กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก
บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองเทศบาลนครขอนแก่น นับเป็น นวตกรรมนำร่อง
ของ ประเทศไทยในภาครัฐ
ทาง
การบริหารจัดการด้านสวัสดิการสังคมแบบครบวงจรสำหรับประชากรวัยรุ่นวัยทำงานที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมองกลุ่มออทิสติกและกลุ่มอาการใกล้เคียง
เนื่องเพราะ ลักษณะของความบกพร่องในระบบการทำงานของที่มีลักษณะพิเศษอย่างเฉพาะเจาะจง
ทำให้ประชากรกลุ่มนี้ ไม่สามารถมีพฤติกรรมที่เหมาะสมทางสังคมด้วยตัวของตัวเองได้
รวมทั้งไม่สามารถจัดลำดับความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างตนเองกับผู้อื่น
จีงดูแลตนเองอย่างอิสระแบบเป็นเอกเทศไม่ได้
โดยแม้กระทั่งออทิสติกศักยภาพสูงก็ยังต้องมีที่ปรึกษาชี้แนะ
ที่ศักยภาพปานกลางหรือต่ำก็ยิ่งต้องมีผู้ดูแลกำกับ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาและเป็นอยู่ ภาระในการเป็นดูแลมักจะตกอยู่กับแม่หรือพ่อหรือปู่ย่าตายาย(ถ้ามี)
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าไม่มีหรือถูกทิ้งหรือแก่เฒ่าดูแลไม่ไหว
รวมทั้งก็ไม่ต้องคาดหวังว่าญาติๆ จะรับเป็นภาระ
แบบว่าบางทีแม้แต่พ่อแม่ก็ยังทิ้งขว้างไป
[/แม้แต่ลูกปกติก็ยังเที่ยวคลอดทิ้งไว้ตามถังขยะ/โรงพยาบาล]
บุคคลออทิสติกจำนวนไม่น้อยจึงอยู่ในสภาพที่พ่อหรือแม่หรือทั้งพ่อและแม่ต่างทิ้งไปมีสามีภรรยามีลูกมีครอบครัวใหม่
ทิ้งให้พวกเขาอยู่กับตายายแก่ๆ
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นวัยทำงานก็ไม่สามารถทำงานได้
เพราะพูดไม่ได้พูดได้ก็พูดไม่รู้เรื่อง จัดการตัวเองในปัญหาง่ายๆก็ไม่ได้
ชุมชนก็ไม่เข้าใจ หน่วยงานงานที่จะรับภาระดูแลอย่างเข้าใจใกล้ชิดในชุมชนก็ไม่มี
พวกเขาส่วนข้างมากที่สุดจึงถูกฝังชีวิตอยู่ในสถาบันคนบ้าหรือโรงพยาบาลโรคจิต และก็มักเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควรในสภาพที่น่าอเนจอนาถต่างๆ กัน เช่น ถูกตีตาย
รถชนตาย ตกน้ำตาย
ป่วยตายเพราะดูแลรักษาตัวเองไม่เป็นพ่อแม่ก็ไม่มีตายายก็แก่เฒ่าและเจ็บป่วย ฯลฯ
แม้แต่ที่มีครอบครัวตัวดูแลในช่วงต้นของชีวิตโดยพ่อแม่หรือแม่ต้องออกจากงานมาเลี้ยงเองโดยเฉพาะ
ถ้าเกิดพ่อหรือแม่ที่ดูแลนี้ก็แทบจะเจ็บป่วยไม่ได้เลยเพราะจะไม่มีคนดูแลลูกออทิสติก
ทีเผลอนิดเดียวก็คว้ายา คว้าสารพิษเข้าปาก ปีนป่ายตกบ้านตกนอกชาน
หรือวิ่งถลันออกถนนไปถูกรถชนพิการหรือตาย
จึงไม่ต้องพูดถึงในช่วงปลายของชีวิตบุคคลออทิสติกที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองดูแลไม่ไหวหรือสิ้นสิ้นอายุขัยไปแล้ว
บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชน
จึงเป็นความต้องการจำเป็นพิเศษที่เฉพาะเจาะจงของประชากรกลุ่มนี้
เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นที่พักพิง
[ที่ครอบครัวออทิสติกจะเอาฝากให้ดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีธุระปะปัง]
เป็นที่ฝึกฝนอาชีพ
ฝึกฝนการใช้ชีวิตในชุมชน และที่สำคัญจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่พึ่งพิงได้ตลอด 24
ชม. สำหรับประชากรกลุ่มนี้ของชุมชนนั้น ๆ
ด้วยเหตุและผลดังกล่าว
บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองเทศบาลนครขอนแก่น
จึงเกิดขึ้นจากแรงผลักดันของ
"กลุ่มผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่นเพื่อบ้านพิทักษ์ฯ"
โดยได้รับการหนุนช่วยจากผู้ปกครองฯ และเครือข่ายองค์กรผู้ปกครองฯ
ด้วยกัน ทั้งในระดับพื้นที่
[เช่น
ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น
กลุ่มผู้ปกครองนักเรียนออทิสติกโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ ]
และในระดับประเทศ
[เช่น
สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึ่ม(ไทย) สมาคมสภาผู้ปกครองบุคคลที่มีความบกพร่องในระบบการทำงานของสมอง
ฯลฯ] ด้วยดี โดยดำเนินงานอยู่ภายใต้การกำกับของ
คณะกรรมการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่น ที่มี
รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นฝ่ายสังคม เป็นประธาน ภายใต้การดูแลของ
นายเจตน์ ธนวัตร ผู้ว่าราชการ CEO
จังหวัดขอนแก่น โดยมี
หน่วยงานภาครัฐ ในพื้นที่ ๓ หน่วยงาน ทำงานประสานกัน คือ ๑/
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น
เป็นต้นสังกัดในระยะการดำเนินการเพื่อการพัฒนาระบบการบริหารจัดการและเพื่อพัฒนาบุคลากร
โดยเป็นต้นสังกัดที่ยื่นของบประมาณดำเนินการจาก
กองทุนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน [เงินหวยสองตัวสามตัว]
จำนวน 1.9 ล้านบาท [เป็นค่าตอบแทนบุคลากร จำนวน ๑๐
คนเป็นเวลา ๑๒ เดือน
และค่าวัสดุครุภัณฑ์และค่าวัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมของบุคคลออทิสติกสมาชิกบ้านพิทักษ์ฯ]
ผ่านมาทาง สำนักพิทักษ์คนพิการฯ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พ.ม.) ๒/
ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๙
เป็นหน่วยงานที่ดูแลทางด้านวิชาการ
และการอบรมบ่มเพาะบุคลากร ๓/ เทศบาลนครขอนแก่น
ที่จะเป็นตันสังกัดในการยื่นของบประมาณการก่อสร้างบ้านพิทักษ์ถาวรบนที่ดินของเทศบาลในเนื้อที่
๑ ไร่ ๒ งาน รวมทั้งจะเป็นต้นสังกัดที่จะรับเอา "บ้านพิทักษ์ฯ"
เข้าไว้เป็น "หน่วยงานใหม่" ในความรับผิดชอบ
เพื่อที่จะดูแลเรื่องงบประมาณหมุนเวียนรายปีด้านต่างๆ ต่อไป
หากได้รับการอุดหนุนงบประมาณการลงทุนการก่อสร้างด้านอาคารสถานที่ จำนวนประมาณ
35 ล้านบาทจากรัฐบาล
ณ วันนี้
[๕ ธันวาคม ๒๕๔๘]
"บ้านพิทักษ์ฯ" เปิดเดินงานรูปธรรม โดย "การขอยืมใช้สถานที่"
ที่เป็นอาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเก่าที่ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์การศึกษาพิเศษ
เขตการศึกษา ๙ เป็นการชั่วคราว เป็นเวลา ๑๒ เดือน มาได้ประมาณ ๓ เดือนแล้ว
มีบุคลากรเจ้าหน้าที่ จำนวน ๑๐ อัตรา
รับ บุคคลออทิสติกวัยรุ่น รวมทั้ง
บุคคลแอลดี บุคคลที่มีกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม อายุ ๑๓ ปี
ขึ้นไป ที่อยู่ในกลุ่มอาการหนักเพราะตกหล่นการพัฒนาศักยภาพหรือพัฒนามาผิดทางมาตั้งแต่ต้น
จำนวนรวมๆ กันประมาณ ๑๐ คน
โดยยังขาดเม็ดเงินในการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารกลางวัน
ค่าโสหุ้ยในการดำเนินการต่างๆ เช่น การอบรมดูงานบุคลากร
ค่าอยู่เวร/เมื่ออยู่ในระยะต้องดูแลตลอด ๒๔ ชม.
