่งใหม่ที่เขายังไม่รู้
ด้วยเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์
ซึ่งเป็นศาสตร์ทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ของนักพฤติกรรมบำบัด
หรือนักจิตวิทยาคลินิก
ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติในระดับช่วงชั้นอายุเดียวกัน ที่
"ความเป็นเพื่อน" ทั้งกลุ่มเพื่อนคู่หูและเพื่อนคู่หู
จะต้องเป็นสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นให้เขาอย่างเฉพาะเจาะจงและอย่างมีการวางแผนที่ดี
ปานว่า เป็นการ "กำกับบทภาพยนตร์" นั่นทีเดียว ที่สำคัญ
สิ่งที่จะต้องสอนอย่างเข้มข้นคือการวางพื้นฐานให้เขาสามารถจะต่อยอดความเข้าใจและการใช้ภาษานามธรรม
เพราะสังคมมนุษย์เกือบจะเป็นโลกของภาษานามธรรมล้วนๆ
ถ้าไม่เข้าใจภาษานามธรรมก็ไม่มีทางที่จะเข้าความสัมพันธ์ต่างๆ
ที่สลับซับซ้อนหรือแม้แต่ที่ง่ายที่สุด ของสังคมโลกมนุษย์ได้ เมื่อเขาต้องอยู่ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น
[สังคมซับซ้อนขึ้นเท่าไหร่
ภาษานามธรรมก็ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น]
นั่นหมายถึงว่า คนออทิสติกจะต้องได้รับการสอนเรื่องภาษานามธรรมอย่างเข้มข้น
แม้กระทั่งออทิสติกศักยภาพสูง
นอกจากนี้จากเอกสารนี้ ยังทำให้ทราบ ว่า โลวาสไม่สนใจคนออทิสติกศักยภาพสูงอีกแล้ว
เพราะด้วย
การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและหลักสูตร
ABA ทั่วไปโดยย่อ
ตั้งแต่ปฐมวัย สองขวบ-ห้าหกขวบ
โดยการช่วยเหลือฝึกทักษะทางด้านการใช้และการเข้าใจภาษานามธรรม[ทั้งภาษาพูดภาษาเขียนและภาษาท่าทาง]
ก็สามารถเข้าเรียนกับเด็กปกติด้วยหลักสูตรของเด็กปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกันได้เลย
๓.มุมมองจากภายใน:จะเข้าใจผู้คนที่แตกต่างอย่างไร
โดย แบรด แรนด์ จากเอกสารชิ้นนี้
ทำให้เข้าใจและยืนยันว่าความเข้าใจ ที่ได้จากเอกสาร
ชิ้นที่ ๑ ไม่น่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิด
เพราะเป็นรูปธรรมพฤติกรรม ของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสต่างๆ รูปธรรมของการคิด
และรูปธรรมของการให้ความสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ที่คนออทิสติกแตกต่างไปจากคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย
๔.การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและหลักสูตร
ABA ทั่วไปโดยย่อ สำหรับออทิสติกแรกเริ่มฝึกพัฒนาการ
จากเอกสารชิ้นนี้ ทำให้เข้าว่า คนออทิสติก
มีความต้องการจำเป็น
ที่จะต้องมีกระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษา
ที่แตกต่างไปจากการบริหารจัดการทางการศึกษาของคนปกติ
อย่างเฉพาะเจาะจง เป็นรายบุคคล และต้องอาศัยการบูรณาการวิทยาการที่เกี่ยวข้องหลายสาขา
เอามาคลุกรวมกันแล้วรังสรรค์ให้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน
ในชุมชน อย่างเป็นระบบ เป็นลำดับขั้น
ด้วยทีมบุคลากรครูที่เฉพาะเจาะซึ่งจะต้องอบรมบ่มเพาะขึ้นมาใหม่
นอกจากนั้นก็เป็น
หนังสือต่างประเทศ
ที่ข้าพเจ้าสั่งซื้อทางอินเตอร์เนท ประมาณกว่าร้อยเล่ม
อ่านละเอียดบ้าง อ่านผ่านๆ บ้าง ทำให้สามารถสังเคราะห์กลไกการยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนออทิสติกในระดับปฐมวัย
และในระดับอายุช่วงขั้นก่อนการอาชีวะและก่อนการอุดมศึกษา
ออกมาได้เป็น ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก
และห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ในโรงเรียนทั่วไป
