ร่าง
"โครงการจัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก
บุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้(LD)
และ บุคคลสมาธิสั้น"
1) หลักการและเหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2545
ได้มุ่งเน้นความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชากรโดยเฉพาะผู้พิการ
โดยทางด้านการศึกษานั้น
รัฐจะต้องจัดการศึกษาให้กับผู้พิการเป็นพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ในฐานะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ
ได้เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องตระเตรียมให้สถาบันอุดมศึกษาในการกำกับดูแล
มีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดการศึกษาให้กับผู้พิการประเภทต่างๆ
เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
เพราะว่าการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและหรือบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ(special
needs)ต่างๆ ทางการศึกษานั้น จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณมากกว่าบุคคลปกติเป็นหลายเท่า
จำเป็นจะต้องมี วิทยาการหรือองค์ความรู้ ที่เฉพาะเจาะจง
สำหรับจะใช้กับ ความต้องการจำเป็นพิเศษ(special
needs) ของ แต่ละกลุ่มอย่างเฉพาะเจาะจง
จำเป็นจะต้องมี บุคลากร ที่จะต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างเฉพาะเจาะจงมาเป็นอย่างดี
จนถึงขั้นที่เรียกว่า "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง"
จึงจะสามารถนำวิทยาการและองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงนั้นไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่การผลิตบุคลากรและการผลิตวิทยาการหรือองค์ความรู้(ผ่านงานวิจัยต่างๆ)
เกือบทุกด้านเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของสถาบันอุดมศึกษา
แต่กล่าวสำหรับด้านบุคคลออทิสติก
บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้(แอลดี) และ
บุคคลสมาธิสั้น นั้น
สถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายของไทยทั้งประเทศส่วนข้างมากที่สุด
อยู่ในสภาวะที่ไม่มีความพร้อมทางทรัพยากรสำหรับการผลิตอย่างรอบด้าน
จึงไม่อาจจะทำหน้าที่ของตนสนองความต้องการของประเทศในส่วนของประชากรทั้งสามกลุ่มนี้
ปัจจุบันแม้จะยังไม่มีการจัดเก็บสถิติของประชากรทั้งสามกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการอันเป็นที่
"น่าเชื่อถือ" ได้
เพราะสังคมไทยแม้แต่หน่วยงานภาครัฐทางด้านการแพทย์การบำบัดส่วนข้างมาก
ก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจ
และยังไม่มีความรู้พอและยังไม่มีความตระหนักมากพอที่จะจัดเก็บสถิติประชากรในส่วนนี้
แต่สังคมไทยก็เริ่ม "รู้สึก"
ถึงปริมาณจำนวนประชากรในส่วนนี้ทั้งสามกลุ่มว่าได้ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นจน
"สัมผัส" ได้ เพราะ พบเจอ ในประชากรทุกระดับเศรษฐะฐานะตั้งแต่ลูกหลานตาสีตาสาระดับรากหญ้า
ไปจนถึงบรรดาลูกหลานของระดับผู้นำประเทศ และ จากปรากฏการณ์
เช่น การที่มีประชากรในวัยเรียนจำนวนกว่า ร้อยละ 20-30
ต้องออกจากโรงเรียนในช่วงรอยต่อระหว่างระดับชั้นประถมศึกษากับมัธยมศึกษา
ไปแบบ อ่านไม่ออกบ้าง เขียนไม่ได้บ้าง
คิดคำนวณไม่ได้บ้าง เป็นเด็กเกเรพูดไม่รู้เรื่องบ้าง
ก่อคดีเป็นยุวอาชญากรบ้าง
โดยที่ระบบการจัดการทางการศึกษาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการจัดการทางการศึกษาแบบเก่าๆ