ค่าดัดแปลงอาคารสถานที่เพื่อให้เป็นห้องนอนของสมาชิกบ้านได้ ฯลฯ
ซึ่งในส่วนที่ขาดนี้ ทาง
อนุกรรมการออทิสติกจังหวัดขอนแก่นฝ่ายประชาสัมพันธ์และระดมทุน ที่มี
นายบุรี เสรีโยธิน ประธานกองทุนออทิสติกไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เป็นประธาน
รับผิดชอบไปจัดการระดมทุนหาเม็ดเงินมาหนุนช่วย [
ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจัดกิจกรรม "ทอดกฐิน"
และแจกซองกฐินระดมเม็ดเงินกันอยู่ ] รวมทั้ง นายเกรียงศักดิ์ คุณวิเศษ
พัฒนาสังคมฯจังหวัด และ ดร. สมพร หวานเสร็จ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ
เขตฯ ๙
ซึ่งร่วมด้วยช่วยกันกำกับดูแลทีมงานและการดำเนินการด้านต่างๆ ของบ้านพิทักษ์ฯ
อยู่ ก็ช่วยระดมหาทุนบริจาคจากคหบดีพ่อค้าวานิชที่รู้จักในตัวจังหวัดด้วย
[โดยเปิด บัญชี
"โครงการบ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติก" รองรับไว้ที่ ธ.กรุงไทย
สาขาย่อย ม.ข. เลขที่บัญชี 438-0-03675-8 มีชื่อกรรมการ ๓ คน คือ
ดร.สมพร หวานเสร็จ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๙
นายธำรง ธวัชวะชุม หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการสังคมและพิทักษ์คุ้มครองสิทธิ์
สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดขอนแก่น และ นางมนัส ขาวไชยมหา
ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๙
โดยสองในสามชื่อดังกล่าวนี้มีอำนาจเซ็นเบิกจ่าย]
ทั้งนี้ทางเครือข่ายกลุ่มผู้ปกครองฯ
เพื่อบ้านพิทักษ์ฯ ได้ติดตามให้ มีการวางแผนงานรูปธรรมเป็นช่วงๆ กล่าวคือ
ช่วงสามเดือนแรก
เป็นช่วงของการจัดการกับระบบธุรการ/การเงิน/การจัดซื้อจัดจ้าง การจัดสถานที่
อบรมบุคลากรเบื้องต้น วางเค้าโครงการจัดกิจกรรม
รับสมาชิกบ้านแบบไป-กลับก่อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ค่อยๆ "รู้จัก"/"คุ้นเคย"
กับสมาชิก ช่วงสามเดือนที่สอง
จะเป็นช่วงของการลงการจัดกิจกรรมรูปธรรมกับสมาชิกของบ้าน และรับสมาชิกประจำแบบกินนอนอยู่กับบ้านพิทักษ์ฯ
ตลอด ๒๔ ชม. จำนวน ๑ คน เพื่อให้ "เจ้าหน้าที่มือใหม่"
ได้ศึกษาปัญหาตลอดจนเทคนิควิธีการจัดการกับปัญหาในการดูแลบุคคลออทิสติกตลอด ๒๔ ชม
เพื่อการจัดระบบดูแลบุคคลออทิสติกสมาชิกบ้านพิทักษ์ฯ เต็มอัตราจำนวนประมาณ ๑๐-๑๕
คนต่อไป ช่วงสามเดือนที่สาม และ
สามเดือนที่สี่
[หรือช่วง ๖ เดือนสุดท้าย
ของเม็ดเงิน ๑.๙ ล้าน ที่ได้มา]
จะเป็นช่วงของการบ่มเพาะและพัฒนาบุคลากรเจ้าหน้าที่ของ
"บ้านพิทักษ์ฯ"
ที่ทุกคนจะต้องลงงานภาคปฏิบัติในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาบุคคลออทิสติก
ที่เป็นสมาชิกของบ้านอย่างเข้มข้น ทั้งที่เป็นสมาชิกอยู่ประจำตลอด
24 ชม. และสมาชิกแบบไป-กลับ
โดยกิจกรรมการพัฒนาบุคคลออทิสติกที่เป็นสมาชิกของบ้านนั้นจะเน้นกิจกรรมการดูและตนเองในชีวิตประจำวันและการฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาอาชีพ
เช่น กิจกรรมเกษตร/ทำสวนผัก-เลี้ยงไก่ ประดิษฐ์ของชำร่วย ฯลฯ ซึ่ง
ทั้งหมดนี้จะเป็นการดำเนินงานในส่วนของเม็ดเงิน
๑.๙ ล้านบาท ที่ได้มาจาก
กองสลาก ผ่าน
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ
ลงมาที่ พัฒนาสังคมฯ
จังหวัดขอนแก่น ในสังกัดของ
กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
[ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เปลี่ยนมาจากประชาสงเคราะห์จังหวัดเก่าในสังกัดกระทรวงมหาดไทย
นั่นเอง]
คู่ขนานไปกับการเดินงานรูปธรรมดังกล่าว ทางเครือข่ายผู้ปกครองฯ โดย
กองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีฯ องค์กรผู้ปกครองฯ
ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ได้
ประสานกับทาง
เทศบาลนครขอนแก่น ให้เขียนโครงการยื่นของบประมาณการก่อสร้างบ้านพิทักษ์ฯถาวร
จำนวน ๓๕ ล้านบาท บนเนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน ของเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่ง
จะประกอบด้วย อาคารสำนักงาน อาคารศูนย์การเรียน
อาคารห้องนอน/ที่อยู่อาศัยของบุคคลออทิสติกสมาชิกประจำที่จะอาศัยอยู่ตลอด 24 ชม.
