
"ถอดบทเรียนจากครอบครัวผู้เข้าร่วมโครงการ หมายเลข ๑"
|
การถอดบทเรียนจากกิจกรรม ของ โครงการปลูกพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อน ตามหลักสมดุลระบบนิเวศเพื่อการอาชีวะบำบัดและปูพื้นฐานการงานการอาชีพสำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัว จังหวัดขอนแก่น [1] [A] [จำนวน ๒๐-๒๕ ครอบครัว ให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของการใช้เทคนิคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์ โดยการใช้เทคนิคการสร้างพฤติกรรมใหม่เจ็ดเทคนิค ในบริบทของการอาชีวะบำบัดโดยกระบวนการผลิตพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักการของสมดุลระบบนิเวศ] |
*ถอดบทเรียนที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคลที่สมบูรณ์ จำนวน ๑ ครอบครัว ;
***ครอบครัวพี่ต้น
^พื้นฐานครอบครัว
ครอบครัวพี่ต้นเป็นครอบครัวเดี่ยว ในครอบครัวประกอบด้วยคุณพ่อคุณแม่พี่ต้นและน้องสาวพี่ต้น โดยมีลูกจ้างทำงานบ้าน ๑ คนเข้าๆ-ออกๆ คุณพ่อพี่ต้นทำธุรกิจส่วนตัวประกอบคลินิกเอกชน ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ดูแลพี่ต้นทางด้านทักษะต่างๆ แต่จะดูแลเป็นธุระทางด้านยาและเศรษฐกิจเท่านั้น ภาระการพัฒนาศักยภาพพี่ต้นเป็นเรื่องของคุณแม่กับบรรดาคุณครูพี่เลี้ยงที่คุณแม่จ้างมาแต่ก็เจอปัญหาการเข้าๆ ออกๆ ของบรรดาคุณครูเหล่านี้ ทำให้ต้องมีการอบรมบ่มเพาะครูใหม่อยู่เรื่อยๆ กว่าจะเข้าที่พอจะเข้าที่เข้าทางฝึกสอนกันได้ก็ลาออกอีกแล้ว เพราะไปได้งานอื่นที่ดีและมั่นคงกว่า เปลี่ยนครูสอนใหม่ก็พี่ต้นต้องปรับตัวใหม่ เมื่อบวกเข้ากับอาการชักและโรคภูมิแพ้(คัน หวัด)ที่เป็นโรคประจำตัว การพัฒนาศักยภาพของพี่ต้นทางด้านต่างๆ เกือบทุกด้านจึงอยู่ในสภาพที่ เดินหน้าสามก้าวถอยหลังสองก้าวตลอดมาจนบัดนี้
แต่คาดว่าต่อจากนี้ไปที่คุณแม่พี่ต้นได้ให้น้าชายของพี่ต้นลาออกจากทหารม้ามาเป็นบุคลากรครูผู้สอนพี่ต้น(และอาจรวมทั้งเพื่อนๆ ของพี่ต้นที่ก็ตกระกำลำบากร่วมกันมาตั้งแต่ต้น-น้องฮ่ง น้องปูน พี่นิว) ที่คาดว่าน่าจะแก้ปัญหาการเข้าๆออกๆ ของบุคลากรครูผู้สอนพี่ต้นที่บ้านได้(?) เมื่อประกอบกับการกำลังจะก่อตั้งทีมบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกระดับการอาชีวศึกษาร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณแม่พี่ต้นจึงคาดหวังว่าการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตพี่ต้นน่าจะมีอนาคตที่สดใสขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา(?)
