1.
หลักการและเหตุผล
บุคคลออทิสติกถือว่าเป็นหนึ่งในผู้พิการ 9
ประเภทที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ดังรายงานการศึกษาวิจัยที่พบว่าความชุกของออทิสซึมในประเทศไทยในปี
พ.ศ. 2547 เท่ากับ 1 : 1,000
อัตราส่วนที่พบในเด็กชายต่อเด็กหญิง เท่ากับ
4-5 : 1 (เพ็ญแข
ลิ่มศิลา, 2550: 107)
และในอีก 10 ปีข้างหน้านักเรียนออทิสติกจะมีจำนวนมากที่สุดของจำนวนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียน
(ดารณี อุทัยรัตนกิจ,
2550: 179)
จากการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปของประเทศสวีเดน Gillberg,
Steffenberg and Schaumann (Gillberg et al. 1991
อ้างถึงใน Hanbury, 2005: 10)
พบว่ามีอัตราส่วน 71
คนต่อประชากร 10,000 คน
ส่วนรายงานการศึกษาวิจัยของประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี 1990
จนถึง 2002
พบว่ามีอัตราส่วนประมาณ 60 คนต่อประชากร
10,000 คน (Wing and Potter, 2002
อ้างถึงใน Hanbury, 2005:10)
และล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2007
ของประเทศอังกฤษพบว่ามีอัตรา 1 : 100 (The
National Autistic Society, 2008)
ในทวีปเอเชียก็มีอัตราการพบภาวะออทิสซึมในเด็กเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เช่นในประเทศสิงคโปร์พบว่ามีอัตราส่วนของเด็กออทิสติกต่อประชากรเป็น
1 : 150 (Thomson Medical Center,
2008) จากอัตราความชุกของการเกิดสภาวะออทิสซึม
(Autism Spectrum Disorders: ASDs)
ต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกประเทศทั่วโลกนี้แสดงให้เห็นแนวโน้มของบุคคลออทิสติกจะกลายเป็นกลุ่มผู้พิการที่มีจำนวนมากที่สุด
ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องเตรียมพร้อมต่อการรับมือเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาบุคคลออทิสติกเหล่านี้ให้สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างอิสระ
และสามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยไม่เป็นภาระให้แก่ครอบครัวหรือสังคม
ภาวะออทิสซึม (ASDs)
แม้ว่าจะรักษาไม่หายแต่ก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเด็กที่มีภาวะออทิสซึมสามารถพัฒนาและให้การศึกษาได้
โดยนักวิชาการเชื่อว่าการให้การบำบัดรักษากับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กออทิสติกนั้นคือสิ่งเดียวกัน
ดังนั้นจึงควรจัดการศึกษาไปพร้อม ๆ กับการบำบัดรักษาในเวลาเดียวกัน
(Hanbury, 2005: 14-15; DfES,
2006)
สำหรับประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดเป็นนโยบายให้โรงพยาบาลมีการคัดกรองภาวะออทิสซึมในเด็กตั้งแต่แรกเกิดอย่างจริงจังตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา
เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วกันทั้งโลกแล้วว่าการให้การบำบัดรักษาและให้การศึกษาตั้งแต่ยังเด็ก
(Early Intervention) ช่วยให้เด็กออทิสติกมีพัฒนาการดีกว่าการให้การบำบัดรักษาเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น
ขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการก็ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาและพัฒนาสำหรับเด็กออทิสติกมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 10
แห่งพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542
(แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545)
ที่ได้บัญญัติไว้ว่า การจัดการศึกษา
ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้
หรือมีร่างกายพิการ
หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้
หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส
ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
โดยกระทรวงศึกษาธิการมีโครงการโรงเรียนแกนนำเพื่อการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกขึ้นในแต่ละจังหวัด
ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนเพื่อการเรียนรวมสำหรับเด็กออทิสติกให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
โดยจะเห็นได้จากการแถลงข่าวของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 29
เมษายน 2551
เปิดเผยว่าปัจจุบันมีเด็กออทิสติกอาการระดับรุนแรงที่เรียนอยู่ในห้องเรียนคู่ขนานตามโครงการโรงเรียนแกนนำการเรียนร่วม
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท
ได้เข้าศึกษาเรียนรู้ร่วมกับนักเรียนปกติ
ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
จำนวนทั้งสิ้น 228 คน ใน 46
โรงเรียนทั่วประเทศและในปีงบประมาณ 2551
นี้ ได้มีนโยบายให้เปิดห้องเรียนคู่ขนานสำหรับเด็กออทิสติกเพิ่มขึ้น
เพื่อให้ครอบคลุมเด็กออทิสติกทุกจังหวัดมากขึ้น นอกจากนี้ สพฐ.