ในชุมชนใกล้บ้าน
แล้วจัดวางโครงสร้างองค์ประกอบของห้องเรียนทั้งสองรูปแบบดังกล่าว
และโดยการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในหมู่แกนนำผู้ปกครองดังกล่าวข้างต้น
ถึงกระบวนการบริหารจัดการต่างๆ ในห้องเรียน
ตั้งแต่เรื่องทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ
อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนออทิสติก
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ระบบการเชื่อมต่อกับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับช่วงชั้นอายุเดียวกัน
หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ฯลฯ
แล้วนำไปเคลื่อนไหวให้กระทรวงศึกษาธิการ
โดยสำนักบริหารการศึกษาพิเศษและเขตพื้นที่การศึกษา
ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ทำโครงการนำร่องออทิสติกเรียนร่วม ห้าสิบกว่าห้อง ในปีการศึกษา
2548-2549 แล้วขยายเป็นร้อยกว่าห้องในปีการศึกษา
2550
อย่างไรก็ดี
กระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษา ด้วยรูปแบบห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกในโรงเรียนทั่วไปในชุมชนใกล้บ้าน
ก็ยังไม่เป็นกระบวนการที่เป็นไปตามที่เครือข่ายผู้ปกครองฯ
ออกแบบไว้
เพราะความเข้าใจของบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคลากรครูผู้สอนในห้องเรียนขึ้นไปจนถึงบุคลากรผู้บริหารระดับกระทรวง
ยังเป็นไปคนละทิศละทางจนบัดนี้
นิยาม :
ระบบจัดการทางการศึกษาในระดับปฐมวัย[อนุบาล]และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
[12
เกรด] ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกัน
อย่างเป็นทางการ สำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำ
และบุคคลออทิสติกศักยภาพสูงที่ยังไม่เคยได้รับการกระตุ้นพัฒนาการมาก่อนเลย
ที่บูรณาการกิจกรรมการบำบัดด้านกายภาพทางการแพทย์และกิจกรรมด้านการเรียนการสอนเข้าไว้ด้วยกัน
อันเป็นกิจกรรมที่สร้างและต่อยอดทุกทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมคนปกติขึ้นไปจากฐานศักยภาพของบุคคลออทิสติกแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง
องค์ประกอบ
:
1
สถานที่ ;
ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ จะต้องมีสถานที่อย่างเฉพาะเจาะ
เป็นห้องเรียน
อยู่ในอาคารหรือสิ่งแวดล้อมเดียวกันกับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกันกับนักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมาย
โดยมีการจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของคนออทิสติก
ที่สามารถจะเชื่อมต่อกับธรรมชาติของคนปกติได้
2
บุคลากร
;
ทีมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกะการบริหารจัดการห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก
จะต้องประกอบด้วย
2.1
บุคลากรครูผู้อำนวยการห้องเรียนคู่ขนานฯ
จากทีมบุคลากรครูผู้บริหารของโรงเรียน
ที่จะเป็นกลไกการเชื่อมต่อระหว่างระบบบริหารจัดการของห้องเรียนคู่ขนานฯ
กับระบบบริหารจัดการของโรงเรียนทั้งโรงเรียน
2.2
บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก
ซึ่งต้องเป็นทีมเท่านั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกจึงจะเป็นไปได้
ทีมครูประจำชั้นห้องเรียนคู่ขนานฯ
จะต้องอยู่ในอัตราส่วน นักเรียนทิสติก ๓ คน :
บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ๒ คน