^สิ่งแวดล้อมทางสังคมของพี่ต้นและครอบครัว
นอกจากนี้ครอบครัวพี่ต้นโดยคุณแม่พี่ต้นยังได้ร่วมกับครอบครัวบุคคลออทิสติกอื่นๆ ในจังหวัดขอนแก่น จัดตั้งกันเป็นเครือข่ายผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น และร่วมกับครอบครัวผู้ปกครองฯในเครือข่ายฯ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง) เลือกเอา "อาชีพ-วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ให้เป็นวิชาชีพต้นแบบของระดับการอาชีวศึกษาสำหรับบุคคลออทิสติก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลาง) ที่จะมีการจัดวางหลักสูตรขึ้นมาบนฐานการเรียนรู้ของบุคคลออทิสติกทุกระดับศักยภาพเป็นรายบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ในบริบทของบุคคลออทิสติกจะต้องมีการจัดให้สภาพแวดล้อมที่บ้านหรือที่อยู่อาศัยของบุคคลออทิสติก มีสภาพใกล้เคียงกันกับที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาหรือสถานฝึกอาชีพ-วิชาชีพ ทางคุณแม่พี่ต้นในบริบทของกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก จึงได้ร่วมกับครอบครัวเครือข่ายผู้ปกครองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และระดับกระทรวงทำงานคู่ขนานกันสองด้าน คือ ด้านหนึ่งผลักดันให้เกิดโรงเรือน-work shop สำหรับการฝึก "อาชีพ-วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ขึ้นที่สถานศึกษาและหรือสถานให้บริการดูแลบุคคลออทิสติก เช่น ศูนย์วิจัยออทิสติกมหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงเรียนออทิสติกเรียนร่วม ศูนย์บริการบุคคลออทิสติก เป็นต้น อีกด้านหนึ่ง ก็เตรียมสภาพแวดล้อมในครัวเรือนของบุคคลออทิสติกให้มี โรงเรือน-work shop สำหรับการฝึก"อาชีพ-วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ด้วยพืชพันธุ์ไม้แบบเดียวกัน โดยผ่านโครงการอบรมทางด้านพืชพันธุ์ต่างๆ อย่างเช่นโครงการนี้ เป็นต้น คู่ขนานไปกับการผลักดันให้เกิดซึ่งโรงเรือน-work shop ดังกล่าวนี้ ตามสถานศึกษาและสถานบริการ-ศูนย์การเรียนรู้ของบุคคลออทิสติก เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันเพื่อให้เกิดการถ่ายโอนทักษะที่ทำได้หรือที่ถูกสอนในสถานศึกษามาทำได้หรือมาสอนได้ที่บ้านด้วย
ดังนั้น พี่ต้นและครอบครัว จึงอยู่ในสภาพแวดล้อมของการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตกันไปแบบเป็น "กลุ่ม" โดยมีและจะมีการสร้าง "ทีม" บุคลากรทั้งในระบบและนอกระบบ โดยที่จะให้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐในทุกซึกฝ่ายและในทุกระดับที่เกี่ยวข้อง ไม่โดดเดี่ยวลำพังแบบครอบครัวใครครอบครัวมันทั่วๆ ไป
***ปัญหาของพี่ต้น ณ ปัจจุบัน (2552-2553)
^ปัญหาด้านกลุ่มอาการออทิซึ่ม ๓ ด้าน
|
๑ ด้านระบบประสาทการรับรู้และการประมวลผลข้อมูลในสมอง(=เรื่องพฤติกรรมความสนใจ_พฤติกรรมซ้ำๆ ฯลฯ) ระบบประสาทการรับรู้มีปัญหาทุกระบบ โดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดเล็กที่นิ้วมือ ตา และระบบอวัยวะในการออกเสียงพูดแบบ "สั่งการ" เป็น "ภาษา" ที่มีความหมายทางสังคม(ภาษาพูดของมนุษย์) และประสาทการรับรู้การเคลื่อนไหว-รับรู้น้ำหนักมือน้ำหนักการกดทับที่ข้อนิ้วมือหลัก โป้ง-ชี้-กลาง (กิริยาซ้ำๆ คือ เคาะนิ้ว ชอบเอานิ้วมือเคาะสิ่งต่างๆ ไม่ก็สะบัดมือหรือแกะแคะสิ่งของรอบๆตัว ตลอดเวลา ฯลฯ) แต่เนื่องจากฝึกมานานมากจึงหยิบจับสิ่งของได้เหมือนคนปกติระดับหนึ่ง และการประมวลผลเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายให้ตอบสนองต่อ "สิ่งเร้า/คำสั่ง" จากภายนอกจะช้าถึงช้ามาก ประมาณ1-3 นาที คำสั่งใหม่ๆ บางทีอาจถึง 5 นาที ๒ ด้านภาษาและการติดต่อสื่อสาร การเข้าใจภาษา/การใช้ภาษา/การออกเสียงพูดโดยเฉพาะเสียงที่เป็นภาษาพูดที่มีความหมายนั้น (น่าจะ)เพราะพี่ต้นเป็นออทิสติกประเภท "เรียนรู้ได้ดีทางการมองเห็น/Visual