ยังเตรียมเชิญครูประจำห้องเรียนคู่ขนานจำนวน 222
คนทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการอบรมครูผู้สอนประจำห้องเรียนคู่ขนานสำหรับเด็กออทิสติก
เพื่อร่วมกันพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กออทิสติก
เพื่อให้ได้มีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์,
2551)
ที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการจัดการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติก
แต่เนื่องจากภาวะออทิสซึมในเด็กแต่ละคนแตกต่างกันและมีพิสัยของภาวะออทิสซึมกว้างมาก
เริ่มตั้งแต่ขั้นที่มีภาวะออทิสซึมรุนแรง (Severe
หรือ Low functioning autism)
ระดับปานกลาง (Moderate functioning autism)
จนถึงกลุ่มที่มีภาวะออทิสซึมน้อย (High
functioning autism หรือ Aspergers
syndrome)
สำหรับกลุ่มหลังนี้ส่วนใหญ่แล้วสามารถที่จะเรียนรู้ได้ไกล้เคียงกับเด็กปกติหรือบางคนอาจจะเรียนได้ดีกว่าเด็กปกติด้วยซ้ำไป
เพียงแต่อาจจะมีปัญหาด้านพฤติกรรม
อารมณ์และสังคมบางอย่างที่ต้องได้รับการปรับปรุงและแก้ไข
แต่กลุ่มที่มีภาวะออทิสซึมรุนแรงถึงกลุ่มที่มีภาวะออทิซึมปานกลางส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร
เพราะเด็กเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดอย่างจริงจังจึงจะสามารถแก้ไขพฤติกรรมและสามารถจัดการศึกษาให้ได้อย่างเหมาะสม
จากการศึกษาที่ผ่านของนักการศึกษาทั้งหลายต่างพบว่าเด็กออทิสติกส่วนใหญ่จะได้รับการศึกษาเพียงระดับประถมเท่านั้น
และมักจะถูกตกออกไปในระดับมัธยมศึกษา
เพราะขาดความเอาใจใส่จากครูผู้สอนและด้วยความไม่เข้าใจในธรรมชาติและความบกพร่องของเด็กออทิสติกของครูผู้สอนทำให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถที่จะพัฒนาระดับการศึกษาให้เท่าเทียมกับเด็กปกติได้
จึงทำให้เด็กจะต้องออกจากระบบโรงเรียนไปโดยปริยาย
จากการสังเกตพบว่าเด็กเหล่านี้จะมีความก้าวหน้าอยู่บ้างเฉพาะในช่วงวัยเด็กเล็กเท่านั้นและมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหามากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าเรียนในระดับที่สูงขึ้น
เช่น ในระดับประถมและระดับมัธยมศึกษาเป็นต้น (Hanbury,
2005: 14)
จากผลการศึกษาวิจัยรวมทั้งข้อมูลในเชิงประจักษ์ของประเทศไทยนั้น
เรามักจะพบเห็นเด็กออทิสติกอยู่ในระบบโรงเรียนเฉพาะในวัยเด็กเท่านั้น
แต่ในระดับมัธยมและอุดมศึกษาพบว่ามีจำนวนน้อยมาก
ที่เป็นเช่นนั้นมิได้หมายความว่าเด็กออทิสติกเมื่อโตขึ้นจะหายขาดจากภาวะออทิสซึมแต่เป็นเพราะว่าระบบการศึกษาในโรงเรียนต่าง
ๆ ของประเทศไทยยังไม่สาสมารถที่จะแก้ไขพัฒนาและให้การศึกษาแก่เด็กออทิสติกได้อย่างเหมาะสม
จึงเป็นเหตุให้เด็กออทิสติกส่วนใหญ่ต้องออกจากระบบโรงเรียนไปแกละไม่ได้รับการศึกษาหรือพัฒนาใด
ๆ
อีกเลยและในที่สุดเด็กเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาของพ่อแม่และครอบครัวที่จะต้องรับภาระเลี้ยงดูอย่างยากลำบากต่อไป
ด้วยส่วนใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้และกลายเป็นภาระของสังคมอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงเล็งเห็นความสำคัญที่จะสานต่อการจัดการศึกษาและการพัฒนาอาชีพสำหรับบุคคลออทิสติกให้ครบวงจร
โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ซึ่งมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษแบบเรียนรวมสำหรับออทิสติกเป็นผู้ศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว
แต่ยังขาดช่วงการพัฒนาการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและการพัฒนาอาชีพสำหรับเด็กออทิสติกซึ่งเป็นเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้
ให้เข้าศึกษาและรับการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งมีระบบการจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตได้
รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้จัดหางานและดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการสำหรับบุคคลออทิสติกดังกล่าวอย่างครบวงจร
จึงได้เสนอให้จัดตั้งสำนักงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้ขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
เพื่อศึกษาและพัฒนาให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาอาชีพสำหรับบุคคลออทิสติกของภูมิภาคและของประเทศโดยรวมต่อไป
2.
