
"ถอดบทเรียนจากครอบครัวผู้เข้าร่วมโครงการ หมายเลข ๔"
|
การถอดบทเรียนจากกิจกรรม ของ โครงการปลูกพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อน ตามหลักสมดุลระบบนิเวศเพื่อการอาชีวะบำบัดและปูพื้นฐานการงานการอาชีพสำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัว จังหวัดขอนแก่น [1] [A] [จำนวน ๒๐-๒๕ ครอบครัว ให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการใช้เทคนิคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์ โดยการใช้เทคนิคการสร้างพฤติกรรมใหม่เจ็ดเทคนิค ในบริบทของการอาชีวะบำบัดโดยกระบวนการผลิตพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักการของสมดุลระบบนิเวศ] |
*ถอดบทเรียนที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคลที่สมบูรณ์ จำนวน ๑ ครอบครัว ;
***ครอบครัวน้องภีม
|
ถอดบทเรียนโครงการเพาะพันธ์กล้วยไม้ต้านภัยโลกร้อน
นายอภิสิทธิ์
กาบกลาง (ภีม)
พื้นฐานครอบครัว
ครอบครัวภีม
มีสมาชิกอยู่ด้วยกันในครอบครัว
3
คน ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก พ่อทำงานเอกชน
แม่รับราชการ
ภีมอายุ
15
ปีเต็ม
เป็นลูกชายคนเดียว
กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น
ปีการศึกษาหน้าจะเรียนในระดับชั้น ม.3
สิ่งแวดล้อมทางสังคม
ครอบครัวภีมเป็นครอบครัวเดี่ยว
พ่อและแม่ไม่ใช่คนจังหวัดขอนแก่น
ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่จังหวัดนี้ได้รับรู้ว่าภีมเป็นออทิสติกตั้งแต่อายุ
1 ปี 7
เดือน
ภีมเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งด้วยความรัก
ความเข้าใจของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง
ตายาย ลุง ป้า น้า อา
ทุกคนรับรู้ว่าภีมเป็นเด็กพิเศษ
โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กเล็กที่ภีมได้ไปอยู่กับตา
ยายที่ต่างจังหวัดเป็นช่วงๆ
มีญาติพี่น้องอยู่เยอะ ได้ช่วยกันดูแล
เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภีมเป็นเด็กอารมณ์ดี
เมื่อมาอยู่ขอนแก่น พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่
แต่เมื่อเลิกงานก็ช่วยกันเลี้ยงดู
ส่งเสริมพัฒนาการภีมบนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า
พ่อแม่
เป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในการดูแลลูกโดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก
ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
และไม่อายที่จะบอกใครๆ ว่าลูกเป็นออทิสติก
คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ภีมเรียนรู้ทุกอย่างใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติ
ไม่เก็บภีมไว้ที่บ้าน
พาไปเล่น กับเด็กๆ เพื่อนบ้าน ไปตลาด
ไปเที่ยว ให้สังคมช่วยสอนลูกด้วย
ซึ่งช่วยให้ภีมมีพัฒนาการด้านภาษา
สื่อสาร และช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น
พัฒนาการของภีม
จากช่วงแรก
ที่พูด สื่อสารไม่เป็นภาษา
เล่นของเล่นหมุน ๆ คนเดียว
ชอบจูงมือให้คนทำอะไรให้
ดูสัญลักษณ์ยี่ห้อรถจักรยานยนต์
รถยนต์
เดินเข้าหารถที่กำลังวิ่งโดยไม่กลัวอันตรายเพื่อดูยี่ห้อรถ
ยี่ห้อแอร์
เดินเขย่งเท้า เล่นมือ ในระยะเวลากว่า
13
ปี ได้มีการเปลี่ยนแปลง สามารถพูด สื่อสาร
พูดคุยสนทนาโต้ตอบได้ พูดเก่ง ค่อนข้างพูดมาก
และพูดเร็ว
ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน
อาบน้ำ แปรงฟัน สระผมได้
ช่วยเหลืองานบ้านได้บ้าง เช่น
ช่วยกรอกน้ำใส่ตู้เย็น ทำอาหารกินเอง ที่ชอบมากคือ
มาม่าหมู่สับใส่ปลากระป๋อง
ล้านจานหลังรับประทานอาหารเย็นได้แต่ไม่ค่อยสะอาดมาก
ต้องคอยดูแลกำกับห่างๆ
ผลจากการทำกิจกรรมตามโครงการ
ตามที่ชมรมเครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติก(ขอนแก่น)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดโครงการปลูกพืชพันธุ์ไม้
ครอบครัวได้พาภีมเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมเครือข่ายผู้ปกครองฯ
ภีมได้รับรู้ ได้เห็นขั้นตอนตามที่วิทยากรได้สาธิต
แตกงานออกเป็นขั้นตอนย่อย
ถึงแม้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
ยังทำไม่คล่อง โดยเฉพาะการร้อยลวดกระถาง
ปัญหาที่พบอีกอย่างคือ ภีมไม่ค่อยมีสมาธิ
มีความสนใจในช่วงระยะสั้นๆ
ต้องคอยแนะนำและกระตุ้นเป็นระยะ
จึงทำได้ครบตามขั้นตอน
หลังการอบรม ได้พืชพันธุ์ไม้กลับนบ้าน
แม่ได้ซื้อต้นไม้
กล้วยไม้เพิ่มเติม
มาช่วยกันจัดเป็นมุมเล็ก ๆ ภายในบริเวณบ้าน
ที่มีพื้นที่จำกัด
1.
กิจกรรมดังกล่าว
ช่วยทำให้ภีมมีส่วนร่วมในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
ครอบครัวได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมยามว่างร่วมกัน
ช่วยลดเวลาในการเล่นคอมพิวเตอร์
และที่สำคัญคือ ช่วยให้ภีมมีสมาธิ
จดจ่อกับกิจกรรมที่ทำ
อารมณ์ดี
มีความอ่อนโยน ใจเย็นมากขึ้น
2.
ภีมได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ของการปลูกพืชพันธุ์ไม้ในการช่วยลดภาวะโลกร้อน
ทำให้บ้านเย็นขึ้น
สามารถจำและเล่าได้ว่าพืชตามโครงการที่วิทยากรสอนมี
4 ชนิด
คือ
1.
ไม้ยืนต้นให้ร่มเงา
2. พืชพยาบาล
ได้แก่ เคราฤาษี
3.พืชเอื้อสมดุลระบบนิเวศ
ได้แก่ เดฟ
เฟิร์น
และ 4. พืชเป้าหมาย
ได้แก่
กล้วยไม้
ส่วนการลงมือปฏิบัติ
ต้องมีตัวช่วยในการทำงานแต่ละขั้นตอน
ตั้งแต่การดัดลวดเข้ากับกระถาง
การใส่กากมะพร้าว
หยิบพืชพันธุ์ไม้ใส่ในกระถาง แขวนได้
ถึงแม้จะทำได้ไม่สวย
แต่ทำได้ครบทุกขั้นตอน
เป็นการส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ
ที่ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าต้องทำเฉพาะในเด็กเล็กเท่านั้น
แต่สามารถทำได้ทุกวัย ทุกกลุ่มอาการ 3.
ช่วยให้ภีมมีความรับผิดชอบในงานที่ทำ
เป็นการฝึกวินัยในตนเอง
โดยตกลงกันว่า
มุมนี้เป็นมุมพืชพันธุ์ไม้ของภีม
ทำให้ภีมได้เรียนรู้ถึงความเป็นเจ้าของชิ้นงาน
และผลลัพธ์ของการทำงานว่า
หากเราดูแล เอาใจใส่ รดน้ำต้นไม้
พืชพันธุ์ไม้
จะปรับตัวเข้าสู่สมดุลระบบนิเวศน์โดยธรรมชาติ
โดยไม่ใช้ปุ๋ยสารเคมีใดๆ
เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
พืชกล้วยไม้ก็จะงอกงามเติบโตให้ดอกที่มีสีสันสวยงาม
แต่ส่วนที่ไม่ได้ดูแล
หรือ ดูแลไม่ทั่วถึง ไม่ได้รดน้ำต้นไม้
ก็จะเหี่ยวแห้ง
เฉาตาย ซึ่งที่บ้านจะมีผลลัพธ์ทั้ง
2 อย่าง
เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
4.
การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของภีม
เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมแล้วจะมีการติดตามเยี่ยมบ้าน
ภีมอยากให้มีแขกมาเยี่ยมบ้าน
จะคอยบอกให้แม่ช่วยกันดูแลต้นไม้
เมื่อถึงวันที่แขกซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ปกครองมาเยี่ยมบ้าน
ภีมดีใจมาก
คอยต้อนรับแขก
พูดแนะนำ
อธิบายกิจกรรมได้
เมื่อได้รับคำชม
จะแสดงสีหน้ายิ้ม ภาคภูมิใจ
มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
สามารถต่อยอดทำกิจกรรมใหม่ๆ เพิ่มเติมได้
เมื่อได้รับการสนับสนุน
เช่น ขี่จักรยานไปซื้อของหน้าปากซอย
เริ่มขึ้นรถสองแถวกลับบ้านได้ 5.
