ภาคทฤษฎี-หลักการ-หลักคิด-แนวปฏิบัติ

ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก และ ห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้าน : ความเป็นมา นิยาม องค์ประกอบ กิจกรรม เจ้าภาพในการดำเนินการ และข้อชี้แนะเรียกร้อง

@

 

@ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้าน

ความเป็นมา: เป็นระบบจัดการทางการศึกษาในระดับปฐมวัย[อนุบาล]และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน [12 เกรด] ที่แกนนำเครือข่ายผู้ปกครอง [หลักๆ สี่ห้าคนอันได้แก่ ข้าพเจ้า-คุณจีรพันธุ์ ตันมณี คุณหทัยพร คลังกำแหงเดช คุณธีรศักดิ์ กอวรกุล คุณจักรกฤษณ์ เมฆชนันท์ และคุณชูศักดิ์ จันทยานนท์ ] ร่วมกันถกเถียงแลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึง รูปแบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของลูกหลานออทิสติก โดยข้าพเจ้าเป็นคนวางเค้าโครงสร้างของห้องเรียนทั้งสองรูปแบบดังกล่าว จาก เอกสารหลักๆ ของต่างประเทศสามสี่ชิ้น คือ

๑.Autism Today จากเอกสารชิ้นนี้ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจ ว่า ออทิสติกมีการทำงานของสมองไม่เหมือนคนปกติ แต่แตกต่างออกไป การเรียนรู้และการสอนให้รู้จึงต้องแตกต่างออกไปด้วย โดยทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับการสอนการฝึกทั้งสิ้น เช่น แม้แต่การใช้นิ้วสามนิ้วหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น ที่ออทิสติกมีการทำงานของสมองแตกต่างออกไป ก็เพราะ องค์ประกอบโครงสร้างทางกายภาพ ของสมองของบุคคลออทิสติก แตกต่างไปจากคนปกติสำคัญๆ อยู่ สามสี่ประการ ได้แก่      หนึ่ง  ด้านสารสื่อประสาทในสมอง ที่ คนออทิสติกอาจขาดไปบางตัวหรือหลายตัว อาจมีปริมาณมากเกินไปหรือน้อยเกิน [ซึ่งตรงนี้อาจมีผลต่อนาฬิกาชีวิต การกิน การนอน การปะทุอารมณ์ การปวดหัวเป็นระยะอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฯลฯ?] สอง พื้นที่ของสมองที่ใช้การสั่งการอวัยวะต่างๆ ของร่างกายใหญ่หรือเล็กกว่าของคนปกติในพื้นที่เดียวกัน เช่น มีพื้นที่สมองตรงส่วนที่ควบคุมอารมณ์เล็กกว่าของคนปกติ [ซึ่งนี่อาจจะคือสาเหตุที่คนออทิสติกควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างยากลำบาก?] เป็นต้น สาม ปริมาณของเซลประสาทสมองในพื้นที่เดียวกันกับคนปกติของคนออทิสติกอาจมีมากหรือน้อยกว่าคนปกติ [ตรงนี้ก็ให้นึกถึงว่า งานชิ้นหนึ่งต้องใช้คนสามคน แต่มีคนเหลือคนเดียวหรือมีคนเกินไปเป็นห้าหรือสิบคน งานชิ้นนั้นจะใช้คนที่มากไปหรือน้อยไปนี้ทำได้อย่างไร? ในพื้นที่อันจำกัดที่เท่ากัน!] สี่ รูปร่างของเซลอาจไม่ปกติ เช่น ของคนปกติมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมแต่ของคนออทิสติกอาจเป็นหกเหลี่ยม รูรี รึรูปไข่? [ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุให้คนออทิสติกหรือกลุ่มออทิสติกสเปรคตรัม (เช่น ไอน์สไตน์ นิวตัน ฯลฯ มีการประมวลผลของสมองหรือก็คือ "การคิด" ไม่เหมือนคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย ? ทั้งนี้หากเปรียบกับเรื่องอะตอม ก็จะเห็นว่าทั้งปริมาณและการเรียงตัวของ อิเลคตรอน โฟตรอน ในปริมาณที่กัน ในรูปร่างที่ต่างกัน ก็ได้เป็นธาตุที่ต่างกัน?] ห้า เซลช่วยเหลือที่เรียกว่าเกลียเซลล์และระยางที่ เรียกว่า เอ็กซอลล์ เดรนไดน์ ซึ่งเป็น ตัวช่วยเหลืออำนวยการติดต่อประสานการทำงาน ของ เซลประสาทหลัก ของ คนออทิสติก นั้น มีน้อยกว่าของคนปกติ [ตรงนี้น่าจะส่งผลให้ การใช้เวลาการทำงาน(ประมวลและประมวลผลข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ส่งจากภายนอกสู่ประสาทรับรู้สัมผัสต่างๆ สู่สมองแล้วตอบกลับมา) และการสั่งการของสมองของคนออทิสติกใช้เวลานานกว่าของคนปกติ?] หก เอกสารชิ้นนี้ระบุว่า พบว่า สมองของคนออทิสติกยังมี "วงจรประสาทขณะยังเป็นตัวอ่อน" หลงเหลืออยู่  ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าว่า ขณะเป็นตัวอ่อนสมองของตัวอ่อนมนุษย์คือสมองของสัตว์เลี้อยคลาน ไม่แตกต่างกัน [นี่อาจะเป็นคำตอบ ของคำถามที่ว่า ทำไมคนออทิสติกจึงมีการตอบสนองของประสาทการรับรู้ต่างๆ แตกต่างไปจากคนปกติ? เพราะเขารับรู้ด้วย "วงจรประสาท" ของ สัตว์เลื้อยคลาน?] ทั้งหมดนี้ต้องมีการศึกษาวิจัยทางด้านสมองและประสาทวิทยาอีกมาก

๒.บทสัมภาษณ์ไอวาร์ โลวาส จากเอกสารชิ้นนี้   ทำให้ข้าพเจ้า เข้าใจว่า คนออทิสติกจะต้องถูกสอนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตทางสังคมอย่างเข้มข้น เป็นระบบ เชื่อมโยงจากทักษะที่เขาทำได้แล้วไปยังทักษะที่เขายังทำไม่ได้ หรือจากสิ่งที่เขารู้แล้วไปยังสิ่งใหม่ที่เขายังไม่รู้ ด้วยเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ ซึ่งเป็นศาสตร์ทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ของนักพฤติกรรมบำบัด หรือนักจิตวิทยาคลินิก ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติในระดับช่วงชั้นอายุเดียวกัน ที่ "ความเป็นเพื่อน" ทั้งกลุ่มเพื่อนคู่หูและเพื่อนคู่หู จะต้องเป็นสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นให้เขาอย่างเฉพาะเจาะจงและอย่างมีการวางแผนที่ดี ปานว่า เป็นการ "กำกับบทภาพยนตร์" นั่นทีเดียว ที่สำคัญ สิ่งที่จะต้องสอนอย่างเข้มข้นคือการวางพื้นฐานให้เขาสามารถจะต่อยอดความเข้าใจและการใช้ภาษานามธรรม เพราะสังคมมนุษย์เกือบจะเป็นโลกของภาษานามธรรมล้วนๆ ถ้าไม่เข้าใจภาษานามธรรมก็ไม่มีทางที่จะเข้าความสัมพันธ์ต่างๆ ที่สลับซับซ้อนหรือแม้แต่ที่ง่ายที่สุด ของสังคมโลกมนุษย์ได้ เมื่อเขาต้องอยู่ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น [สังคมซับซ้อนขึ้นเท่าไหร่ ภาษานามธรรมก็ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น] นั่นหมายถึงว่า คนออทิสติกจะต้องได้รับการสอนเรื่องภาษานามธรรมอย่างเข้มข้น แม้กระทั่งออทิสติกศักยภาพสูง

นอกจากนี้จากเอกสารนี้ ยังทำให้ทราบ ว่า โลวาสไม่สนใจคนออทิสติกศักยภาพสูงอีกแล้ว เพราะด้วย การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและหลักสูตร ABA ทั่วไปโดยย่อ ตั้งแต่ปฐมวัย สองขวบ-ห้าหกขวบ โดยการช่วยเหลือฝึกทักษะทางด้านการใช้และการเข้าใจภาษานามธรรม[ทั้งภาษาพูดภาษาเขียนและภาษาท่าทาง] ก็สามารถเข้าเรียนกับเด็กปกติด้วยหลักสูตรของเด็กปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกันได้เลย 