วัตถุประสงค์ (Objectives)
2.1
เพื่อจัดตั้งสำนักงานวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.2
เพื่อก่อตั้งหน่วยฝึกประกอบการด้านอาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ
2.3 เพื่อก่อตั้งหน่วยฝึกประกอบการด้านอาชีพทั่วไป
2.3 เพื่อเป็นที่พักพิงสำหรับบุคคลออทิสติกในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง
2.4
เพื่อเป็นแหล่งจัดหางานดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการสังคมสำหรับบุคคลออทิสติก
3.
พันธกิจ (Mission)
3.1
ให้บริการเป็นสถานที่พักพิงทั้งแบบชั่วคราวหรือแบบถาวรสำหรับบุคคลออทิสติก
3.2
ให้การศึกษาและพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก
3.3
ผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการตามคำสั่ง (Order)
หรือตามความต้องการของตลาด
โดยบุคคลออทิสติก
3.4
ให้คำแนะนำปรึกษาและบริการจัดหางานที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก
3.5 ให้การดูแลและพิทักษ์สิทธิประโยชน์ต่างๆ
ทั้งทางด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการสังคมของบุคคลออทิสติกในจังหวัดขอนแก่น
4.
กรอบแนวคิดของการดำเนินงาน
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้การศึกษา
การพัฒนาอาชีพ เป็นสถานประกอบการ จัดหาที่ทำงานงาน การดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการสำหรับบุคคลออทิสติก
ภาพที่
1
กรอบแนวคิดการดำเนินงาน
5.
องค์ประกอบของสำนักงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพฯ
5.1
ด้านอาคารและสถานที่
ประกอบด้วย 3
ส่วนหลัก ๆ คือ
1)
อาคารเรียน
2)โรงเรือนเพาะชำ
และ สวนป่าปลูกตามหลักสมดุลระบบนิเวศ
บนเนื้อที่ ๕-๑๐ไร่ พร้อม
อาคารสำนักงานย่อย,ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสวนป่าปลูกฯ,
และอาคารบ้านพักอาศัยสำหรับบุคคลออทิสติกและบุคลากรแบบถาวร
["บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองมหาวิทยาลัยขอนแก่น"]
3)โรงฝึกงาน/โรงฝึกอาชีพทั่วไป
พร้อมอาคารบ้านพักบุคคลออทิสติกและบุคลากร
[เป็นอาคารโรงเรือนที่พัก คสล. ความสูง 3
ชั้น พร้อมเตียงและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก
ซึ่งสามารถพักได้ประมาณ 100 คน]
5.2 ด้านบุคลากร
ประกอบด้วย
ผู้บริหาร/ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่าย 1 อัตรา
และบุคลากรอีก
2 กลุ่ม
ดังนี้
5.2.1
กลุ่มวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศสำหรับบุคคลออทิสติก
บุคลากร(เบื้องต้น)
ดังนี้
1)
หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศฯ
และผู้ปกครอง "บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองมหาวิทยาลัยขอนแก่น"
จำนวน 1 อัตรา
2)
บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก จำนวน 10
อัตรา
3) บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก (นักวิชาการเกษตร) 1
อัตรา
4)
บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก (นักการตลาด/นักพัฒนาการบรรจุภัณฑ์)
1 อัตรา
5)
พนักงานธุรการ การเงินและพัสดุ จำนวน 3
อัตรา
6)
เจ้าหน้าที่โภชนาการและโรงอาหาร จำนวน 5
อัตรา
7)
นักการภารโรง/เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและดูแลสวนป่าฯ
รวมทั้งพืชพันธุ์ไม้ จำนวน 5
อัตรา
5.2 .2 กลุ่มวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพทั่วไปสำหรับบุคคลออทิสติก
บุคลากร(เบื้องต้น)
ดังนี้
1)
หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพทั่วไปฯ
จำนวน 1 อัตรา
2)
บุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก จำนวน 10
อัตรา
3) นักจิตวิทยา 1
อัตรา
4) นักการตลาด
1 อัตรา
5)
พนักงานธุรการ การเงินและพัสดุ จำนวน 3
อัตรา
6)
เจ้าหน้าที่โภชนาการและโรงอาหาร จำนวน 5
อัตรา
7)
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและนักการภารโรง จำนวน 5
อัตรา
โดยมีโครงสร้างของการบริหารงานภายในของสำนักงานฝ่ายวิจัยฯ เป็นดังนี้
ภาพที่
2
โครงสร้างการบริหาร
6.
สถานที่ในการดำเนินงาน
(ในเบื้องต้น) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะศึกษาศาสตร์
7.
ประชากรกลุ่มเป้าหมาย
เป็นบุคคลออทิสติกที่พ้นจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานและไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับ
อุดมศึกษาได้ในจังหวัดขอนแก่น
และจังหวัดใกล้เคียงในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีอายุตั้งแต่
17 ปีขึ้นไป
8.
ระยะเวลาในการดำเนินงาน
8.1 ระยะการเตรียมการ
ระหว่างปี พ.ศ. 2552 2553
8.2 ระยะการก่อตั้ง ระหว่างปี
พ.ศ. 2553 2557
8.3
ระยะการพึ่งพาตนเองและการขยายผล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558
เป็นต้นไป
9.
ผู้ร่วมโครงการ
คณะแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์
คณะเกษตรศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในมหาวิทยาลัยขอนแก่น
และภายนอกมหาวิทยาลัย อาทิ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น
ภาคีเครือข่ายเพื่อบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น และกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก เป็นต้น
10.
ผู้รับผิดชอบโครงการ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ภายใต้การกำกับดูแลจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น
11.
วิธีดำเนินงาน
11.1
ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการจัดการศึกษาและการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก
โดยการจัดส่งบุคลากรของคณะศึกษาศาสตร์ไปศึกษาดูงาน
เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำโครงการ
11.2
จัดประชุมปรึกษาหารือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยฯ
รวมถึง ชมรมเครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(จังหวัดขอนแก่น)
เพื่อศึกษาหารูปแบบที่เหมาะสม
11.3 แต่งตั้งคณะทำงานและคณะกรรมการดำเนินการ
สำหรับการจัดตั้ง สำนักงานฝ่ายวิจัยการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
11.4
จัดการประชุมคณะกรรมการเพื่อยกร่างรูปแบบและโครงสร้างของการบริหารงานของ
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะจัดตั้งขึ้นและมีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการฯ
11.5
จัดทำโครงการพร้อมประมาณการงบประมาณที่จะต้องใช้เสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น
11.6นำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล โดยผ่านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ
11.7
ดำเนินการตามแผนงานของโครงการ
ถ้าได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐตามรายการที่ทางคณะศึกษาศาสตร์ได้นำเสนอขออนุมัติ
11.8
ดำเนินการประกันคุณภาพทางการศึกษา
เพื่อให้เป็นหลักประกันสำหรับความสำเร็จของโครงการและประกันผลสัมฤทธิ์ของงานตามวัตถุประสงค์และพันธกิจของโครงการ
11.9
ประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการทุก ๆ ปีเพื่อการปรับปรุงแก้ไข
และจะประเมินผลครั้งใหญ่เมื่อครบ 5
ปีของการก่อตั้ง
แผนปฏิบัติงานโครงการก่อสำนักงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือฯ
|
ระยะเวลา |
ปี พ.ศ. |
|
กิจกรรม |
2552 |
2553 |
2554 |
2555 |
2556 |
2557 |
2558 |
2559 |
|
ช่วงเตรียมการ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
1.
ศึกษาและรวบรวมข้อมูลการจัดการศึกษาและการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับบุคคลออทิสติก
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
2.
แต่งตั้ง
สำนักงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือฯ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
3.
ประชุมปรึกษาหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
4.
ยกร่างโครงสร้างและรูปแบบของการบริหารงานของ
สำนักงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติกภาคตะวันออกเฉียงเหนือฯ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
5.
จัดทำหลักสูตรการศึกษาและการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสำหรับบุคคลออทิสติก ของ
สำนักงานฝ่ายฯ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
6.
จัดทำโครงการรวมทั้งกรอบงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในการก่อตั้งและการดำเนินงานในระยะยาว เสนอขอควาเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ระยะเวลา |
ปี พ.ศ. |
|
กิจกรรม |
2552 |
2553 |
2554 |
2555 |
2556 |
2557 |
2558 |
2559 |
|
7.
นำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณในการก่อตั้งและการดำเนินงานของสถาบันฯ ต่อ
รัฐบาล โดยผ่านสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ช่วงดำเนินการ |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
1.
ก่อตั้งสำนักงานฝ่ายฯเมื่อได้รับงบประมาณตามที่คณะศึกษาศาสตร์เสนอของตามรายละเอียดของโครงการ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
2. จัดการศึกษา
ฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพตามหลักสูตร ของ สำนักงานฝ่ายฯ
ที่กำหนดไว้
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
3. ดำเนินการทำร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบุคคลออทิสติก
และจัดหาพันธมิตร
บริษัทหรือบุคคลผู้มีจิตกุศลในการ
ขอรับงานผลิตสินค้าและบริการจากบุคคลออทิสติก
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
4.
เป็นตัวแทนในการจัดหางานและการพิทักษ์สิทธิประโยชน์และให้การคุ้มครองสวัสดิภาพและสวัสดิการบุคคลออทิสติก
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
5.
ประเมินผลโครงการในรอบการดำเนินงานครบ 5
ปี และขอรับการประเมินคุณภาพการดำเนินงานจากภายนอก
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
6.
ปรับปรุงหลักสูตรและโปรแกรมการพัฒนาอาชีพให้เหมาะสมกับความสามารถของบุคลออทิสติกและเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มของตลาดในอนาคต
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
7.
มุ่งดำเนินโครงการแบบพึ่งพาตนเองและหาแหล่งสนับสนุนเงินทุนและค่าใช้จ่ายร่วมกับสถานประกอบการ โรงงานและองค์การการกุศลทั้งภายในและต่างประเทศ
|
|
|
|
|
|
|
|
|
12.
งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อตั้ง
12.1
งบประมาณในการก่อสร้างอาคารและโรงเรือนต่าง ๆ ของสถาบัน
|
|
รายการ |
จำนวนเงิน |
|
|
|
1 |
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารเรียน
1 หลัง |
10,000,000.- |
|
|
|
2 |
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงเรือนเพาะชำพร้อมสำนักงานย่อยและบ้านพักบุคคลออทิสติกถาวรและบ้านพักบุคลากร
พร้อมวัสดุครุภัณฑ์และสวนป่าปลูกสมดุลระบบนิเวศบนเนื้อที่
๕-๑๐ ไร่ |
25,000,000.- |
|
|
|
3 |
ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงฝึกงาน/ฝึกอาชีพทั่วไป
พร้อมโรงเรือนที่พัก
1 หลัง |
10,000,000.- |
|
|
|
4 |
ค่าครุภัณฑ์
เครื่องมือและอุปกรณ์การพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ |
10,000,000.- |
|
|
|
|
รวม |
55,000,000.- |
|
|
12.2
งบประมาณด้านบุคลากรในปีเริ่มต้นของการก่อตั้ง โดยการประมาณการ
อยู่ในวงเงิน ประมาณ ๖.๕ ล้านบาท
1.2.1.