learners" จึงมีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่งในการเลียนแบบและเรียนรู้อะไรที่เป็นที่ใช้ "ภาษาพูด" โดยพี่ต้นเริ่มออกเสียงเป็น "คำ" ที่มีความหมายตามที่ "ถูกสอน" ได้เมื่ออายุ 12-13 ปี ช่วงอายุ 13-19 ปี อยู่ในภาวะชักตลอดเข้าออกๆ ระหว่างโรงพยาบาลและบ้าน การพัฒนาด้านทักษะการออกเสียงพูดจึงไปได้ช้า เพราะหลังจากชักจะเกิดอาการเกร็ง กรามแข็ง ลิ้นแข็ง ฯลฯ เคลื่อนไหวในการออกเสียงพูดได้ลำบาก-การออกเสียงพูดก็ชะงักอีก อย่างไรก็ตามช่วงอายุ 20-21 ปีนี้ เหมือนว่าจะคุมอาการชักอยู่เพราะคุมน้ำหนักจำกัดอาหารได้พอสมควร การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงพูด มีการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นคล่องขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านๆ มาในปีก่อนๆ จึงคาดหวังว่า หากได้มีการ "ออกแบบ" หลักสูตรที่เกี่ยวกับการสอน "ภาษา" อย่างครบถ้วนรอบด้านทุกภาษาทั้งภาษาท่าทางภาษาเขียนภาษาพูด พี่ต้นจะสามารถใช้ภาษาสื่อสารได้ทุกภาษาแบบมนุษย์/คนปกติ ๓ ด้านทักษะทางสังคม ทักษะทางสังคมของพี่ต้นแม้จะพัฒนาไม่ทันกับอายุทางกายภาพ แต่ก็สามารถมีสัมธภาพกับครูผู้สอนได้หลายคนขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้จะไม่มีคนปกติเป็น "เพื่อน" แบบปกติ แต่ก็มีสัมพันธภาพกับคนออทิสติกที่อยู่ด้วยกันมานานปีดีดักอยู่บ้างเล็กน้อย คือ น้องโฮ่งกับน้องปูน เช่น ยอมให้น้องปูน ควบคุมได้สั่งได้ในบางเรื่อง ยอมให้น้องโฮ่งนอนหนุนตักได้เป็นชั่วโมง ขณะที่คนอื่นถูกตัวยังจะไม่ได้ เป็นต้น แต่ถ้าประมาณว่าให้ทักษะทางสังคมของคนปกติเท่ากับร้อยส่วน พี่ต้นก็น่าจะมีทักษะทางสังคมได้ประมาณ ยี่สิบในร้อยส่วนของคนปกติเท่านั้น เช่น ยังไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนอื่นได้ เป็นต้น ทุกสัมพันธภาพทางสังคมยังคงต้องอยู่ภายใต้การ "กำกับ" ของครูผู้สอนหรือผู้ปกครองดูแลที่เฉพาะเจาะจง
|
^ปัญหาทางด้านบุคลากรครูผู้สอนและหลักสูตรรวมทั้งการจัดกิจกรรมตามหลักสูตร
|
๑ เรื่องบุคลากร มีปัญหาเรื่องบุคลากรที่ยังไม่สามารถสร้าง "ทีมในฝัน/Dream Team" โดยที่ทีมหนึ่งอย่างน้อยต้อง ประกอบด้วยบุคลากรครูผู้สอนบุคคลออทิสติกหรือบุคลากรผุ้ปกครองอนุบาลดูแลบุคคลออทิสติกตั้งแต่สองถึงสามคนขึ้นไปและทุกคนต้องมี "องค์ความรู้ที่สำคัญ" สามเรื่องอย่างละเอียดครบถ้วนถ่องแท้คือ...๑/เรื่องกลุ่มอาการออทิซึ่มหรือพฤติกรรมออทิสติกซึ่งเป็นกลุ่มอาการหรือพฤติกรรมที่ต้องถูก "ละลาย" หรือสลายให้หมดไปอย่างหมดจด ๒/เรื่อง เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม ที่สำคัญสองส่วน คือ ส่วนที่เป็น เทคนิคในการสร้างพฤติกรรมใหม่ที่พึงประสงค์ ๗ เทคนิค และส่วนที่เป็น เทคนิคในการสลายหรือ "ละลาย" กลุ่มอาการออทิซึ่มหรือพฤติกรรมออทิสติก ๓/ เรื่อง กระบวนการจัดทำและกระบวนการบริหารจัดการ หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก สองส่วน คือ ส่วนที่เป็น หลักสูตรโรงเรียนบ้าน และส่วนที่เป็น หลักสูตรสถานศึกษา ๒ เรื่อง หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก มีปัญหาคือ ยังไม่เกิดหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกตามอุดมคติที่วางโครงสร้างไว้ ว่า ต้องเป็นหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคลโดย....บูรณาการกิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ให้กลายเป็น "เนื้องานเดียวกัน" กับ กิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษา ความหมายทั่วไปในประเด็นของ "ผลลัพธ์/ผลิตผล/ผลผลิต" ในท้ายที่สุดของคำว่า "หลักสูตร" คือ "คุณภาพ" ของ "ผู้เรียน" ที่ผ่านหลักสูตร(นั้นๆ) จะต้องได้ "คุณภาพ" ตามมาตรฐานที่หลักสูตร(นั้นๆ) กำหนดไว้ โดยเมื่อผ่าน "กิจกรรม" ตามหลักสูตรนั้นๆ อย่างเป็น "ระบบ" จน "ครบถ้วน" ตามที่ "กำหนด" ไว้แล้ว "คุณภาพ" ของ "ผู้เรียน" จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเดิม จนเมื่อจบหลักสูตรก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนเป็นคุณภาพใหม่ตรงตามมาตรฐานของหลักสูตรที่กำหนดไว้ เช่น หลักสูตรการทำขนมครก เมื่อผ่านหลักสูตรนี้แล้ว ก็ทำขนมครกได้ทำขนมครกเป็น หลักสูตรนาวิกโยธิน เมื่อผ่านหลักสูตรนี้แล้วก็เปลี่ยนคุณภาพจากคนธรรมดาเป็นคุณภาพของนาวิกโยธิน เป็นต้น ดังนั้น ในทำนองเดียวกัน ความหมายในประเด็นของ "ผลลัพธ์/ผลิตผล/ผลผลิต" ในท้ายที่สุดของคำว่า หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ก็คือ เมื่อผ่านกิจกรรมตาม หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก "คุณภาพ" ของ "ผู้เรียน(ซึ่งก็คือบุคคลออทิสติก)" หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก จะต้องได้ "คุณภาพ" ตามมาตรฐานที่หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก(สำหรับบุคคลออทิสติกบุคคลนั้นๆ) กำหนดไว้ โดยเมื่อผ่าน "กิจกรรม" ตามหลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก(สำหรับบุคคลออทิสติกบุคคลนั้นๆ) อย่างเป็น "ระบบ" จน "ครบถ้วน" ตามที่ "กำหนด" ไว้แล้ว "คุณภาพ" ของ "ผู้เรียน/บุคคลออทิสติก" จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเดิม จนเมื่อจบ(/ผ่าน)หลักสูตรก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเปลี่ยนเป็นคุณภาพใหม่ตรงตามที่หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติกกำหนดไว้ ทั้งนี้พูดในอีกนัยยะหนึ่ง ก็คือ "ผลลัพธ์/ผลิตผล/ผลผลิต" ของ หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ก็คือ บุคคลออทิสติกที่มีศักยภาพกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกันกับคนปกติในสังคมได้ในทุกมิติ ทำนองเดียวกัยวกับคนปกติที่ได้ศักยภาพแบบนาวิกโยธิน เพราะคุณภาพใหม่ตามที่หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก จะต้องกำหนดไว้เป็นคุณภาพหลัก ก็คือ ศักยภาพที่จะควบคุม "กลุ่มอาการออทิซึ่ม" (ซึ่งก็คือ ข้อบกพร่อง ๓ ด้าน :๑ ด้านระบบประสาทการรับรู้และการประมวลผลข้อมูลในสมอง(=เรื่องพฤติกรรมความสนใจ_พฤติกรรมซ้ำๆ ฯลฯ)-๒ ด้านภาษาและการติดต่อสื่อสาร-และ ๓ ด้านทักษะทางสังคม)ของตนเองได้ เมื่อควบคุมกลุ่มอาการออทิซึ่มได้ก็จะมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกันกับคนปกติในสังคมในทุกมิติ [ เช่น ในมิติของการทำกิจวัตรประจำวัน ในมิติการงานการอาชีพ ในมิติของการสันทนาการและการฝึกบุคลิกภาพเพื่อการเข้าสังคม ฯลฯ] ดังนั้น หน้าที่หลัก ของ หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ก็คือ การฝึกฝนให้ การควบคุมกลุ่มอาการออทิซึ่มจากภายนอกโดยบุคลากรครูผู้สอนที่เกี่ยวข้องเป็นการควบคุมกลุ่มอาการออทิซึ่มจากภายในตัวของบุคคลออทิสติกเอง (self control) จึงต้องเป็นหลักสูตรที่ต้อง บูรณาการกิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ให้กลายเป็น "เนื้องานเดียวกัน" กับ กิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษา ดังกล่าว..... ซึ่ง สำหรับ พี่ต้น หลักสูตรที่ว่านี้ยังไม่เคยเกิดเป็นรูปธรรมอย่างเป็นระบบโดยทีมบุคลากรที่เฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่องเลย เมื่อทางคุณแม่พี่ต้นในบริบทของ กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิของบุคคลออทิสติก ร่วมกับผู้ปกครองในเครือข่ายคิดสังเคราะห์ขึ้นซึ่ง วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ ให้เป็นอาชีพ/วิชาชีพหลักสำหรับบุคคลออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางได้แล้ว ก็จึงได้เริ่มลงวิจัยภาคสนามแบบไม่เป็นระบบและไม่เป็นทางการโดยผ่านโครงการเกี่ยวกับพืชพันธุ์ไม้ร่วมกับชมรมผู้ปกครองฯ มาหลายๆ โครงการรวมทั้งโครงการนี้ที่ทางชมรมผู้ปกครองฯ ขอทุนจาก สสพ. จนเริ่มมองเห็นเค้าโครงรูปธรรมของโครงสร้าง หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก [ โดยเฉพาะ "หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก(พี่ต้น)" ] ขึ้นมาบ้างแล้วในระดับหนึ่ง ๓ เรื่องการจัดกิจกรรมตามหลักสูตร เมื่อกำหนด "ผลลัพธ์/ผลิตผล/ผลผลิต" ของ หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก ว่าคือ บุคคลออทิสติกคุณภาพใหม่ที่มีศักยภาพที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดียวกันกับคนปกติในสังคมปกติได้ในทุกมิติ ซึ่งมีโจทย์ให้ต้องแก้(ให้ได้!) คือ (ก็แล้ว)จะต้องประมวลเอากิจกรรมอะไรมาบ้าง และอย่างไรบ้าง รวมทั้งเมื่อไหร่บ้างอีกด้วย เพื่อให้กิจกรรมที่ประมวลมาได้ทั้งหมดนั้นประกอบกันขึ้นเป็น หลักสูตรคู่ขนานเฉพาะบุคคลออทิสติก อย่างครบถ้วนไม่ตกหล่น บนหลักการว่า ต้อง บูรณาการกิจกรรมการบำบัดทางกายภาพด้านการแพทย์ให้กลายเป็น "เนื้องานเดียวกัน" กับ กิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษา โดย กิจกรรมการเรียนการสอนทางด้านการศึกษา ใน กรณีนี้คือ "อาชีพ-วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" และก็คือ กระบวนการผลิตพืชพันธุ์ไม้ ประกอบด้วย กิจกรรม ที่กระทำต่อ วัสดุ และ พืชพันธุ์ไม้ ที่ใช้ในการเพาะปลูกโดย [จาก ภาพรวมหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นพื้นฐานทางความคิดของการถอดบทเรียน ทั้งหมดดังกล่าว สามารถถอดออกมาเป็นรูปธรรม ของ หลักการพื้นฐานของการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ] *กระบวนการผลิตพืชพันธุ์ไม้ ประกอบด้วย กิจกรรม ที่กระทำต่อ วัสดุ และ พืชพันธุ์ไม้ ที่ใช้ในการเพาะปลูก ดังต่อไปนี้
ทั้งนี้ [จาก ภาพรวมหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นพื้นฐานทางความคิดของการถอดบทเรียน ทั้งหมดดังกล่าว สามารถถอดออกมาเป็นรูปธรรม ของ หลักการพื้นฐานของการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ] ได้กำหนด "กระบวนการจัดกิจกรรมการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ออกมาได้เป็น ๗ ขั้นตอน เพื่อนำสู่ภาคปฏิบัติจริงได้เป็นข้อๆ อย่างเป็นลำดับขั้น ไว้ดังนี้
จากปัญหาทั้ง ๓ เรื่อง เรื่องบุคลากร เรื่องหลักสูตรคู่ขนานบุคคลออทิสติก(พี่ต้น) และเรื่องการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรฯ พบว่า อย่างไรเสียก็ยังไม่สามารถจัดทำหลักสูตรคู่ขนานฯ เต็มรูป ได้ เพราะต้องประมวล "กระบวนการจัดกิจกรรมการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับพี่ต้นให้ได้ก่อน โดยกิจกรรมการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ ดังกล่าวนี้ จะต้องกระทำต่อ ระบบประสาทการรับรู้และการประมวลผลข้อมูลในสมอง(=เรื่องพฤติกรรมความสนใจ_พฤติกรรมซ้ำๆ ฯลฯ) ของพี่ต้น ด้วยเป็นอันดับแรก ซึ่ง ระบบประสาทการรับรู้และการประมวลผลข้อมูลในสมอง(=เรื่องพฤติกรรมความสนใจ_พฤติกรรมซ้ำๆ ฯลฯ) เป็นหนึ่งใน ปัญหาด้านกลุ่มอาการออทิซึ่ม ๓ ด้าน ของพี่ต้น รวมทั้งแก้ ปัญหาด้านกลุ่มอาการออทิซึ่ม อีก ๒ด้าน คือ ด้านภาษาและการติดต่อสื่อสาร และ ด้านทักษะทางสังคม ไปในขณะเดียวกันด้วย ซึ่ง "กระบวนการจัดกิจกรรมการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ๗ ขั้นตอน ในกรอบสี่เหลี่ยมข้างบนจะได้เห็นเป็นรูปธรรมจากบทเรียนที่ถอดได้จาก กิจกรรมที่กระทำต่อวัสดุ ใน กระบวนการผลิต ของ วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ สักกิจกรรมหนึ่ง ที่นำมาจัดให้พี่ต้นและผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนแล้วว่าพี่ต้นทำกิจกรรมนี้ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์และน่าทึ่งอย่างยิ่ง นั่นคือ กิจกรรมร้อยลวดกระถาง สรุป: ประเด็นปัญหาเรื่องบุคลากรแก้โดยใช้น้าชายพี่ต้นหรือ "คุณครูน้าต้อม" ให้ลาออกจากข้าราชการทหาร(เป็นข้าราชการบำนาญ)มาเป็นบุคลากรยืนพื้น เพราะมีประสบการณ์กับการจัดการศึกษานอกระบบในกองทหารและประสบการณ์ในการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร(ทหารเกณฑ์-รด. ) มาก่อน