ครอบครัวได้คลายเครียด
จากภาระหน้าที่การงาน
ปัญหาของลูก
โดยเฉพาะด้านการศึกษา ทักษะสังคม
การสื่อสารกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน
ที่ลูกได้เรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนปกติ
โดยยังไม่มีระบบสนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษในโรงเรียนเอกชน
การได้ทำกิจกรรมร่วมกันทำให้พ่อ
แม่ได้ผ่อนคลาย
และใช้เวลาที่ทำกิจกรรมร่วมกันพูดคุยกับลูก
ช่วยสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวไปในตัว 6.
โครงการนี้
ทำให้ครอบครัวได้เรียนรู้ว่า
การปลูกพืชพันธุ์ไม้ฯ
ช่วยให้บ้านเย็นมากขึ้น
ช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่ง
ไม่ได้จำกัดเฉพาะบ้านที่มีบริเวณพื้นที่มากเท่านั้น
สามารถทำได้กับบ้านที่อยู่ในตัวเมือง
ที่มีพื้นที่จำกัด
จะเห็นได้จากที่บ้านภีมจะมีนกปรอดสวนมาทำรัง
วางไข่
ในกระถางกล้วยไม้ และฟักเป็นตัว
ซึ่งทำให้ภีมตื่นเต้น ที่ได้เห็นนกมากกไข่ที่บ้าน
โครงการปลูกพืชพันธุ์ไม้ฯ
นับว่าเป็นโครงการที่มีคุณค่า
และมีประโยชน์อย่างมากต่อบุคคลออทิสติกและครอบครัว
เป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
ช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ครอบครัวต้องการ ได้แก่
การกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการ
ด้านการรับรู้ ความเข้าใจ การสื่อสาร
กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่
ด้านอารมณ์และทักษะสังคม
การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของครอบครัว
ครอบครัวได้เรียนรู้ว่า
เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยน
ลูกซึ่งเป็นเด็กพิเศษได้เติบโตขึ้น
ไม่เพียงร่างกายเท่านั้น ทั้งทางด้านจิตใจ ความคิด
การแสดงออก
การให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
สามารถทำได้ โดยใช้กิจกรรมต่างๆ ขอเพียงสังคมให้
โอกาสลูกในการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้
และเมื่อลูกโตขึ้น
พ่อแม่ไม่สามารถสอนได้ทุกเรื่อง
ที่สำคัญต้องให้สังคมเข้ามารับรู้
ตัวตนของเด็กพิเศษ
เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ในรับการพัฒนาเต็มศักยภาพ
สามารถอยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้อย่างปกติสุขต่อไป
ข้อเสนอแนะ
1.
ควรมีการติดตามประเมินผล เป็นระยะ
อย่างต่อเนื่อง ตามช่วงเวลา 2
เดือน 6 เดือน
เพื่อได้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของครอบครัวและบุคคลออทิสติก
2. ได้ทราบว่าโครงการนี้
มีเป้าหมายคือ การสร้างรายได้จากอาชีพ
ซึ่งส่วนตัว
เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และมีความเป็นไปได้ในเรื่องอาชีพ
แต่ต้องใช้เวลา
ขยายผลการดำเนินงานทำเป็นระยะ
ในแต่ละขั้นตอน โดยกลุ่มเด็กเล็ก
เน้นการกระตุ้นพัฒนาการ
กลุ่มเด็กโต เน้นการสร้างรายได้จากอาชีพ
การหาตลาดรองรับ
3.
ควรมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง
เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในครอบครัวเด็กพิเศษ
ผู้พิการ
ด้อยโอกาสต่อไป
|

ประมวลภาพกิจกรรมและโรงเรือนของน้องภีม
|
นำเสนอผลการดูแลพืชพันธุ์ไม้
แก่ วิทยากร
ที่มาติดตามประเมินผลโครงการ ![]()
ดูแลรดน้ำต้นไม้ ![]() ดีใจที่มีแขกมาเยี่ยมบ้าน
ความภาคภูมิใจ จากการดูแลพืชพันธุ์ในบ้านของครอบครัว ![]() ![]() ![]() ![]() |

ภาพรวมบทเรียนที่ถอดจากผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน ๒๐-๒๕ ครอบครัว คลิก "ที่นี่"