ที่ใช้กับเด็กทุกคนเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด หรือการที่มีข่าวว่ามีเด็กหรือบุคคลที่ไม่พูดถูกพ่อแม่จับผูกขาล่ามโซ่ไว้ใต้ถุนบ้านอยู่เนืองๆ
หรือกรณี "จิตรดา" เอามีดไปไล่ฟันไล่แทงเด็กในโรงเรียน
หรือกรณีเด็กอาชีวะหุนหันพลันแล่นยกพวกตีกันประจำ ฯลฯ
ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้น
และผู้ที่คลุกคลีกับบุคคลทั้งสามกลุ่มนี้
อย่างกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรเป็นบุคคลอยู่ในสามกลุ่มนี้
หรือนักการศึกษาที่คร่ำหวอดกับเด็กทั้งสามกลุ่มนี้มายาวนานกว่า ๒๐
ปี อย่าง ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ แห่งคณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่างทราบดีว่า
ประชากรในวัยเรียนที่เป็นปัญหาที่ระบบการศึกษาของไทยยัง จัดการ"
ไม่ได้นี้ จำนวนไม่น้อยล้วนเป็น บุคคลออทิสติก บุคคลแอลดี
และ บุคคลสมาธิสั้น
ประชากรทั้งสามกลุ่มนี้ มีทั้ง
พวกที่แทรกอยู่ในระบบการศึกษาแทรกซึมอยู่ในระบบโรงเรียนอยู่แล้ว
และ พวกที่อยู่นอกระบบโรงเรียน
(เพราะอยู่ในกลุ่มอาการหนักที่โรงเรียนจะปฏิเสธที่การรับเข้าตั้งแต่ต้น)
เฉพาะพวกที่แทรกอยู่ในระบบโรงเรียนอยู่แล้วนั้น
ส่วนใหญ่ก็จะเป็น บุคคลออทิสติกศักยภาพสูง/บุคคลแอสเพอเกอร์
บุคคลแอลดี และ บุคคลสมาธิสั้น
ที่หากได้รับการช่วยเหลือแต่ต้นมือ
จะไม่เป็นปัญหาของสังคมมากเพราะพวกเขาไม่มีปัญหาเรื่อง
ระดับสติปัญญา จำนวนไม่น้อยมีระดับสติปัญญาขั้นอัจฉริยะเสียด้วยซ้ำ
(ไอคิว 110 ขึ้น) ทั้งยังจะสร้างคุณูปการให้กับสังคมได้ด้วย
แต่ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่ต้นมือ
พวกเขาส่วนข้างมากจะถูกระบบสังคมที่ "ไม่เข้าใจ"
ในลักษณะพิเศษที่เฉพาะเจาะจงของพวกเขา "ทำร้าย"/ "ทำลาย"
ให้กลายเป็น "ขยะมนุษย์" ที่จะเป็น โรคทางจิต เช่น
โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคไบโพลา ฯลฯ
ซึ่งจะเป็นภาระกับระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างมหาศาล
( เพราะค่ายาทางด้านจิตเวชมีราคาแพงมากและนับวันจะแพงขึ้นๆ
โดยเฉพาะยาที่ยังอยู่ในระยะมีลิขสิทธิ์ ) และ
จบชีวิตในสถาบันคนบ้า หรือ "ฆ่าตัวตาย"
พวกที่พบจุดจบเช่นนี้ มักเป็นกลุ่มแอลดีและกลุ่มออทิสติก(โดยเฉพาะกลุ่มออทิสติกศักยภาพสูง)
แต่ที่น่ากลัวและส่งผลต่อสังคมโดยรวมอย่างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัดมากกว่า
คือ พวกที่เริ่มต้นชีวิตในสถานดัดสันดาน แล้วจบชีวิตในคุกในตาราง
ในแดนประหาร พวกนี้คือ พวกหุนหันพลันแล่น
ที่จำนวนไม่น้อยเป็น
บุคคลสมาธิสั้น
ที่แม้อายุเพียง ๘ ขวบ
ก็ถูกจัดให้เป็นบุคคลอันตรายที่ต้องให้ออกจากโรงเรียนก็มีปรากฏ
จนมีข้อสรุปจากปรากฏการณ์เหล่านี้กันได้ว่า "ออทิสิตกเป็นเหยื่อ
(เพราะใส่ซื่อบริสุทธิ์ปกป้องตัวเองไม่ได้ไม่เป็นเลย)
แอลดีเป็นแพะรับบาป
(เพราะแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้เนื่องจากมีปัญหาทางด้านการพูดการอ่านการเขียนและการคิด)
สมาธิสั้นเป็นผู้ร้ายเป็นอาชญากร (เพราะหุนหันพลันแล่น
โกหกและทำร้ายคนอื่นหน้าตาเฉย
และยัง ฉลาด(แกมโกง)
อีกทั้งยังไม่มีปัญหาทางด้านภาษาทั้งการพูดการอ่านการเขียนและการคิดอีกต่างหาก)"
ด้วยเพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา อย่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยการจัดการศึกษาให้กับบุคคลทั้งสามกลุ่มนี้ในระดับก่อนอุดมศึกษาโดยโรงเรียนสาธิตของทั้งสองมหาวิทยาลัย
และ ในระดับอุดมศึกษาโดยคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรฯ
ที่เป็นชิ้นเป็นอันอย่างเป็นกอบเป็นกำมาเป็นระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่งแล้ว
รวมทั้งยังมีการศึกษาวิจัยที่กระจัดกระจายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้กับประชากรทั้งสามกลุ่มนี้ในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ
ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและความน่ากลัวของปัญหาประชากรทั้งสามกลุ่มนี้ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรงในอนาคต
เพราะถึงแม้สถิติที่แน่นอนของประเทศเกี่ยวกับประชากรทั้งสามกลุ่มนี้
จะยังไม่มีอย่างละเอียด แต่เฉพาะ กลุ่มออทิสติกและกลุ่มสมาธิสั้นรวมๆ
กัน สถิติอย่างคร่าวๆ จากกระทรวงสาธารณสุข ก็ว่า มีถึง ห้าในพัน
หรือ ร้อยละ 0.5 ส่วนกลุ่มแอลดี นั้น
สถิติของประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1979-1977 และ 1992-1993
มีสถิติเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 198.7 ( U.S.
Department of Education,1995) ซึ่งจากการสำรวจคร่าวๆ
ด้วยประสบการณ์ของบุคลากรนักการศึกษาไทย ก็ว่า
สถิติของประเทศไทยก็น่าจะประมาณนี้เช่นกันซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มในอัตราเร่งที่ค่อนข้างเร็ว
อันเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องตระเตรียมที่จะรับมือให้ทันกับสถานการณ์การทวีปริมาณเพิ่มขึ้นของประชากรทั้งสามกลุ่มนี้
ฉะนั้นเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการจัดหาและใช้จ่ายเงินในการนี้
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้จัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก
บุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้(LD)
และ บุคคลสมาธิสั้น เพื่อเป็นกองทุนเบื้องต้น
อุดหนุนให้สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาสามารถเพิ่มหรือขยายศักยภาพของตน
เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศในการที่จะให้บริการจัดการศึกษาหรือให้บริการทางสังคมอื่นใดสำหรับประชากรทั้งสามกลุ่มนี้
2) วัตถุประสงค์
โครงการจัดตั้ง
กองทุนการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก บุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้(LD)
และ บุคคลสมาธิสั้น
มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ครอบคลุมหลายประการดังต่อไปนี้
1. เพื่อการวิจัยและพัฒนาวิทยาการหรือองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
เช่น
การจัดตั้งสถาบันวิจัยออทิสติกที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
หรือการจัดตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะด้านที่เป็นสนามวิจัยของสถาบันฯ
หรือการวิจัยประเด็นปลีกย่อยต่างๆ ทั้งทางการแพทย์
การศึกษาและทางสังคมที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
2.
เพื่อการพัฒนาการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกด้าน
เช่น การผลิตแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง การผลิตนักฝึกพูดเพิ่มขึ้น
ฯลฯ
3.
เพื่อการพัฒนาและการผลิตหลักสูตร
ทั้งหลักสูตรการศึกษาขั้นอุดมศึกษาสำหรับบุคลากรและหลักสูตรทุกระดับการศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และ บุคคลสมาธิสั้น
4.
เพื่อการขยายกลไกและศักยภาพในการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
เช่น การเปิดภาควิชาการศึกษาพิเศษระดับปริญญาโท
การเปิดหลักสูตรเฉพาะทาง(เอกออทิสติก เอกแอลดี เอกสมาธิสั้น)
ขยายปริมาณการผลิตนักฝึกพูด นักจิตวิทยาคลินิก ฯลฯ
5.