๓.ุมมองจากภายใน:จะเข้าใจผู้คนที่แตกต่างอย่างไร โดย แบรด แรนด์ จากเอกสารชิ้นนี้ ทำให้เข้าใจและยืนยันว่าความเข้าใจ ที่ได้จากเอกสาร ชิ้นที่ ๑ ไม่น่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะเป็นรูปธรรมพฤติกรรม ของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสต่างๆ รูปธรรมของการคิด และรูปธรรมของการให้ความสนใจสิ่งต่าง ๆ   รอบตัว ที่คนออทิสติกแตกต่างไปจากคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย

๔.การแทรกแซงพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและหลักสูตร ABA ทั่วไปโดยย่อ สำหรับออทิสติกแรกเริ่มฝึกพัฒนาการ จากเอกสารชิ้นนี้ ทำให้เข้าว่า คนออทิสติก มีความต้องการจำเป็น ที่จะต้องมีกระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษา ที่แตกต่างไปจากการบริหารจัดการทางการศึกษาของคนปกติ อย่างเฉพาะเจาะจง เป็นรายบุคคล และต้องอาศัยการบูรณาการวิทยาการที่เกี่ยวข้องหลายสาขา เอามาคลุกรวมกันแล้วรังสรรค์ให้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน ในชุมชน อย่างเป็นระบบ เป็นลำดับขั้น ด้วยทีมบุคลากรครูที่เฉพาะเจาะซึ่งจะต้องอบรมบ่มเพาะขึ้นมาใหม่

นอกจากนั้นก็เป็น หนังสือต่างประเทศ ที่ข้าพเจ้าสั่งซื้อทางอินเตอร์เนท ประมาณกว่าร้อยเล่ม อ่านละเอียดบ้าง อ่านผ่านๆ บ้าง ทำให้สามารถสังเคราะห์กลไกการยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนออทิสติกในระดับปฐมวัย และในระดับอายุช่วงขั้นก่อนการอาชีวะและก่อนการอุดมศึกษา ออกมาได้เป็น ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก และห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้าน แล้วจัดวางโครงสร้างองค์ประกอบของห้องเรียนทั้งสองรูปแบบดังกล่าว และโดยการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในหมู่แกนนำผู้ปกครองดังกล่าวข้างต้น ถึงกระบวนการบริหารจัดการต่างๆ ในห้องเรียน ตั้งแต่เรื่องทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ อัตราส่วนระหว่างครูกับนักเรียนออทิสติก กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ระบบการเชื่อมต่อกับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับช่วงชั้นอายุเดียวกัน หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ฯลฯ

แล้วนำไปเคลื่อนไหวให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักบริหารการศึกษาพิเศษและเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำโครงการนำร่องออทิสติกเรียนร่วม ห้าสิบกว่าห้อง ในีการศึกษา 2548-2549 แล้วขยายเป็นร้อยกว่าห้องในปีการศึกษา 2550

อย่างไรก็ดี กระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษา ด้วยรูปแบบห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกในโรงเรียนทั่วไปในชุมชนใกล้บ้าน ก็ยังไม่เป็นกระบวนการที่เป็นไปตามที่เครือข่ายผู้ปกครองฯ ออกแบบไว้ เพราะความเข้าใจของบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคลากรครูผู้สอนในห้องเรียนขึ้นไปจนถึงบุคลากรผู้บริหารระดับกระทรวง ยังเป็นไปคนละทิศละทางจนบัดนี้

นิยาม : ระบบจัดการทางการศึกษาในระดับปฐมวัย[อนุบาล]และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน [12 เกรด] ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกัน อย่างเป็นทางการ สำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำ และบุคคลออทิสติกศักยภาพสูงที่ยังไม่เคยได้รับการกระตุ้นพัฒนาการมาก่อนเลย  ที่บูรณาการกิจกรรมการบำบัดด้านกายภาพทางการแพทย์และกิจกรรมด้านการเรียนการสอนเข้าไว้ด้วยกัน อันเป็นกิจกรรมที่สร้างและต่อยอดทุกทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมคนปกติขึ้นไปจากฐานศักยภาพของบุคคลออทิสติกแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง

องค์ประกอบ :

1 สถานที่ ; ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ จะต้องมีสถานที่อย่างเฉพาะเจาะ เป็นห้องเรียน อยู่ในอาคารหรือสิ่งแวดล้อมเดียวกันกับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกันกับนักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของคนออทิสติก ที่สามารถจะเชื่อมต่อกับธรรมชาติของคนปกติได้

2 บุคลากร ; ทีมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกะการบริหารจัดการห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก จะต้องประกอบด้วย

2.1 บุคลากรครูผู้อำนวยการห้องเรียนคู่ขนานฯ จากทีมบุคลากรครูผู้บริหารของโรงเรียน ที่จะเป็นกลไกการเชื่อมต่อระหว่างระบบบริหารจัดการของห้องเรียนคู่ขนานฯ กับระบบบริหารจัดการของโรงเรียนทั้งโรงเรียน

2.2  บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ซึ่งต้องเป็นทีมเท่านั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกจึงจะเป็นไปได้ ทีมครูประจำชั้นห้องเรียนคู่ขนานฯ จะต้องอยู่ในอัตราส่วน นักเรียนทิสติก ๓ คน : บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ๒ คน หรือ นักเรียนทิสติก ๕ คน : บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ๓ คน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกอย่างได้ประสิทธิผลจึงจะเป็นไปได้ เช่นกัน

2.3 บุคลากรครูผู้สอนร่วม เป็นบุคลากรครูผู้สอนนักเรียนปกติอยู่แล้ว แต่เพิ่มการสอนนักเรียนออทิสติกเข้าไปด้วย เช่น บุคลากรครูประจำชั้นห้องเรียนของนักเรียนปกติ บุคลากรครูผู้สอนประจำรายวิชา ฯลฯ ที่นักเรียนออทิสติกเข้าไปเรียนรวมด้วย

2.4 นักเรียนปกติ "ห้องเรียนคู่หู" [ ห้องเรียนบัดดี้  ของ   นักเรียนออทิสติกแต่ละคน], "กลุ่มเพื่อนคู่หู" [กลุ่มเพื่อนบัดดี้ในห้องเรียนบัดดี้], "เพื่อนคู่หู" [บัดดี้ของนักเรียนออทิสติกแต่ละคน]

3 นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมาย ; นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมายในห้องเรียรคู่ขนาน คือ ๓ คน หรือต้องไม่เกินห้องละ ๕ คน

4 กระบวนการบริหารจัดการ ; ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ จะต้องประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้

4.1 กระบวนการจัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้เป็น "ห้องเรียนคู่ขนานฯ"

4.2 กระบวนการจัดทำหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล

4.3 กระบวนการบริหารหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล

4.4 กระบวนการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล

4.5 กระบวนการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล

4.6 กระบวนการวัดผลประเมินผลและประกันคุณภาพ

4.7 กระบวนการจัดตั้งและอบรมบ่มเพาะยุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคลากรครูผู้สอนและเพื่อนคู่หู

4.8 กระบวนการจัดวางระบบ ๓ ระบบ ดังต่อไปนี้

5.8.1 ระบบเชื่อมต่อ ; เชื่อมต่อกิจกรรมการเรียนการสอนของห้องเรียนคู่ขนานฯ เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนหรือปฏิทินกิจกรรมตลอดทั้งปี ของ ระบบใหญ่ทั้งระบบ ของโรงเรียน

5.8.2 ระบบส่งต่อ ; ส่งต่อนักเรียนออทิสติกไปเรียนรวมหรือทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ

5.8.3 ระบบถ่ายโอน ; ถ่ายโอนนักเรียนออทิสติกที่ระดับศักยภาพทางวิชาการ และศักภาพทางพฤติกรรม สามารถจะเรียนรวมกับอยู่กับนักเรียนปกติ ได้มากกว่าร้อยละแปดสิบของเวลาเรียนทั้งหมด   จากห้องเรียนคู่ขนานฯ  ไปยัง "ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ" สำหรับนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูง นักเรียนแอลดี และนักเรียนสมาธิสั้น [ประกอบด้วยระบบการถ่ายโอนระยะต้น ระยะกลาง และระยะสุดท้าย ที่จะเป็นการถ่ายไปอย่างเด็ดขาด]

6 กิจกรรม ; กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ จะต้องเป็นกิจกรรมที่บูรณาการ เอากิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ กับกิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน แล้วเชื่อมต่อกับกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนปกติที่เกี่ยวข้อง  ด้วย "ใบงาน" ที่ทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนคู่ขนานฯ ต้องจัดทำขึ้น ในขั้นตอนของระบบ "ส่งต่อ" และ "ถ่ายโอน" นักเรียนออทิสติกไปเรียนรวมหรือไปทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ [เกี่ยวกับกิจกรรมจะไปกล่าวอย่างละเอียดไว้ในหัวข้อ "หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกฯ"]

 

 

 

@ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้าน

ความเป็นมา : ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ เป็นรูปแบบการจัดการทางการศึกษาที่สังเคราะห์ต่อยอดมาจาก ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ ด้วยพบว่า ออทิสติกศักยภาพสูงน่าจะต้องมีการบริหารจัดการทางการศึกษาที่แตกต่างออกไป จากออทิสติกศักยภาพต่ำหรือออทิสติกศักยภาพสูงที่ยังไม่ไก้รับการกระตุ้นพัฒนาการ และยังพบว่า มีเด็กที่มีความผิดปกติในโครงสร้างการทำงานของสมองและหรือระบบประสาทส่วนกลาง แตกต่างไปจากของคนปกติในเกณฑ์เฉลี่ย [เช่น แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ] ซึ่งก็มีความต้องการจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการทางการศึกษาที่แตกต่างออกไปจากระบบปกติด้วยเช่นกัน และด้วยการแลกเปลี่ยนถกเถียงเรียนรู้ร่วมกับ คุณประภา อภิพัฒนา ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลแอลดี และ คุณ นภัทร พุกกะนะสุต ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้น ทำให้สามารถสังเคราะห์ออกแบบ ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ ออกมาได้สำหรับเด็กออทิสติกศักยภาพสูง เด็กแอลดี และเด็กสมาธิสั้น ซึ่งจะมีความแตกต่างจาก ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ ตรง อัตราส่วนระหว่างนักเรียนกับบุคลากรครูผู้สอน และหลักสูตรการเรียนการสอน ที่จะใช้หลักสูตรแบบนักเรียนปกติได้มากกว่า ร้อยละแปดสิบของเนื้อหาหลักสูตรทั้งหมด

นิยาม : ระบบจัดการทางการศึกษาในระดับปฐมวัย[อนุบาล]และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน [12 เกรด] ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกัน อย่างเป็นทางการ สำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพสูง บุคคลแอลดี บุคคลสมาธิสั้น และบุคคลที่มีความแตกต่างในโครงสร้างการทำงานของสมองแบบอื่นๆ อันใกล้เคียงกัน

องค์ประกอบ :

1 สถานที่ ; ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ จะต้องมีสถานที่อย่างเฉพาะเจาะ เป็นห้องเรียน อยู่ในอาคารหรือสิ่งแวดล้อมเดียวกัน กับห้องเรียนของนักเรียนปกติในระดับอายุช่วงชั้นเดียวกันกับนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและนักเรียนกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ  เพื่อที่สามารถจะเชื่อมต่อกับธรรมชาติและระบบปกติของคน(นักเรียน)ปกติได้

2 บุคลากร ; ทีมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกะการบริหารจัดการห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ จะต้องประกอบด้วย

2.1 บุคลากรครูผู้อำนวยการห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ จากทีมบุคลากรครูผู้บริหารของโรงเรียน ที่จะเป็นกลไกการเชื่อมต่อระหว่างระบบบริหารจัดการของห้องเรียนคู่ขนานฯ กับระบบบริหารจัดการของโรงเรียนทั้งโรงเรียน[อาจเป็นคนเดียวกับห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก....นั่น หัวหน้าฝ่ายห้องเรียน "นักเรียนพิเศษ" ของทั้งโรงเรียน นั่นเอง]

2.2  บุคลากรครูผู้สอนเสริมกลุ่มสาระต่างๆ ซึ่งต้องเป็นทีมเท่านั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกจึงจะเป็นไปได้ ทีมครูประจำชั้นห้องเรียนคู่ขนานฯ จะต้องอยู่ในอัตราส่วน นักเรียนทิสติกศักยภาพสูง ๓-๕ คน : บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา ๒ คน หรือ นักเรียนทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา ๕-๑๐ คน : บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก ๓ คน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา อย่างได้ประสิทธิผลจึงจะเป็นไปได้

2.3 บุคลากรครูผู้สอนร่วม เป็นบุคลากรครูผู้สอนนักเรียนปกติอยู่แล้ว แต่เพิ่มการสอนนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงเข้าไปด้วย เช่น บุคลากรครูประจำชั้นห้องเรียนของนักเรียนปกติ บุคลากรครูผู้สอนประจำรายวิชา ฯลฯ ที่นักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา  จะต้องเข้าไปเรียนรวมด้วย

2.4 นักเรียนปกติ "ห้องเรียนคู่หู" [ ห้องเรียนบัดดี้  ของ   นักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา แต่ละคน], "กลุ่มเพื่อนคู่หู" [กลุ่มเพื่อนบัดดี้ในห้องเรียนบัดดี้], "เพื่อนคู่หู" [บัดดี้ของนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา แต่ละคน]

3 นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมาย ; นักเรียนออทิสติกกลุ่มเป้าหมายในห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ คือ ๕ คน หรือต้องไม่เกินห้องละ ๑๐ คน

4 กระบวนการบริหารจัดการ ; ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ จะต้องประกอบด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้

4.1 กระบวนการจัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้เป็น ห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ

4.2 กระบวนการจัดทำหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล[เฉพาะกลุ่มสาระที่ต้องสอนเสริม]

4.3 กระบวนการบริหารหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคล[เฉพาะกลุ่มสาระที่ต้องสอนเสริม]

4.4 กระบวนการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล

4.5 กระบวนการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล[เฉพาะกลุ่มสาระที่ต้องสอนเสริม]

4.6 กระบวนการวัดผลประเมินผลและประกันคุณภาพ

4.7 กระบวนการจัดตั้งและอบรมบ่มเพาะยุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคลากรครูผู้สอน ครูผู้สอนร่วม ครูผู้สอนเสริมฯ และเพื่อนคู่หู

4.8 กระบวนการจัดวางระบบ ๓ ระบบ ดังต่อไปนี้

4.8.1 ระบบเชื่อมต่อ ; เชื่อมต่อกิจกรรมการเรียนการสอนของห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนหรือปฏิทินกิจกรรมตลอดทั้งปี ของ ระบบใหญ่ทั้งระบบ ของโรงเรียน

4.8.2 ระบบส่งต่อ ; ส่งต่อนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขาไปเรียนรวมหรือทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ

4.8.3 ระบบถ่ายโอน ; ถ่ายโอนนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขาที่ระดับศักยภาพทางวิชาการ และศักภาพทางพฤติกรรม สามารถจะเรียนรวมกับอยู่กับนักเรียนปกติ ได้มากกว่าร้อยละแปดสิบของเวลาเรียนทั้งหมด   จากห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ ไปยัง ห้องเรียนบัดดี้  ของ   นักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา แต่ละคน [ประกอบด้วยระบบการถ่ายดอนระยะต้น ระยะกลาง และระยะสุดท้าย ที่จะเป็นการถ่ายไปอย่างเด็ดขาด แต่ระบบช่วยเหลือยังคงอยู่เพื่อพวกเขาเสมอ]

5 กิจกรรม ; กิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ จะต้องเป็นกิจกรรมที่บูรณาการ เอากิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ กับกิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน แล้วเชื่อมต่อกับกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนปกติที่เกี่ยวข้อง  ด้วย "ใบงาน" ที่ทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกประจำห้องเรียนสอนเสริมการศึกษาพิเศษฯ  ต้องจัดทำขึ้น ในขั้นตอนของระบบ "ส่งต่อ" และ "ถ่ายโอน" นักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา แต่ละคนไปเรียนรวมหรือไปทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนปกติ [เกี่ยวกับกิจกรรมจะไปกล่าวอย่างละเอียดไว้ในหัวข้อ "หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะนักเรียนออทิสติกศักยภาพสูงและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา" แต่ละคน] แบบเดียวกับที่บุคลากรครูผู้สอนประจำห้องเรียนคู่ขนานออทิสติกฯ ต้องทำ แต่แตกต่างกันตางที่อาจจะทำเฉพาะกลุ่มสาระหรือเนื้อที่ต้องสอนเสริมเท่านั้น

จ้าภาพในการดำเนินการ : โรงเรียนปกติทุกโรงเรียนในประเทศนี้ที่มีนักเรียนออทิสติกและเพื่อนๆ (แอลดี สมาธิสั้น ฯลฯ) ของเขา อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และเจ้าภาพระดับกระทรวงคือ....สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อการพัฒนาห้องเรียนทั้งสองรูปแบบนี้ให้ได้มาตรฐาน และถ้าจะให้มีผลในทางปฎิบัติเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ควรเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้และมีอำนวยการสำนักบริหารการศึกษาพิเศษเป็นกรรมการเลขานุการคนที่หนึ่ง และหัวหน้าการหน้าห้องของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรรมการเลขานุการคนที่สอง

สรุป : ห้องเรียนคู่ขนานออทิสติก และ ห้องสอนเสริมการศึกษาพิเศษ ในโรงเรียนทั่วไป ในชุมชนใกล้บ้านจึงเป็น รูปแบบและกระบวนการบริหารจัดการทางการศึกษาพิเศษ  สำหรับประชากรออทิสติก แอลดี และสมาธิสั้น ที่จะทำให้ วิบากกรรมของพวกเขาและครอบครัว เปลี่ยนโฉมหน้าไป อย่างแทบจะสิ้นเชิง โดยเฉพาะวิบากกรรม ในการที่จะต้องสาระวนเฮโรสาระพาทุรักทุเร "หอบหิ้ว" ลูกหลานไปบำบัดกับนักบำบัดต่างๆ บรรดามี ชม. ละ สามร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง ฯลฯ จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะทำมาหากิน ถ้าไม่ผูกขาล่ามโซ่ลูก ไว้ใต้ถุนบ้าน แล้วก็ ลงท้ายด้วย การเป็นโรคประสาทกันไปทั้งบ้าน เพราะแบกรับภาระไม่ไหว หรือ ไม่ก็ครอบครัวแตกสลายเอาลูกหลานไป ปล่อยทิ้งไว้กับตายายในชนบท ซึ่ง มีน้อยมาก ที่ออทิสติก ที่ถูกทอดทิ้งจะแก่ตาย มักป่วยตาย ตกน้ำตาย รถชนตาย ฯลฯ สำหรับออทิสติก สำหรับแอลดี ก็อาจฆ่าตัวตาย [ซึมเศร้า] หรือถูกฆ่าตาย [เป็นแพะรับบาป] พวกสมาธิสั้น ก็อาจตีกันตาย [หุนหันพลันแล่น] ติดคุกติดตาราง [เป็นผู้ร้าย] ฯลฯ

วิบากกรรมต่างๆ ใดๆ เหล่านี้ ของประชากรกลุ่มนี้ และครอบครัว จะหมดไป หรืออย่างน้อย ก็บรรเทาเบาบางลง   หาก ระบบการศึกษาไทย สามารถจะสถาปนาและพัฒนา ห้องเรียนทั้งสองรูปแบบ ดังกล่าวนี้ เข้าไปใน โครงสร้างของโรงเรียนปกติ ในขอบเขต ทั่วประเทศได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างได้ประสิทธิผล

กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก

กรกฎาคม 2551

 

 

To Night I Celebrate My Love _ Bryson n Flack

main menu