และในการฝึกทหารเกณฑ์บางครั้งต้องใช้ครูฝึกสามสี่คนต่อทหารเกณฑ์(ที่คุณครูน้าต้อมคาดว่าน่าจะมีปัญหาคล้ายๆพี่ต้นแต่เบากว่าที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง)หนึ่งคน-แบบแยกเดี่ยวฝึกก็มี รวมทั้งสามารถอบรมให้คุณครูน่าต้อมของพี่ต้นใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม ๗ เทคนิค ได้เข้มข้นกว่าครูในระบบที่ยังมีความคิดเห็นแตกต่างและมีภาระงานอื่นเข้ามายุ่งมากไป ซึ่งคุณแม่พี่ต้นคาดหวังว่า หากคุณครูน้าต้อมสามารถฝึกสอนพี่ต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบสักสองสามกิจกรรม ก็น่าจะขยายผลไปยังออทิสติกศักยภาพต่ำและปานกลางคนอื่น/ครอบครัวอื่นๆ อย่างเป็นระบบได้เป็นแน่แท้
|
^กิจกรรมร้อยลวดกระถาง: บทเรียนที่ถอดได้จากการฝึกสอนพี่ต้น ด้วย "กระบวนการจัดกิจกรรมการอาชีวะบำบัดสำหรับบุคคลออทิสติกในบริบทของวิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อนตามหลักสมดุลระบบนิเวศ" ๗ ขั้นตอน
|
๑) กำหนด ระบบประสาทการรับรู้เป้าหมายที่ต้องการบำบัดหรือพัฒนา ของ พี่ต้น คือ ระบบประสาทการรับรู้ที่ข้อต่อนิ้วมือและข้อต่อข้อมือ รวมทั้งการลงน้ำหนักนิ้วมือและน้ำหนักมือในการทำกิจกรรมต่างๆ เพราะพี่ต้นมีปัญหาพฤติกรรมซ้ำๆ ของการใช้นิ้วมือเคาะสิ่งต่างๆ บ้าง สบัดมือบ้าง ขยับนิ้วมือบ้าง อยู่ตลอดเวลาและยังไม่สามารถบังคับนิ้วมือในการเขียนตัวหนังสือให้ตัวเล็กพอดีบรรทัดได้ ฯลฯ ๒) กำหนด กิจกรรมที่จะกระทำต่อระบบประสาทการรับรู้ที่ข้อต่อนิ้วมือและข้อต่อข้อมือ ของพี่ต้น คือ กิจกรรมร้อยลวดกระถาง เพราะในการร้อยลวดกระถางต้องมีการหักงอลวด ซึ่งต้องออกแรงดันแรงดึงแรงกดของข้อนิ้วมือและข้อมือ ๓) กำหนด ขั้นตอน(แตกงาน-Task analysis) ของ กิจกรรม นั้น รายละเอียด ดูใน "ใบงาน" ข้างล่าง ๔) กำหนด วัสดุอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับขั้นตอนของกิจกรรม ใน ข้อ ๓. วัสดุที่ใช้คือ ๑. ลวดร้อยกระถางชนิดสามเส้น ๒. กระถางกลมพลาสติกสีดำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ นิ้วครึ่งและ ๖ นิ้ว ราวแขวนผ้าสำหรับแขวนลวดแขวนกระถาง โต๊ะ เก้าอี้ ๕) กำหนด "ภาษา"/คำศัพท์/คำสั่ง/ฯลฯ ที่จะต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนที่กำหนด ของกิจกรรมนั้น รายละเอียด ดูใน "ใบงาน" ข้างล่าง ๖) กำหนด เกณฑ์ (ในเบื้องต้นใช้เกณฑ์ "ทำได้/ไม่ได้") บนฐานของ เทคนิคการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๗ เทคนิค รายละเอียด ดูใน "ใบงาน" ข้างล่าง ๗) กำหนด แผนของ "ช่วงเวลา/เวลา" ลงภาคปฏิบัติจริง/ทำจริง ให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของพี่ต้น โดยให้เป็นยกิจกรรมในวันหยุดต่างๆ เช่น วันหยุดเสาอาทิตย์ วันหยุดวันสำคัญ เพราะพี่ต้นต้องไปเรียนหนังสือที่ศูนย์วิจัยฯ ออฯ โรงเรียนสมธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (จะกำหนดช่วงเวลาเย็นก็สั้นเกินไป)
|
^"ใบงาน"
|
ใบงาน:วิชาชีพเกษตรกรรมพืชพันธุ์ไม้ต้านภัยโลกร้อน
กิจกรรมร้อยลวดกระถาง
พฤติกรรมเป้าหมาย:
เมื่อใช้คำสั่งว่า
"ร้อยลวดกระถาง" ผู้เรียน-พี่ต้น
จะต้องสามารถร้อยลวดกระถางได้ทันที(อย่างน้อยภายใน
๑-๓ นาที) ทักษะที่ต้องมีมาก่อน: ๑. เข้าใจประโยคคำสั่ง "ทำอย่างนี้" ว่าหมายถึง "เลียนแบบ" กิริยา/การกระทำของผู้พูด/ครูฝึกสอนผู้ออกคำสั่ง ๒. สามารถนั่งโต๊ะทำงานได้อย่างน้อย ๑๕ นาทีขึ้นไป คำสั่ง/ภาษา : ลวด ลวดสี่เส้น/สามเส้น กระถางสี่เหลี่ยม/กลม รู/รูสำหรับร้อยลวด เอาลวดมาแขวน กะระยะ หัก งอ เรียบร้อย ยังไม่เรียบร้อย ทำผิดทำใหม่ รวมทั้งประโยคคำสั่งตามขั้นตอนต่างๆ ในการทำกิจกรรม ด้วยการวางคำว่า "ทำอย่างนี้" คู่กับประโยคคำสั่งให้กระทำกิริยา-การเคลื่อนไหวใหม่ๆ ที่คาดว่าผู้เรียน-พี่ต้นยังไม่เข้าใจ เกณฑ์: ตอบสนองต่อคำสั่งว่า "ร้อยลวดกระถาง" ได้ถูกต้อง 70 % ได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ (เป็นอย่างต่ำ?)
วัดผล:
ข้อมูลจากการฝึก
วิธีการ/ขั้นตอน: 1. ขั้นจัดเตรียมจุดทำงาน-จัดเตรียม/จัดวางอุปกรณ์ 1.1 ด้วยคำ-ประโยคบอกเล่า "เราจะไปปลุกต้นไม้กัน" [เพื่อเตรียมความคิดพี่ต้นว่ากำลังจะเข้าสู่การทำกิจกรรมอะไร] 2.2 พาไปหยิบอุปกรณ์ ราวแขวน ลวด กระถาง โดยแนะนำอุปกรณ์หรือบอกให้รู้ไปด้วยว่า "นี่ลวด"/"นี่ลวดสามเส้น"/"นี่ลวดสี่เส้น" "นี่กระถาง" "นี่ราวแขวน" ฯลฯ 1.3 แล้วฝึกให้เขาออกเสียงเรียกชื่ออุปกรณ์แต่ละอย่างให้ชัด พร้อมๆ ไปกับ ให้หยิบให้ถูกด้วยคำถามว่า "ไหนลวด" "ไหนกระถาง" "ไหนลวดสามเส้น" ไหนลวดสี่เส้น" ฯลฯ 1.4 ให้จับลวดที่จะใช้ร้อยกระถางแขวนเรียงบนราวแขวน ด้วยประโยคคำสั่ง "ทำอย่างนี้-เอาลวดร้อยกระถางมาแขวนเรียงบนราว" สักห้าหกชุด เมื่อเข้าใจแล้วก็ตัดคำว่า "ทำอย่างนี้" ออกเหลือแต่ประโยคคำสั่งว่า "เอาลวดร้อยกระถางมาแขวนเรียงบนราว" 1.5 ในทำนองเดียวกับ 1.4 ให้เอากระถางที่วางซ้อนๆกันเป้นแท่งๆ มาวางไว้ใกล้ๆ พอให้มือเอื้อมหยิบถึง ด้วยประโยคคำสั่งว่า "(ทำอย่างนี้)-เอากระถางมาวางตรงนี้" 2. ขั้นลงมือร้อยลวดกระถาง 2.1 ให้หยิบกระถางหนึ่งใบ ด้วยคำสังว่า ทำอย่างนี้-หยิบกระถางขึ้นมาหนึ่งใบ/หยิบกระถางมาใบหนึ่ง" 2.2 คุณครูผู้ฝึกสอน-คุณครูน้าต้อม หมุนกระถางให้ผู้เรียน/พี่ต้น ดูว่ามันมีรูสำหรับร้อยลวดกระถางกี่รู ปกติก็จะมีสามรูสำหรับกระถางกลมและสี่รูสำหรับกระถางสี่เหลี่ยม แต่บางกระถางเจาะมาหลายรูซึ่งจะทำให้พี่ต้น-ผู้เรียนออทิสติกสับสนกะระยะไม่ถูกจะร้อยเรียงกันไปทำให้กระถางที่ร้อยลวดเองกระเท่เร่-อย่างต้องใช้ปากกาเมจิกมาร์ค-ทำเครื่องหมายว่าเขาจะต้องร้อยตรงรูไหนบ้าง-แล้วให้วางกระถางใบที่จะร้อยลวดนี้ไว้บนโต๊ะก่อนด้วยคำสั่ง "วางกระถางนี่ไว้บนโต๊ะ" 2.3 ด้วยคำสั่ง "ทำอย่างนี้-เอามือซ้ายสาวลวด(เส้นแรกที่จะใช้ร้อยกระถาง)ลงมาแล้วมาร์ค-งอ-หัก-อย่างนี้" (ทำให้ดู-เอามือขวามาช่วยหักงอลวดในตำแหน่งเดียวกันทั้งสาม/สี่เส้นซึ่งจะได้ตำแห่งและความยาวปลายลวดที่จะร้อยใส่รูกระถางในตำแหน่งเท่าๆกันพอดีเมื่อร้อยลวดแล้สวกระถางจะไม่เอียง) 2.4 ด้วยประโยคคำสั่ง "ทำอย่างนี้-มือซ้ายหยิบแยกลวดออกมาเส้นหนึ่ง มือขวาจับกระถางดูรูมันเอาปลายที่งอใส่เข้าไปในรู แล้วกดพับ แล้วไขว้-อย่างนี้" (พร้อมจับมือให้ทำ-ทำให้ดู-จนร้อยครบทั้ง สี่/สาม รู/เส้น) 3. ขั้นตรวจคุณภาพ(ว่าผ่าน QC หรือไม่?) 3.1 ด้วยคำถามว่า "ทำเสร็จแล้วยัง/ทำเสร็จแล้วใช่ไม๊(ตรงนี้ต้องหัดให้เขาตอบว่า "เสร็จแล้วครับ" ถ้าเขาทำเสร็จแล้วหรือ "ยังไม่เสร็จครับ"/"ผมยังทำไม่เสร็จครับ" ถ้าเขายังทำไม่เสร็จ ด้วยการพูดประโยคที่เขาควรตอบหลังประโยคคำถาม เขาจะพูดตามประโยคคำตอบที่เราพูหลังประโยคคำถาม) "ถ้าเสร็จแล้วเอามาให้คุณครูดูก่อน" /"ถ้ายังไม่เสร็จก็รีบทำให้เสร็จ" 3.2 บางทีในขั้นตอนนี้ถ้าเขา-พี่ต้น ไม่อยากทำต่อ บางทีต้องมีลูกเล่นกระตุ้นให้เขาทำให้เสร็จ ด้วยการบอกว่า "เอ้ารีบทำนะ ไม่งั้นพี่ปูน-น้องโฮ่ง(เพื่อนออทิสติกที่เรียนอยู่ด้วยกัน) มาแย่งทำหมดนะ" ฯลฯ เขา-พี่ต้น จะรีบลุกมาทำทันทีบ้าง บางทีก็ต้องพูดอย่างนี้หลายครั้งบ้าง จึงลุกขึ้นมาทำต่อ บางทีก็ต้องใช้รางวัลปฐมภูมิ-ขนม/ของกินที่เขาชอบเป็นตัวช่วยบ้าง 4. ขั้นจัดเก็บงาน 4.1 ถ้าเขา-พี่ต้นทำถูกหมด ร้อยถูกรู และร้อยเรียบร้อยก็ต้องชม แล้วให้เขา-พี่ต้นเอากระถางที่ร้อยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปแขวนยังที่เก็บชั่วคราว/ถาวร ด้วยประโยคคำสั่งว่า "เสร็จถูกแล้วไปแขวนไว้ตรงโน้น/ตรงนี้" (พร้อมชี้ไปยังตำแหน่งที่จะให้เขาแขวนเก็บใบแรก พอจะเก็บใบที่สองต่อต้องใช้คำสั่งว่า "เอาไปแขวนเรียงต่อกัน" ไม่เช่นนี้เขาจะแขวนซ้อนๆๆๆ กันเป็นกระจุก 4.2 ถ้าเขา-พี่ต้นทำไม่ถูกร้อยผิด ก็ต้องให้เขา-พี่ต้นทำใหม่ ด้วยประโยคบกเล่า "ทำผิด ทำใหม่ เอาไปแก้" พร้อมชี้ตรงที่ผิด แล้วเริ่มกระบวนการในข้อ 3. ใหม่
เทคนิคการแนะ:
1. แนะทางกายอย่างเต็มที่ – จับมือจับนิ้วให้ทำ 2. แนะทางกายเป็นบางส่วน - ผู้สอนแตะมือหรือชี้ที่ลวดที่กระถาง 3. ถอนการแนะ - คำสั่ง “ร้อยลวดกระถาง” แล้วชี้ไปที่ลวดกับกระถางที่จัดไว้ให้
4.
ไม่มีการแนะเลย
|
เมื่อเขียนใบงานแล้ว ก็ลงมือฝึกสอนตามใบงานโดยใช้
เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมในส่วนของเทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่เรียกว่า
เทคนิคการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๗
เทคนิค/1.
เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย (Discrete-Trial
Training / DTT ) หรือ การวิเคราะห์งาน (Task analysis)_2.
เทคนิคการแนะ (Prompting)
ต้นตระกูลไทย
![]()
พี่ดุด 087021616