เพื่อการจัดตั้งและพัฒนากลไกเพื่อช่วยเหลือนักศึกษากลุ่มเป้าหมายในระดับอุดมศึกษา
รวมทั้งนักเรียน/นักศึกษากลุ่มเป้าหมายในระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษาซึ่งอยู่ในเครือข่ายของการวิจัย
3) เป้าหมาย
3.1
เป้าหมายเชิงปริมาณ
สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแล ของ
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ได้รับเงินอุดหนุนในการจัดการศึกษาให้กับบุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น ในระดับก่อนอุดมศึกษา
โดยโรงเรียนสาธิตของตน และ ในระดับอุดมศึกษา
โดยคณะและภาควิชาต่างๆ
รวมทั้งได้รับเงินอุดหนุนในการบริหารงาน การดำเนินการ
และกิจกรรมอื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับ บุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น
โดยถ้วนหน้าทั้งประเทศครบทุกภูมิภาค
3.2
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
เกิด
กลไก/หน่วยงานใหม่ ที่ เฉพาะเจาะจง เช่น
สถาบันวิจัยออทิสติกแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ศูนย์ประสานงานนักศึกษาที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาแห่งสถาบันราชภัฏสวนดุสิต(ออทิสติก
แอลดี สมาธิสั้น)/สมมติเอา/เป็นต้น
เพื่อการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ของ
บุคคลออทิสติก บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น
ขึ้นมาใน โครงสร้าง ของ สถาบันอุดมศึกษา ใน
สังกัดและในกำกับดูแล ของ
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ มีประสิทธิภาพ
ซึ่งสามารถดำเนินการต่อยอดให้
บุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น
มีโอกาส ใน การพัฒนาอย่างเสมอภาค
ทั้งทางการศึกษาและสังคมได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืนถาวรและสูงขึ้นเป็นลำดับตลอดไป
4) ขั้นตอนดำเนินงาน
5) วงเงินกองทุนและแหล่งเงินทุน
เพื่อให้
กองทุนการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก บุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้
และบุคคลสมาธิสั้น สามารถดำเนินการได้บรรลุวัตถุประสงค์
จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะขอจัดสรรเงินกองทุนในระยะเริ่มแรกเพื่อเป็นทุนประเดิม
(ต่อเนื่องกันทุกปีสักประมาณ 5-10 ปี)
จากเงินงบประมาณกลางของรัฐบาล เงินนอกงบประมาณ เช่น
เงินจากกองสลาก เงินที่ยึดได้จากกฎหมายฟอกเงิน ฯลฯ
และเงินจากงบประมาณประจำปีตามความจำเป็น
6) การบริหารกองทุน
บริหารกองทุนโดย
"คณะกรรมการกองทุนการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก
บุคคลบกพร่องทางการเรียนรู้ และบุคคลสมาธิสั้น"
7) หน่วยงานที่รับผิดชอบ
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ
8) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพในการผลิตวิทยาการและองค์ความรู้
ที่จะใช้ในการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น สนองความต้องการของประเทศ
2.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพในการผลิตบุคลากร ด้านต่างๆ
สำหรับการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติก บุคคลแอลดี
และบุคคลสมาธิสั้น สนองความต้องการของประเทศ
3.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพ ในการจัดการศึกษาให้กับบุคคลออทิสติก บุคคลแอลดี
และบุคคลสมาธิสั้น ทั้งในระดับก่อนอุดมศึกษา(โดยโรงเรียนสาธิต)
และระดับอุดมศึกษา
ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาที่แตกต่างหลากหลายของแต่ละกลุ่มแต่ละบุคคล
4.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพ
ในการนำทางประเทศชาติให้สามารถขยายโอกาสทุกด้านให้กับประชากรของประเทศที่เป็น
บุคคลออทิสติก บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น
5.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพ
ที่จะสานเครือข่ายโยงใยวิทยาการและองค์ความรู้กับต่างประเทศ
6.
สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
มีศักยภาพ ที่จะเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาพิเศษสำหรับบุคคลออทิสติก
บุคคลแอลดี และบุคคลสมาธิสั้น
ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะประเทศที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง