เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมวิเคราะห์ประยุกต์ (Teaching  Applied  Behavior  Analysis  Techniques) :

เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (Desired Behavior Management); เทคนิคการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๗ เทคนิค


1.    เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย (Discrete-Trial Training / DTT ) หรือ การวิเคราะห์งาน (Task analysis)

 

 

การแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย เป็นส่วน ๆ ประกอบด้วย การเร้าเป็นส่วน ๆ – การแนะ(ถ้ามี) – การตอบสนอง – ผลลัพธ์ – การวัดผล

แบ่งการเร้า  – การแนะ – การตอบสนอง – การวัดผล

[ขยายความ:แบ่งการเร้า [หรือก็คือ  "คำสั่ง(ภาษา)" ที่ใช้] – การแนะ [เพื่อให้เกิดการตอบสนองที่ถูกต้อง ] – การตอบสนอง [ที่ได้วางแผนกำหนดการตอบสนองที่ถูกต้องไว้แล้วการวัดผล[โดยเทียบเคียงที่ตอบสนองจริงกับการตอบสนองที่ถูกต้องที่กำหนดไว้ในแผน]

 

การแบ่งสิ่งเร้า: เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ต้องการ เช่น “แต่งตัว” สิ่งเร้านี้เพื่อให้สวมเสื้อผ้า

การแนะ: (ดูที่เทคนิคการแนะ)

การตอบสนอง: พฤติกรรมที่ผู้หนึ่งแสดงออกมา

ผลลัพธ์: เกิดการสร้างเสริมพฤติกรรม ถ้าตอบสนองอย่างถูกต้อง แต่ถ้าตอบสนองไม่ถูกต้อง จะไม่เกิดการสร้างเสริมพฤติกรรม

การวัดผล: บันทึกว่าทำถูกต้องหรือทำผิด

ช่วงระหว่างฝึก: ช่วงสั้น ๆ อาจฝึกพฤติกรรมอื่นเสริม เช่น ฝึกให้นั่งนิ่งและเรียบร้อย

ก่อนการใช้ทฤษฎีแบ่งการฝึกฝนเป็นส่วนย่อย จะต้องรู้ระดับพัฒนาการของบุคคลนั้น ๆ ไว้เป็นพื้นฐาน

สรุปหลักการวิเคร์งานสั้นๆ ได้ ดังนี้

                                                      i.        พฤติกรรมเป้าหมายถูกแบ่งเป็นพฤติกรรมย่อย ๆ

                                                     ii.        "คำสั่ง(ภาษา)" ที่กระตุ้นให้ปฏิบัติพฤติกรรมย่อยต้อง สั้น กระชับ ชัดเจน ไม่กำกวม

                                                    iii.        เทคนิคการแนะ การแนะจะต้องมี ไม่มีไม่ได้ [ดูที่หัวข้อเทคนิคการแนะ]

สรุป: แบ่ง/แตก สิ่งเร้า-"คำสั่ง(ภาษา)"......แบ่ง/แตก การตอบสนอง-พฤติกรรมเป้าหมาย



2.    เทคนิคการแนะ (Prompting)

 

การแนะ หมายถึง สิ่งเร้าที่สอดแทรกเข้ามาในระหว่างกระบวนการสร้างเสริมพฤติกรรม การแนะจะทำให้การตอบสนองของผู้เรียน เป็นไปอย่างถูกต้องมากขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้น

การแนะทางกาย: จับมือทำ

ตัวอย่าง: สั่ง “ปรบมือ” ผู้สอนจับมือผู้เรียนปรบเข้าหากัน

การแนะด้วยท่าทาง: ผู้สอนแสดงท่าทางให้ผู้ฝึกดู เช่น ชี้ พยักหน้า

ตัวอย่าง: สั่ง “แตะสีแดง” ผู้สอนชี้ไปที่สีแดง

การแนะด้วยตำแหน่ง: วางสิ่งเร้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ผู้จะตอบถูกได้ง่าย

ตัวอย่าง: วางกระดาษสีที่จะให้ผู้เรียนแตะไว้ใกล้ตัวผู้เรียน

การแนะด้วยการบอก: บอกคำตอบที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน

ตัวอย่าง: ถามว่า “เธอสวมอะไร”

บอกคำตอบ “เสื้อ”

ผู้เรียนพูดตาม "เสื้อ"

การถอนจากการแนะ: ค่อย ๆ ลดระดับการแนะลง

ตัวอย่าง: สั่ง “ปรบมือ” ผู้สอน จับมือผู้เรียนปรบเข้าหากัน ซึ่งเป็นการแนะทางกาย เปลี่ยนเป็น การแนะด้วยท่าทาง เช่นแตะมือผู้เรียน

ตัวอย่าง: หลังใช้ การแนะด้วยการบอก “เสื้อ” ให้ใช้เสียงคำที่ใกล้เคียง กับคำว่า “เสื้อ” เพื่อบอกใบ้

ข้อควรจำ หลีกเลี่ยงการแนะแบบพลั้งเผลอ หรือแนะมากเกินไป จนเด็กติดการแนะ ซึ่งจะมีผลต่อ การสร้าง และการสานต่อพฤติกรรม

 

 

3.เทคนิคการให้รางวัลหรือการลงโทษ (Reinforcements And Punishments)

จะเน้นการให้รางวัลหรือให้แรงเสริม ซึ่งมีเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ รางวัลหรือแรงเสริมดังต่อไปนี้

 

สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม [หรือ ก็คือ รางวัล นั่นเอง ] แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

                                      i.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมปฐมภูมิ

                                     ii.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมทุติยภูมิ

สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม ขยายความอย่างสังเขปได้ดังนี้:

1.     สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมปฐมภูมิ  

คือ ความต้องการพื้นฐานต่าง ๆที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ

2.     สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมทุติยภูมิ

คือ สิ่งเร้าที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น แบ่งเป็น

                                      i.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคม เช่น การยิ้ม การสวมกอดด้วยความรัก การจูบหรือหอมแก้ม

                                     ii.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมทางกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมและการเล่นที่ผู้เรียนชื่นชอบ

                                    iii.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

                                    iv.        สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมเป็นสิ่งของรางวัลประเภทต่าง ๆ

การใช้สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม/รางวัล อย่างมีประสิทธิภาพ

·         สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น

·         แต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมแตกต่างกัน

·         การรวบรวมข้อมูลอย่างแม่นยำ จะทำให้เราทราบว่า ผู้เรียนคนไหน ควรจะใช้สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรมใด

จึงต้องมีหลักในการใช้สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม/รางวัล ดังนี้

1.     พิจารณาว่าสิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม/รางวัลใดทำให้ผู้เรียนพอใจ (ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ)

2.     สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม/รางวัล ต้องเหมาะสมกับวัย

3.     กำหนดการให้สิ่งสร้างเสริมพฤติกรรม/รางวัล

                      i.        จำนวนครั้งที่ทำถูกต้องเท่า ๆ กัน เช่น ให้เมื่อทำอย่างถูกต้องสองครั้งติดต่อกัน

                     ii.        ระยะเวลา เช่น ให้เมื่อทำถูกต้องนาน 2 นาที

                    iii.        จำนวนครั้งแบบคละกัน เช่น ให้เมื่อทำถูกต้องเป็น ครั้งที่ 1, 3, 7 หรือ 9 เป็นต้น

                    iv.        ระยะเวลาต่าง ๆกัน เช่น นาน 1, 3, 4 หรือ 9 นาที เป็นต้น

4.     เริ่มการฝึกและสอนพฤติกรรมใหม่ในช่วงเวลาเท่า ๆ กัน หรือในระยะเวลาต่าง ๆ กัน เมื่อผู้เรียนสามารถยึดกุมเนื้อหาที่สอนอยู่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ

5.     ให้รางวัลทันทีเมื่อทำถูก อย่าชักช้า เช่น เมื่อผู้เรียนทำถูกมากกว่า 5 ครั้ง ใน 1 นาที

6.     ให้สิ่งสร้างเสริมปฐมภูมิด้วยการยิ้มและการยกย่องชมเชย

7.     ให้สิ่งสร้างเสริมทุติยภูมิก่อนสิ่งสร้างเสริมปฐมภูมิเสมอ เพื่อผู้เรียนจะได้เห็นว่าสิ่งสร้างเสริมทุติยภูมิเป็นของมีค่า

8.     การให้รางวัลบ่อยครั้งหรือมากเกินไป อาจทำให้เกิดการอิ่มตัว ผู้เรียนอาจตอบต่อคำสั่งน้อยลง การให้รางวัลซ้ำกันบ่อยครั้ง ก็ทำให้เกิดการอิ่มตัวเช่นเดียวกัน ฉะนั้น การให้รางวัลจึงมีความสำคัญ

ตัวอย่าง:

ครั้งแรก ให้ขนมที่ผู้เรียนชอบ 1 ชิ้น

ครั้งที่สอง ให้การสวมกอดหรือปรบมือ

ครั้งที่สาม “เก่งมาก” หรือ “ดีมาก”

ครั้งที่สี่ ให้ขนมที่ผู้เรียนชอบ 1 ชิ้น

ครั้งที่ห้า ฯลฯ

เป็นต้น

 

 

ส่วนเทคนิคการลงโทษ (Punishments) จะนำมาใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดจะอยู่ในส่วนที่สองที่เกี่ยวกับ เทคนิคการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

 

 

4. เทคนิคการก่อรูปพฤติกรรมใหม่ (Shaping Procedure)

 

เทคนิคการก่อรูปพฤติกรรมใหม่ (Shaping Procedure)

คือ การอนุมานความสำเร็จของการตอบสนอง หรือ การทำพฤติกรรมเป้าหมาย ที่เริ่มแรกผู้เรียนอาจยังตอยสนองได้ไม่ถูกต้องสมบูรณ์นัก ผู้สอนก็ให้แรงเสริมหรือรางวัล และเมื่อสอนไปๆ ผู้เรียนเริ่มเข้าใจมโนคติของทักษะหรือพฤติกรรมที่สอนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สอนก็ขยับการให้แรงเสริมหรือรางวัลไปตามปริมาณและคุณภาพของการตอบสนองของผู้เรียนที่ใกล้เคียงกับการตอบสนองที่ถูดต้องและสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ จนในท้ายที่สุด ผู้สอนจะให้แรงเสริมหรือรางวัลก็ต่อเมื่อผู้เรียนตอบสนองได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์เท่านั้น

เช่น ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนวงกลม ใหม่ๆ ไม่กลมแค่เบี้ยวๆบูดๆ แต่จุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้ายมาชนกัน ผู้สอนก็ให้รางวัลผู้เรียนแล้ว แต่ต่อไปๆ ผู้เรียนจะต้องวาดเส้นได้เป็นวงกลมจริงๆ ผู้สอนจึงจะให้รางวัล เป็นต้น

 ไม่ให้รางวัล            ให้                ให้

      

ตรงนี้หมายถึงว่าผู้สอนจะต้องมี เกณฑ์มาตรฐานของพฤติกรรมหรือทักษะที่คาดหวัง ให้ผู้เรียนตอบสนองที่ถูกต้องที่สุดอยู่ในแผนการฝึกการสอนแต่ละทักษะ แต่ละพฤติกรรมอยู่ก่อนแล้ว  จึงจะสามารถ "ก่อรูป(Shaping)" พฤติกรรมใหม่ ที่ผู้เรียนตอบสนองหรือแสดงออกมา ให้ไปสู่     พฤติกรรมใหม่ ซึ่งเป็น พฤติกรรมเป้าหมาย ( Target Behavior ) หรือ พฤติกรรมที่ต้องการ(Desired Behavior) ได้

 

 

 5.   เทคนิคการสานต่อพฤติกรรม (Chaining Procedure)

 

การสานต่อพฤติกรรม หมายถึง กระบวนการสอนพฤติกรรมเป็นลำดับ โดยแบ่งพฤติกรรมเป็นส่วนประกอบย่อย ๆ ที่มีความซับซ้อนน้อยลง

พฤติกรรมที่ต้องการ คือ พฤติกรรมที่ผู้เรียนกระทำอย่างต่อเนื่องทั้งหมด โดยผู้สอนไม่มีการแนะ (prompt)

การสานต่อพฤติกรรม จะต้อง

1.     รู้ส่วนทั้งหมดของพฤติกรรม

2.     ผู้เรียนต้องทำพฤติกรรมส่วนย่อยได้ทั้งหมด จึงจะเข้าสู่การสานต่อพฤติกรรมได้

3.     แบ่งพฤติกรรมเป็นส่วนย่อยให้สอนง่ายที่สุด

จากนั้นจึงพิจารณาว่า จะใช้ การสานต่อพฤติกรรมไปข้างหน้า หรือ การสานต่อพฤติกรรมแบบย้อนหลัง

ตัวอย่าง การแต่งตัวที่ใช้การสานต่อพฤติกรรมไปข้างหน้า

การแต่งตัว จะมีลำดับของพฤติกรรมหลายขั้นตอน การแนะอาจจะใช้การแนะทางกาย การแนะด้วยท่าทาง เพื่อให้ผู้เรียนทำได้ทั้งหมด เรียงลำดับพฤติกรรมได้ดังนี้:

1.     สวมใส่กางเกงใน

2.     สวมใส่เสื้อชั้นใน

3.     สวมใส่เสื้อเชิต

4.     ติดกระดุมเสื้อ

5.     สวมกางเกง

6.     คาดเข็มขัดให้เรียบร้อย

7.     สวมใส่ถุงเท้า

8.     ใส่รองเท้า

9.     ผูกเชือกรองเท้า

ตัวอย่าง การเก็บที่นอน ใช้การสานต่อพฤติกรรมแบบย้อนหลัง

การเก็บที่นอนใช้การแนะทางกายและท่าทาง เพื่อให้ผู้เรียนกระทำอย่างเป็นลำดับ ดังนี้:

1.     คลี่ผ้าปูที่นอนให้เรียบและตึง

2.     จัดผ้าปูที่นอนให้เข้ากับฟูก

3.     วางหมอนไว้ที่หัวนอน

4.     คลี่ผ้าห่มออกให้เรียบ

5.     พับผ้าห่ม

6.     นำผ้าห่มไว้บนเตียงนอน

7.     คลี่ผ้าคลุมเตียง

8.     พับผ้าคลุมเตียง

เมื่อผู้เรียนทำได้แล้ว จะต้องขยายผลไปสู่การทำงาน วัตถุต่าง ๆ เครื่องใช้ต่าง ๆ และผู้สอนคนอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป

 

 

6. การขยายผลพฤติกรรม (Generalization Procedure)

 

การขยายผลพฤติกรรม หมายถึง การทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะนำทักษะที่ได้เรียนรู้มาใหม่ไปใช้ได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

บุคคลออทิสติก มักจะเรียนอะไรที่เป็นรูปธรรม ทำอะไรซ้ำ ๆ ไม่พร้อมที่จะนำทักษะที่ได้เรียนรู้มาใหม่ ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ ๆ

เมื่อสอนพฤติกรรมใหม่จนถึงเกณฑ์มาตรฐานแล้วจะต้องขยายผลพฤติกรรมไปยังสภาพแวดล้อม สิ่งเร้า และผู้คนที่หลากหลายออกไป

การขยายผลพฤติกรรม จะต้องทำอย่างเป็นระบบ เหมือนหลักสูตรการสอนหนึ่ง ๆ จึงจะได้ผล ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้:

1.     เปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ และสิ่งเร้าที่ใช้ในการสอน

2.     เปลี่ยนลักษณะการจัดห้อง หรืออาจเปลี่ยนห้อง

3.     ให้ญาติร่วม การเรียน การสอน การฝึก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

เมื่อขยายผลพฤติกรรมได้แล้ว จะต้องทำให้พฤติกรรมที่เรียนไปแล้วมั่นคงขึ้น

 

 

7. การคงพฤติกรรมที่เรียนไปแล้วให้มั่นคง (Maintaining Previously Learned Skill Procedure)

 

การคงพฤติกรรมที่เรียนไปแล้วให้มั่นคง

1.     ทำทักษะที่เรียนไปแล้วเป็นช่วง ๆ สลับกับพฤติกรรมใหม่

2.     เพิ่มการใช้สิ่งสร้างเสริมทุติยภูมิ ให้มากกว่าสิ่งสร้างเสริมปฐมภูมิ

เช่น ใช้ กล่าวคำยกย่อง ชมเชย จูบ สวมกอด จับมือ ให้ทำกิจกรรมที่ชอบ แทนการให้ขนม

3.     สานต่อพฤติกรรมที่เรียนไปแล้วให้เข้ากับพฤติกรรมใหม่

4.     ให้รางวัลเมื่อทำพฤติกรรมใหม่ได้ และต้องให้รางวัลเมื่อทำพฤติกรรมเก่าได้ด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

ข้อที่ผู้สอนควรจำและพึงตระหนัก : เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ทั้ง ๗เทคนิคนี้ ผู้สอนต้องใชให้ครบทุกเทคนิค ผู้เรียนออทิสติกจึงจะได้ "ความคิดรวบยอด (Concept)" ทั้งหมด ของ พฤติกรรมหนึ่งๆ เพื่อไม่ให้เกิดการเรียนรู้การทำพฤติกรรมนั้นๆ อย่างครึ่งๆ กลางๆ โดยที่ไม่สามารถจะถ่ายโอนพฤติกรรมที่ได้รับการสอนนั้นๆ ไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง มิหนำซ้ำยังจะกลายเป็นโทษและเป็นอุปสรรค หรือสร้างความยากลำบากต่อการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย เช่น สอนพฤติกรรมการ "ตัด" กระดาษด้วยกรรไกร เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กที่มือและนิ้วมือ แต่ผู้เรียนไม่ได้ "ความคิดรวบยอด (Concept)" ของ การ "ตัด" พอไปเห็น กรรไกรที่ไหนก็  "ตัด" ลูกเดียว ตัดผมตัวเอง ตัดผ้าม่านที่บ้าน ฯลฯ

 


main menu