ของบ้านพิทักษ์ซึ่งจะประกอบด้วยห้องสำคัญๆ ต่างๆ เช่น ห้องนอน จำนวน ๑๐
ห้อง/ห้องน้ำ ๔-๕ ห้อง/ห้องครัว ๑ ห้อง/ห้องรับแขก ๑
ห้อง/ห้องกายภาพ-กิจกรรมบำบัด ๑ ห้อง/ห้องอเนกประสงค์-รับแขก-ห้องสมุด ห้องครัว
จำนวน ๑ ห้อง ห้องพักนอนของเจ้าหน้าที่เวร จำนวน ๒-๔ ห้อง ฯลฯ ลานสันทนาการ-กีฬา
เรือนกิจกรรมเกษตร-ช่าง-นักการภารโรง ลานจอดรถ
อาคารบ้านพักผู้อำนวยการที่จะอยู่ประจำตลอด 24 ชม.แบบครอบครัว จำนวน ๑ หลัง
และการจัดภูมิทัศน์ โดยได้ให้ทางเทศบาลยื่นขอไปที่
อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ทางหนึ่ง และขอไปที่
อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อีกทางหนึ่ง
โดยทั้งสองทางนี้กำลังอยู่ในระยะรอฟังผล รวมทั้งในส่วนของเครือข่ายผู้ปกครองฯ
เอง โดย กองทุนรัฐวัฒน์ฯ (/ผู้ประสานฝ่ายเครือข่ายผู้ปกครองฯ)
ก็ยังได้ทำหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยื่นเรื่องไปทาง สำนักนายกรัฐมนตรี
ครั้งที่มาประชุม ค.ร.ม.สัญจร ที่จังหวัดกาฬสินธ์
ซึ่งได้แจ้งมาล่าสุดว่าเจ้าหน้าที่ระดับล่างส่งเรื่องไป
กระทรวงมหาดไทย
และ เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการของ กระทรวงมหาไทย
ก็ได้แจ้งทางโทรศัพท์มาเป็นงงๆ ว่า
น่าจะเป็นความรับผิดชอบของ
กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะตรงกว่า
และบอกมาว่าจะส่งเรื่องกลับไปสำนักนายกฯ อย่างเก่า (?) ทาง กองทุนรัฐวัฒน์ฯ
ก็จึงประสานไปทาง
"หน้าห้อง" ของ
ฯพณฯ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
นายวัฒนา เมืองสุข ขอเข้าพบเพื่อชี้แจงปัญหา
ชี้แจงแนวทาง ตลอดจนยุทธศาสตร์ของ "บ้านพิทักษ์ฯ"
โดยแจ้งความจำนงไปกับ "หน้าห้อง" ว่า จะขอให้
กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
เป็น "เจ้าภาพ"
ยื่นขอ งบประมาณการก่อสร้าง อาคารสถานที่ที่จะเป็ฯที่ทำการถาวรของ
"บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองเทศบาลนครขอนแก่น" จาก
งบประมาณกลาง/เงินนอกงบประมาณอื่นใด/ของรัฐบาล มาให้แก่ เทศบาลนครขอนแก่น
เพื่อดำเนินการจัดสร้างอย่างเร่งด่วนให้ทันกับงบดำเนินงานรูปธรรม ๑.๙ ล้าน
ที่ได้จากกองสลากที่จะหมดลงในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ ในอีก ๘ เดือนข้างหน้าที่จะถึงนี้
เพราะ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เป็นกระทรวงที่
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
กล่าวเสมอมาแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ท่านก่อนๆ ว่า มอบหมายให้เป็นกระทรวง
"เจ้าภาพ" ด้านคนพิการและคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษด้านต่างๆ
ทางเครือข่ายผู้ปกครองฯ จังหวัดขอนแก่นจึงใคร่จะขอความอนุเคราะห์ในการนี้ให้
กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ทำหน้าที่ของตน
นั่นคือ หน้าที่ในการเป็น "เจ้าภาพ"
ดังคำกล่าวของ ฯพณฯ
ท่านทักษิณฯ
แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบจาก นายวัฒนา เมืองสุข
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ว่าจะให้เข้าพบเมื่อไหร่
หรือจะให้เข้าพบหรือไม่? มีแต่คำตอบจากหน้าห้องว่า ได้ส่งเรื่องให้ นางอรทัย
ฐานะจาโร ซึ่งเป็นเลขาฯ ศึกษาเรื่องอยู่(?)
และจากการประสานกับนางอรทัยทางโทรศัพท์ก็เหมือนมีน้ำเสียงว่า
เป็นเรื่องใหญ่เกินไป(?)
และมีเรื่องอื่นที่จัดลำดับความสำคัญที่จะต้องทำก่อนอยู่หลายเรื่องแล้ว(?) ฯลฯ
จากท่าทีของทั้งหน้าห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรงพัฒนาสังคมฯและเลขาฯ ดังนี้
ทำให้เกิดข้อกังขาว่า กระทรวงพัฒนาสังคมฯ
นั้นตั้งขึ้นมาจะทำอะไรให้กับคนพิการคนด้อยโอกาสกันแน่?
ถ้าจะทำกันแต่เบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ ๕๐๐ บาทที่ได้กันบ้างไม่ได้กันบ้าง
มันก็เป็น "เบี้ยหัวแตก"
ซึ่งไม่มีทางจะเพียงพอต่อการยังชีพของคนพิการแต่อย่างไร
โดยเฉพาะกลุ่มออทิสติกนั้นค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงมาก
และด้วยความบกพร่องอันเป็นขีดจำกัดทางพฤติกรรมทำให้พวกเขาต้องได้รับ การดูแลเป็น
"ทีม" อีกด้วย ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับไม่ได้ดูแลช่วยเหลืออะไรพวกเขาเลย
จึงมีแต่จะต้องดำเนินยุทธศาสตร์ของการจัดตั้งบ้านพิทักษ์ฯ
ให้กับชุมชนโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง เทศบาล อบจ. อบต. ดูแล
บนหลักการที่ว่า
"รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณลงทุนคงที่
(ด้านสิ่งปลูกสร้างอาคารสถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ที่ราคาแพง)
องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบงบประมาณหมุนเวียนประจำปี
(ด้านค่าตอบแทน/เงินเดือนบุคลากรและงบค่าดำเนินการต่างๆ)
อย่างต่อเนื่อง" อย่างที่ภาคประชาชนและภาครัฐในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่นกำลังร่วมกันดำเนินการกันอยู่นี้เท่านั้น คนพิการคนด้อยโอกาสอย่างกลุ่มออทิสติก
จึงจะได้รับการดูแลช่วยเหลือให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตอย่างใกล้ชิดเป็นกอบเป็นกำเป็นชิ้นเป็นอันอย่างแท้จริง
กล่าวสำหรับ
บ้านพิทักษ์บุคคลออทิสติกในชุมชนเมืองเทศบาลนครขอนแก่น
นั้น ณ
วันนี้กับเวลาที่เหลืออีกแปดเดือนจะเป็นเรื่องของการดำเนินแผนงานภายใต้แผนงานรูปธรรมย่อยๆ
๕ แผนงาน คือ ๑/ แผนการพัฒนาบุคลากรเพื่อบ้านพิทักษ์ฯ
๒/ แผนการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการบ้านพิทักษ์ฯ ๓/
แผนการพัฒนากระบวนการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกที่เป็นสมาชิกบ้านพิทักษ์ฯ [เน้นการใช้ชีวิตประจำวันและการฝึกอาชีพ]
๔/ แผนการพัฒนาและสังเคราะห์ขึ้นซึ่ง นวตกรรมทางด้านกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของเทศบาลนครขอนแก่น
[เพื่อรองรับการบริหารจัดการบ้านพิทักษ์ฯ ที่
ทางพัฒนาสังคมฯ จังหวัดขอนแก่น กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะส่งมอบ/โอนให้ไปเป็นหน่วยงาน(ใหม่)
ของเทศบาลนครขอนแก่นอย่างสมบูรณ์ เมื่อกระบวนการพัฒนาต่างตามแผนงานเสร็จสิ้นลง]
๕/ แผนการพัฒนาด้านอาคารสถานที่
แบ่งเป็นแผนการพัฒนาอาคารสถานที่ที่ทำการชั่วคราว ได้จากการระดมเงินในท้องถิ่น เช่น
การทอดกฐิน การขอบริจาค ฯลฯ และแผนการพัฒนาด้านอาคารสถานที่ที่ทำการถาวร ซึ่งก็คืองบ
๓๕ ล้านบาทที่จะให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ยื่นขอรัฐบาลให้ นั่นเอง
ทั้งหมดนี้หมายถึงว่า กระทรวงพัฒนาสังคมฯ โดยพัฒนาสังคมฯจังหวัด (เป็นเจ้าภาพ)
ประสานงานกับอีกสองกระทรวง คือ กระทรวงศึกษาธิการ โดยศูนย์การศึกษาพิเศษ
เขตการศึกษา ๙ และกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและรองฯ
ได้ร่วมกันพัฒนาและจัดตั้ง "หน่วยงานใหม่" ในการดูแลประชากรออทิสติกในชุมชน
ให้กับเทศบาลนครขอนแก่นซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะเป็น "ต้นแบบ"
ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศต่อไป
ทั้งนี้ หากว่า
ทางเทศบาลนครขอนแก่น ได้รับอนุมัติในหลักการจาก
รัฐบาล [ไม่ว่าจะผ่านมาจากช่องทางไหน
ซึ่งเฉพาะหน้านี้ ก็หวังว่า น่าที่จะผ่านมาทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ]
เมื่อใด ภายในระยะเวลา 7-8 เดือนข้างหน้านับจากนี้ไป ทางเทศบาลนครขอนแก่น
ก็จะรับช่วงงบประมาณค่าตอบแทนบุคลากรและค่าดำเนินการต่างๆ ทันที
ไม่เช่นนั้นทั้งเจ้าหน้าที่บ้านพิทักษ์ฯ
ที่อบรมบ่มเพาะขึ้นมาอย่างยากเย็นจำนวน ๑๐ คนและบุคคลออทิสติกที่อยู่ประจำ
จำนวนอีก กว่า ๑๐ คน โดยยังไม่นับที่มาเข้าชื่อไว้ยาวเหยียด
รวมทั้งบุคคลออทิสติกทั้งในเขตและนอกเขตเทศบาลอีกหลายสิบที่จะเข้ารับบริการแบบไป-กลับทั้งหลาย ก็จะต้องถูก
"ลอยแพ" ทั้งหมด เม็ดเงินทั้ง ๑.๙ ล้านจากกองสลากและเม็ดเงินที่ระดมได้ในพื้นที่
ตลอดจนแรงกายแรงใจของทั้งภาคประชาชนและภาครัฐในพื้นที่ทั้งหมด
ก็เป็นอันสูญเปล่า.... หากเป็นเช่นนั้น ถามว่า บรรดา ฯพณฯ ท่านทั้งหลาย
ไล่เลียงตั้งแต่
ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ลงมาจนถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวโดยเฉพาะ ฯพณฯ
ท่านวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เจ้าภาพโดยตรง
พวกท่านจะไม่รู้สึก ละอายแก่ใจ
หรือรู้สึกเป็นบาปเป็นกรรมกันบ้างเลยหรือ?
ที่จะทำกับกลุ่มประชากรที่เกิดมาแล้วพิกลพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้กลุ่มนี้ ทั้งๆ
ที่ในระดับพื้นที่ได้เริ่มต้นไปมากแล้ว?
อย่างไรก็ตามเราก็ยังหวังในด้านดีว่า
ด้วยศักยภาพของบรรดา ฯพณฯ ท่าน
จะไม่ปล่อยให้
สิ่งที่ภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ร่วมกันทุ่มเทลงแรงกายแรงปลุกปล้ำกันขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่างต้องพังพาบไปอย่างสูญเปล่า
ใช่ไหม?
5 ธันวาคม
2548