หรือ นักเรียนทิสติก ๕ คน : บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ๓ คน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกอย่างได้ประสิทธิผลจึงจะเป็นไปได้
เช่นกัน
2.3
บุคลากรครูผู้สอนร่วม
เป็นบุคลากรครูผู้สอนนักเรียนปกติอยู่แล้ว
แต่เพิ่มการสอนนักเรียนออทิสติกเข้าไปด้วย เช่น
บุคลากรครูประจำชั้นห้องเรียนของนักเรียนปกติ
บุคลากรครูผู้สอนประจำรายวิชา ฯลฯ ที่นักเรียนออทิสติกเข้าไปเรียนรวมด้วย
2.4
นักเรียนปกติ "ห้องเรียนคู่หู"
[ ห้องเรียนบัดดี้ ของ
นักเรียนออทิสติกแต่ละคน],
"กลุ่มเพื่อนคู่หู" [กลุ่มเพื่อนบัดดี้ในห้องเรียนบัดดี้],
"เพื่อนคู่หู" [บัดดี้ของนักเรียนออทิสติกแต่ละคน]
3
นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมาย ; นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมายในห้องเรียรคู่ขนาน คือ ๓ คน
หรือต้องไม่เกินห้องละ
๕ คน
4
กระบวนการบริหารจัดการ
; ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ
จะต้องประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้
4.1
กระบวนการจัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้เป็น
"ห้องเรียนคู่ขนานฯ"
4.2
กระบวนการจัดทำหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล
4.3
กระบวนการบริหารหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล
4.4
กระบวนการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
4.5
กระบวนการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล
4.6
กระบวนการวัดผลประเมินผลและประกันคุณภาพ
4.7
กระบวนการจัดตั้งและอบรมบ่มเพาะยุคลากรที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะบุคลากรครูผู้สอนและเพื่อนคู่หู
4.8
กระบวนการจัดวางระบบ ๓ ระบบ
ดังต่อไปนี้
5.8.1
ระบบเชื่อมต่อ
; เชื่อมต่อกิจกรรมการเรียนการสอนของห้องเรียนคู่ขนานฯ
เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนหรือปฏิทินกิจกรรมตลอดทั้งปี
ของ ระบบใหญ่ทั้งระบบ ของโรงเรียน
5.8.2
ระบบส่งต่อ ;
ส่งต่อนักเรียนออทิสติกไปเรียนรวมหรือทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ
5.8.3
ระบบถ่ายโอน ;
ถ่ายโอนนักเรียนออทิสติกที่ระดับศักยภาพทางวิชาการ
และศักภาพทางพฤติกรรม
สามารถจะเรียนรวมกับอยู่กับนักเรียนปกติ
ได้มากกว่าร้อยละแปดสิบของเวลาเรียนทั้งหมด
จากห้องเรียนคู่ขนานฯ ไปยัง
"ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ"
สำหรับนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูง นักเรียนแอลดี
และนักเรียนสมาธิสั้น [ประกอบด้วยระบบการถ่ายโอนระยะต้น
ระยะกลาง และระยะสุดท้าย
ที่จะเป็นการถ่ายไปอย่างเด็ดขาด]
6
กิจกรรม
; กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ
จะต้องเป็นกิจกรรมที่บูรณาการ
เอากิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์
กับกิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน
แล้วเชื่อมต่อกับกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนปกติที่เกี่ยวข้อง
ด้วย "ใบงาน" ที่ทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ
ต้องจัดทำขึ้น ในขั้นตอนของระบบ "ส่งต่อ" และ "ถ่ายโอน"
นักเรียนออทิสติกไปเรียนรวมหรือไปทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ
[เกี่ยวกับกิจกรรมจะไปกล่าวอย่างละเอียดไว้ในหัวข้อ
"หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกฯ"]