กลุ่มวิจัยฯอาชีพเกษตรกรรมฯ
|
|
รายการ |
จำนวนเงิน |
|
|
|
1 |
เงินเดือนและสวัสดิการของผู้บริหาร |
360,000.- |
|
|
|
2 |
เงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติก นักวิชาการเกษตร
และนักการตลาด รวม 12
อัตรา (ป.ตรี 10,880.-บาท) |
1,566,720.- |
|
|
|
3 |
เงินเดือนและสวัสดิการพนักงานธุรการ การเงินและพัสดุ จำนวน
3 อัตรา
(ปวส. 9,730.-บาท/คน ) |
350,280.- |
|
|
|
4 |
เงินเดือนและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ดูแลสวนป่าและพืชพันธุ์
โภชนาการ
รปภ.และนักการภารโรงจำนวน
10 อัตรา
(6,500.-บาท) |
780,000.- |
|
|
|
5 |
เงินสมทบค่าประกันสังคม
1.5% ของเงินเดือน |
45,855.- |
|
|
|
|
รวม |
3,102,855.- |
|
|
12.2.กลุ่มวิจัยฯอาชีพฯทั่วไปฯ
|
|
รายการ |
จำนวนเงิน |
|
|
|
1 |
เงินเดือนและสวัสดิการของผู้บริหาร |
360,000.- |
|
|
|
2 |
เงินเดือนและสวัสดิการของครู อาจารย์ นักจิตวิทยา
และนักการตลาด รวม 12
อัตรา (ป.ตรี 10,880.-บาท) |
1,566,720.- |
|
|
|
3 |
เงินเดือนและสวัสดิการพนักงานธุรการ การเงินและพัสดุ จำนวน
3 อัตรา
(ปวส. 9,730.-บาท/คน ) |
350,280.- |
|
|
|
4 |
เงินเดือนและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่โภชนาการ
รปภ.และนักการภารโรงจำนวน
10 อัตรา
(6,500.-บาท) |
780,000.- |
|
|
|
5 |
เงินสมทบค่าประกันสังคม
1.5% ของเงินเดือน |
45,855.- |
|
|
|
|
รวม |
3,102,855.- |
|
|
หมายเหตุ:
ค่าจ้างเงินเดือนและสวัสดิการของบุคลากรจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ
ละประมาณ 25% ของเงินเดือน
12.3
ค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงานต่อปี (ในช่วง 5
ปีแรกของการก่อตั้ง)
|
|
รายการ |
จำนวนเงิน |
|
|
|
1 |
ค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ |
2,000,000.- |
|
|
|
2 |
ค่าบริหารโครงการและกิจกรรมเสริมหลักสูตร |
8,000,000.- |
|
|
|
3 |
ค่าพัฒนาบุคลากรและการศึกษาดูงานประจำปี
|
500,000.- |
|
|
|
4 |
ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และค่าการตลาด
|
200,000.- |
|
|
|
5 |
ค่าเอกสาร ตำราและสื่อ อุปกรณ์ประกอบการสอน
|
500,000.- |
|
|
|
|
รวม |
4,000,000.- |
|
|
13.
ดัชนีชีวัดความสำเร็จ
13.1
ในเชิงปริมาณวัดจากจำนวนบุคคลออทิสติกที่มารับบริการทั้งในด้านการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ
โดยการอาศัยอยู่ประจำไม่น้อยกว่า 70
คนและมาใช้บริการแบบเช้าไปเย็นกลับไม่น้อยกว่า 30
คน/วัน
13.2
ในเชิงคุณภาพวัดจากความพึงพอใจของผู้ปกครองและบุคคลออทิสติกที่มาใช้บริการ
รวมทั้งวัดจากผลการประเมินคุณภาพจากสำนักงานรับรองมาตรฐานการศึกษา
13.3
ในเชิงธุรกิจวัดจากผลประกอบการและรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการอันเป็นผลผลิตหรือผลงานของบุคคลออทิสติกของสถาบันฯ
และการเลี้ยงตนเองได้ของบุคคลออทิสติก
14.
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
14.1
มีสถาบันวิจัยอาชีวศึกษาไว้รองรับการจัดการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ
ฝีมือแรงงานของบุคคลออทิสติกในจังหวัดขอนแก่นและภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
14.2
มีสถานที่ประกอบอาชีพรองรับบุคคลออทิสติกที่พ้นวัยเรียนในจังหวัดขอนแก่นและภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทำให้บุคคลออทิสติกมีรายได้และสามารถใช้เป็นที่พักพิงโดยไม่เป็นภาระกับครอบครัวและสังคม
14.3
เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการด้านการศึกษาและการพัฒนาอาชีพสำหรับบุคคล
ออทิสติกให้แก่จังหวัดหรือในภูมิภาคอื่น
ๆ
14.4
ช่วยให้คุณภาพชีวิต สวัสดิภาพและสวัสดิการของบุคคลออทิสติกในจังหวัดขอนแก่นและในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือดีขึ้น